ภาพรวมตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ปี2562 และแนวโน้ม ปี2563

ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยสรุปภาพรวมตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ปี 2562 และแนวโน้มปี 2563

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดคอนโดมิเนียมปี 2562 และแนวโน้มปี 2563

ภาวะเศรษฐกิจ
– ภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา
– อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่ำ
– สงครามการค้าระหว่าง สหรัฐฯ กับ จีน
– ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ กับ อิหร่าน
– ค่าเงินบาทแข็งตัว

กำลังซื้อของผู้บริโภค
– หนี้ครัวเรือนสูง
– มาตรการควบคุมสินเชื่อ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย
– ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน

อุปสงค์ / อุปทาน
– คอนโดมิเนียมเหลือขายมีจำนวนมาก
– อุปสงค์ลดลงเนื่องจาก กำลังซื้อชาวต่างชาติลดลง นักเก็งกำไรและนักลงทุนลดลงไปจากตลาด และผู้ซื้อหลักซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง

นโยบายจากภาครัฐ
– ภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นในการถือครองอสังหาริมทรัพย์
– ปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ลดค่าจดทะเบียนและค่าโอนสำหรับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท และลดภาระการผ่อนดาวน์จำนวน 50,000 บาท สำหรับบ้านจำนวน 100,000 หลัง

ทิศทางแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ปี 2563

– อัตราการขยายตัวอุปทานคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ลดลงในปี 2562 กว่า 30% และยังคงมีแนวโน้มลดลงในปี 2563
– กำลังซื้อในปี 2563 มีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2562 คือประมาณ 35,000 ยูนิต
– สภาพตลาดมีแนวโน้มปรับตัวเข้าสู่สมดุลในปี 2564
– ระดับราคามีแนมโน้มทรงตัวหรือปรับลดลง
– การพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมใหม่มีแนวโน้มกระจายตัวสู่พื้นที่ชานเมืองตามแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ที่กำลังพัฒนา
– นักพัฒนาจะชะลอตัวการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม และหันเหความสนใจไปยังภาคอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาวได้ เช่น โรงแรมและสำนักงาน
– การพัฒนาโครงการใหม่จะเป็นการพัฒนาโครงการแบบ Mixed use development เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการพึ่งพิงจากตลาดเดียว
– นักพัฒนาปรับแผนไปสู่การเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น เช่น บ้านเดี่ยว, ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านแฝด เนื่องจากตลาดคอนโดมิเนียมถดถอยลงในปี 2562
– จะมีอุปทานใหม่ด้านคอนโดมิเนียมแบบ Leasehold เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากนับจากนี้เป็นต้นไป
– มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดวิกฤติฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่คล้ายคลึงกับวิกฤติในปี 2540
– นักพัฒนารายย่อยหรือผู้ที่ไม่มีเงินลงทุนสำรองที่แข็งแกร่งจะหายออกไปจากตลาด
– อุปสงค์ด้านคอนโดมิเนียมจะขึ้นอยู่กับความต้องการจากผู้ซื้อจริงเท่านั้น จำนวนนักลงทุนที่ลดลงเป็นผลเนื่องมาจากนโยบายกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV Policy) และจำนวนผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ลดลงเป็นผลเนื่องมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย
– สงครามราคาในตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ นักพัฒนาไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาคอนโดมิเนียมอีกต่อไป ผู้ซื้อคือผู้กำหนดราคา
– ราคาที่แข่งขัน รูปแบบ และฟังก์ชั่นของคอนโดมิเนียมที่เหมาะสมกับความต้องการจะชนะใจลูกค้าได้ในปัจจุบัน
– รัฐบาลส่งเสริมเศรษฐกิจโดยการมีโครงการเมกะโปรเจคเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น

• บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ ( 31,404 หน่วย จาก 46,709 หน่วย ) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67 โดยบริเวณสุขุมวิทตอนปลาย มีจำนวนสูงสุดของบริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ ( 8,402 หน่วย จาก 31,404 หน่วย ) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27

• บริเวณรัชดา/พระราม 9/ลาดพร้าว ยังเป็นทำเลที่มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่สูงสุดในบริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ ( City Fringe )

• บริเวณสุขุมวิททั้งสุขุมวิทตอนต้น ( 1-63 และ 2-42) สุขุมวิทตอนกลาง ( 44-70 และ 65-103 ) และ สุขุมวิทตอนปลาย ( แบริ่ง-สำโรง ) เป็นบริเวณที่มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่สูงสุด

• ระดับราคาขายของคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่สูงสุด คือคอนโดมิเนียมที่มีระดับราคาขายต่อตารางเมตร ระหว่าง 80,000 ถึง 150,000 บาท หรือ มีระดับราคาขายต่อหน่วยสำหรับห้อง 1 ห้องนอน อยู่ระหว่าง 3-5 ล้านบาท

• อัตราการขายคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ ในปี 2562 มีอัตราการขายอยู่ที่ร้อยละ 45 จำนวนหน่วยขายได้ 20,990 หน่วย
• อัตราการขายคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ลดลงจากปี พ.ศ. 2561 ซึ่งอยู่ในอัตราร้อยละ 58 จำนวนหน่วยขายได้ 39,875 หน่วย

• คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯมีจำนวนหน่วยขายสูงสุด คือ ขายได้ 12,665 หน่วย รองลงมาคือ บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) ขายได้ 4,600 หน่วย และ บริเวณศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ขายได้ 3,725 หน่วย
• คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) เป็นบริเวณที่มีอัตราการขายสูงสุด กล่าวคือ มีอัตราการขายสูงถึงร้อยละ 56

• คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่บริเวณเขตศูนย์กลางธุรกิจที่ขายได้ดี คือ บริเวณสุขุมวิท (1-63 และ 2-42) ขายได้ 1,242 หน่วย

• คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ ( City Fringe ) ที่ขายได้ดี คือ บริเวณสุขุมวิทตอนกลาง (44-70 และ 65-103) ขายได้ 1,385 หน่วย รองลงมา คือ บริเวณรัชดา/ลาดพร้าว/พระราม 9 ขายได้ 1,336 หน่วย

• คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯที่ขายได้ดี คือ บริเวณฝั่งใต้ของกรุงเทพฯ ขายได้ 3,443 หน่วย รองลงมา คือ บริเวณฝั่งเหนือของกรุงเทพฯ ขายได้ 3,426 หน่วย

• คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่บริเวณแนวรถไฟฟ้าที่ขายดี คือ บริเวณตามแนวรถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงินที่ได้เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2562 อันได้แก่ บริเวณสถานีอิสรภาพ-ท่าพระ-บางไผ่-เพชรเกษม 48-ภาษีเจริญ

• ระดับราคาขายของคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ที่ขายดี คือ คอนโดมิเนียมที่มีราคาขายต่อตารางเมตร อยู่ระหว่าง 80,000 บาท ถึง 150,000 บาท หรือราคาขายต่อหน่วยสำหรับ 1 ห้องนอน อยู่ที่ระหว่าง 3-5 ล้านบาท

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง