ส่อง ! เทรนด์ปี’63 ทุนต่างชาติบุกอสังหาฯไทย

การรุกเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติสู่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่ง “จุดเปลี่ยน” ของธุรกิจโดยต่างชาติที่เข้ามาลงทุนนั้นมาจาก 2 ส่วน คือ ส่วนของบริษัทหรือ “ผู้ประกอบการ” ที่เข้ามาในรูปแบบของการร่วทุน หรือ การ Joint Venture  และในสวนของ “ผู้บริโภค” หรือที่เรียกกันว่ากำลังซื้อของนักลงทุนต่างชาติ โดยในส่วนของการเข้ามาในลักษณะของบริษัทหรือผู้ประกอบการนั้นที่เข้ามาในรูปแบบของการ Joint Venture  และพบว่าส่วนใหญ่การพัฒนายังคงเป็นตลาดที่อยู่อาศัยและยังคงกระจายตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในโดยเฉพาะในพื้นที่ CBD และตามหัวเมืองท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศไทย

นายภัทรชัย ทวีวงศ์  รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยบริษัทคอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)  จำกัด กล่าวว่า  ในปี 2562 มีผู้ประกอบการต่างชาติ เข้ามาร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยมูลค่ารวมกว่ากว่า 119,900 ล้านบาท  กว่า 68.8% ยังคงเป็นผู้ประกอบการจากญี่ปุ่น ตามมาด้วยผู้ประกอบการจาก จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์  หากพิจารณาจากมูลค่าการลงทุนทั้งหมดพบว่า ส่วนใหญ่เป็นการ Joint Venture ระหว่างผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์มากกว่าผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์เกือบ 4 เท่า  คาดการณ์ว่า เทรนด์ของการ Joint Venture หรือการร่วมทุนของผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2563 ซึ่งคาดการณ์ว่ามูลค่าการร่วมทุนจะพุ่งสูงกว่า 120,000 ล้านบาท                         

อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าในช่วงปี2562 ที่ผ่านมา กลุ่มนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนชาวจีนและญี่ปุ่นยังคงให้ความสนใจลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังคงพบว่า กำลังซื้อต่างชาติยังคงสนใจตลาดคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร วิลล่าตากอากาศในประเทศไทยทั้งในกรุงเทพมหานครและเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ หัวหิน ชะอำ เป็นต้น  แต่จะเลือกตัดสินใจซื้อเฉพาะโครงการที่ยังมองว่าพวกเขายังสามารถกำไรได้เท่านั้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา พบว่ากลยุทธ์การเจาะลูกค้าต่างชาติในปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายรายยังคงมีการนำโครงการเสนอขายให้แก่นักลงทุนต่างชาติก่อนการเปิดขายในประเทศ โดยผ่านเอเจนซี่ทั้งเอเจนซี่รายใหญ่ในประเทศ และเอเจนซี่จากต่างประเทศ ซึ่งพบว่า หลายโครงการมีการตัดในส่วนของโควต้าต่างชาติ 49% ให้เอเจนซี่นำไปขายให้กับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติเองด้วยเทคนิคต่างๆ  และยังพบว่าผู้ประกอบการรายหลายมีการนำโครงการที่อยู่ระหว่างการขายไปเปิดโรดโชว์ตามเมืองใหญ่ๆ ทั้ง สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง เป็นต้น ซึ่งค่อนข้างได้รับผลการตอบรับจากกลุ่มซื้อผู้ต่างชาติที่ค่อนข้างดี

นอกจากนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายยังมีการเปิดสำนักงานขายและจำลองห้องตัวอย่างไว้ตามเมืองสำคัญๆ เพื่อเป็นอีกแรงกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าซื้อโครงการมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าในหลายโครงการก็สามารถขายได้ดีในปีที่ผ่านมา  ซึ่งคาดการณ์ว่ากลยุทธ์หลักสำหรับการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจีน ในปี 2563 ผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ รวมถึงผู้ประกอบการหลายรายโดยเฉพาะในส่วนของคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งในกรุงเทพมหานครและเมืองท่องเที่ยวต่างๆ และยังคงมียูนิตเหลือขาย จะมีการติดต่อเอเจนซี่ทั้งเอเจนซื้อรายใหญ่ในท้องถิ่น และเอเจนซี่ต่างประเทศให้เป็นตัวแทนการขายเป็นการตัดล็อตในราคาพิเศษเพื่อนำไปขายให้แก่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ค่อนข้างได้ผลเป็นอย่างดีในปีที่ผ่านมา และสำหรับกำลังซื้อของนักลงทุนต่างชาติยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในปี 2563 และจะกระจายไปตามเมืองท่องเที่ยวหลักโดยเฉพาะ ภูเก็ต กรุงเทพมหานคร พัทยา และทำเลใหม่ๆ เช่น หัวหิน ชะอำ มากยิ่งขึ้น

ตั่งแต่ในในปี 2558 เป็นต้นมา เทรนด์ของการ  JV หรือ Joint Venture เริ่มเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น Mitsui Fudosan ที่มีการ Joint Venture กับ บมจ. อนันดา ดีเวลลอปเมนท์   ,  Mitsubishi Estate Joint Venture กับ บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) เป็นต้น ซึ่งพบว่ามูลค่าของการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติ ณ ธันวาคม 2562 มูลค่าการร่วมทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 562,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตั่งแต่ปี2558 เป็นต้นมา จนกระทั้งมูลค่าการร่วมทุนสูงกว่า 111,000 ล้านบาทในปี 2561 และเกือบ 120,000 ในปี 2562 ที่ผ่านมา โดยพบว่า Joint Venture  ส่วนใหญ่ยังคงตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯโดยเฉพาะในพื้นที่ CBD และ ในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ภูเก็จ พัทยา หรือหัวหิน ชะอำ เป็นส่วนใหญ่ และพบว่าสัดส่วนการร่วมทุน กว่า 85% เป็นโครงการที่อยู่อาศัย และ 14% เป็น Mixed use project ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัย + โรงแรม และเมื่อพิจารณาจากมูลค่าการลงทุนทั้งหมดพบว่า ส่วนใหญ่เป็นการ Joint Venture ระหว่างผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์มากกว่าผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์เกือบ 4 เท่าซึ่ง แผนกวิจัย บริษัท Colliers International Thailand คาดการณ์ว่า เทรนด์ของการ Joint Venture ของผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2563 ซึ่งคาดการณ์ว่ามูลค่าการร่วมทุนจะพุ่งสูงกว่า 120,000 ล้านบาท

จากข้อมูลพบว่า ผู้ประการการจากญี่ปุ่นยังคงชาติที่มีการเข้ามา Joint Venture อย่างต่อเนื่องและมากที่สุดหากจำแนกตามมูลค่าการร่วมทุนที่ประมาณ 386,550  ล้านบาทหรือประมาณ 68.8% รองลงมาคือ ผู้ประกอบการจากประเทศจีน ที่ประมาณ 107,300 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19.1% ตามมาด้วยผู้ประกอบการจากฮ่องกงที่ประมาณ 56,700 ล้านบาท และ จากสิงคโปร์ อีกประมาณ 22,900 ล้านบาท  ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะการ Joint Venture ที่เกิดขึ้นในปี 2562 พบว่า มูลค่าการลงทุนร่วมทุนประมาณ 96% จะมาจากผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นและลงทุนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในตลาดที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งคาดการณ์ว่า เทรนด์ของการ Joint Venture ผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นยังคงโดดเด่นและเติบโตอย่างต่อเนื่องและส่วนใหญ่ยังคงเป็นการ Joint Venture  ในตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2563 ถึงแม้ว่าความกังวลใจในเรื่องของอุปทานที่ยังคงเหลือขายอีกเป็นจำนวนมากในตลาดก็ตาม

สำหรับประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปีซึ่งคาดการณ์ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 2562 จะพุ่งสูงถึง 40 ล้านคนด้วยมูลค่าการใช้จ่ายที่สูงถึง 2 ล้านล้านบท จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนไทยช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) ปี2562 มีจำนวนสะสมกว่า 29,465,732 คน เพิ่มขึ้น3.51%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาสร้างรายได้ 1,429,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.45% เมื่อดู 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทย อันดับ1ยังคงเป็นนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 8,518,031 คน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.71% สร้างรายได้ 426,887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.14% ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามามีทั้งเพื่อเข้ามาทำงาน ท่องเที่ยว พักอาศัยทั้งแบบไม่นานและแบบถาวรเป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มที่มากขึ้นทุกปีๆ พวกเขาเข้ามาพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยนานๆ ก็ต้องหาที่พักทั้งแบบเช่าไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้นต์ หรือเซอร์วิสอพาร์ทเม้นต์ หรือว่าบางคนเลือกที่จะซื้อคอนโดมิเนียม บ้านพักตากอากาศ และบ้านจัดสรร เพราะมองว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนอย่างหนึ่งและผลตอบแทนในตลาดประเทศไทยก็น่าสนใจไม่น้อย

นักลงทุนจากประเทศจีนและฮ่องกงได้มีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมากกว่า 15,000 ยูนิต เป็นสัดส่วนถือครองตัวเลขกว่าครึ่งหนึ่งของนักลงทุนชาวต่างชาติทั้งหมดที่ลงทุนในประเทศไทยโดยกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ หากประเมินจากตัวเลขการซื้อ ชาวจีนและฮ่องกงจะเฉลี่ยราคาห้องละ 5 ล้านบาทต่อยูนิต มูลค่าลงทุนรวมการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยรวมในปี 2561 เป็นมูลค่า 75,000 ล้านบาท สำหรับพื้นที่นักลงทุนชาวจีนให้ความสนใจในประเทศไทยที่จะลงทุนลำดับ 1 คือ กรุงเทพ ฯรองลงมาคือ เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย หัวหิน เป็นต้น

ทุนนอก(ยัง)บุกอสังหาฯซีบีดีเมืองท่องเที่ยว

ในปี 2563 เชื่อได้ว่าผู้ซื้อคนจีนจะกระจายไปทุกพื้นที่ ทุกทำเลของกรุงเทพฯ และพื้นที่ในจังหวัดท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย หัวหิน ชะอำ กระบี่ หัวหิน เท่านั้น คาดการณ์ทำเลใหม่ในอนาคตอาจจะไปถึงหัวเมืองรองของแต่ละภูมิภาคก็เป็นไปได้ การขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนในอนาคตอาจจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเป็นตัวแปร เช่น สงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา ที่อาจจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจประเทศจีน การลดลงของค่าเงินหยวน มาตรการการควบคุมของรัฐบาลจีน และความเข้มงวดของรัฐบาลไทย เป็นต้น แต่สุดท้ายแล้วคนจีนจะยังคงสนใจมาเที่ยวประเทศไทยและซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจุบันนี้อาจจะมีปัญหาติดขัดบ้างจากทั้งฝั่งไทยเองและฝั่งประเทศจีน

ทั้งนี้ ในปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการแทบทุกรายได้มีการติดต่อกับเอเจนต่างชาติกันเป็นจำนวนมากเพื่อให้นำคอนโดมิเนียมและโครงการจัดสรรของตัวเองไปขายให้กับกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากจีนชาวต่างชาติเชื้อสายจีนกลุ่มนี้เป็นเป้าหมายหลักของผู้ประกอบการมากขึ้นโครงการเปิดขายใหม่มีการไปออกโรดโชว์หรือว่าให้นายหน้าชาวต่างชาติไปขายที่ต่างประเทศมากขึ้นและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการหลายรายพยายามบอกว่าโครงการของพวกเขามีชาวต่างชาติเป็นผู้ซื้อกลุ่มใหญ่หรือจนเกือบจะเต็มโควตาของชาวต่างชาติเรียกได้ว่าสร้างกระแสความตื่นตัวได้ระดับที่ไม่น้อยเลยบางโครงการเปิดขายชาวต่างชาติก่อนคนไทยซะอีกและมียอดขายไปแล้วกว่า 40 – 50% แล้วพอถึงวันที่เปิดขายคนไทยก็ขายวันเดียวหมดปิดการขายไปเลยทำเอาคนที่พลาดโอกาสหรือว่าไม่ได้ซื้อเกิดความอยากได้ขึ้นมาทันที

แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักลงทุนชาวจีนหรือชาติอื่นๆ ที่ซื้อคอนโดมิเนียมหรือว่าอสังหาฯในประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่มองที่ผลตอบแทนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่จากช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 ที่ผ่านมา พบว่า กำลังซื้อของชาวจีนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเริ่มชะลอความร้อนแรงลง เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุนที่คาดไว้จากเหล่าเอเจนซี่ที่ได้นำโครงการไปเสนอขายเริ่มไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เลยเกิดการชะลอตัวในเรื่องของการซื้อ และจากปัญหานี้ อาจส่งผลกระทบต่อยอดโอนกรรมสิทธิ์ของกลุ่มลูกค้าต่างชาติเหล่านี้ว่าในปี 2 ปีข้างหน้า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จและเรียกโอนกรรมสิทธิ์ ลูกค้าเหล่านี้จะโอนกรรมสิทธิ์ตามกำหนดหรือไหม และหากเกิดการทิ้งดาวน์หรือไม่เข้าโอนกรรมสิทธิ์ตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว หน่วยขายได้ก่อนหน้าที่เคยดูดซับไปก็จะกลับเข้าสู่ตลาดมาขายใหม่อีกครั้ง ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ยิ่งเป็นการดึงให้อัตราดูดซับต่อเดือนของภาพรวมตลาดลดลง และอาจเกิดปัญหาต่อภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในระยะยาวได้ กลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติเหล่านี้มีการเรียกเก็บเงินดาวน์ที่สูงกว่าคนไทยโดยมีการเรียกเก็บเงินดาวน์ที่ประมาณ 25-30% ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติส่วนใหญ่เหล่านี่เป็นกลุ่มนักลงทุน

“ทิ้งดาวน์ไม่โอน” คำถาม ? คาใจข้ามปี

กับคำถามยาวข้ามปีที่ว่า “จะเกิดการทิ้งดาวน์หรือไม่เข้าโอนโอนกรรมสิทธ์หรือไหมของกำลังซื้อกลุ่มนี้” ในมุมของนักลงทุน แน่นอนว่าย่อมหวังผลตอบแทนจากการลงทุน และเมื่อดาวน์ไปถึง 25-30% แล้วแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ยอมทิ้งเงินดาวน์อย่างแน่นอน แต่อาจจะมีการทิ้งดาวน์บ้างในบางโครงการและบางทำเลมองแล้วว่าไม่คุ้มค่ากับการทุน และอาจจะชะลอการซื้อลงบ้างในบ้างพื้นที่บางทำเล ซึ่งจากการลงพื้นที่ล่าสุดในพื้นที่พัทยา เกาะสมุย และ ภูเก็ต หัวหิน ชะอำ พบว่า ยังคงมีกลุ่มนักลงทุนชาวจีนให้ความสนใจและเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั้งในส่วนของคอนโดมิเนียมและวิลล่าตากอากาศรวมถึงบ้านจัดสรรกันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแบบยกชั้นหรือซื้อแบบเหมาอาคาร หรือเหมาทั้งโครงการสำหรับบ้านจัดสรร ก็ยังคงมีกลุ่มนักลงทุนชาวจีนและชาติอื่นๆให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่จะต้องเป็นทำเลที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่า สำหรับ ภูเก็ตยังคงเป็นทำเลที่จะน่าลงทุน ยังคงเป็นทำเลที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ค่อนข้างคุ้มค่า  ถ้าเป็นทำเลที่ดี ที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ค่อนข้างคุ้มค่าอย่าง ภูเก็ต หรือ สมุย หรือแม้กระทั้งบางพื้นที่ของพัทยา และในพื้นที่หัวหิน ชะอำ ก็จะยังคงเป็นที่สนใจของกลุ่มลูกค้าชาวจีนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับทำเลในกรุงเทพฯซึ่งถือว่า ปัจจุบันค่อนข้างยากสำหรับกลุ่มนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนชาวไทยเองหรือกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากอัตราการแข็งขันที่ค่อนข้างสูง รวมถึงปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการใหม่ออกสู่ตลาดมากเกินไป มากเกินกว่าที่กำลังซื้อจะสามารถดูดซับได้ทัน รวมถึงราคาขายที่มีการปรับราคาขึ้นที่ค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมา  เลยเกิดภาวการณ์แข็งขันที่ค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมา ทำเลกรุงเทพมหานครจึงเป็นทำเลที่ค่อนข้างลดความร้อนแรงลงบ้างในช่วงที่ผ่านมาในมุมมองของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ  แต่เชื่อว่า หากมีการปรับลดราคาลงบ้าง และเลือกพัฒนาในทำเลที่น่าสนใจ รวมถึงพัฒนารูปแบบโครงการที่น่าสนใจ ก็จะทำให้ภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครกลับมาคึกคักอีกครั้งทั้งในสายตาของนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง