“แซมพ์ บิลเดอร์”ปรับแผนรีแบรนด์ขยายฐานลูกค้า หวังดันยอดปี’63แตะ550ล้านบาท

กลุ่มแซมพ์ บิลเดอร์ มั่นใจธุรกิจรับสร้างบ้านโตสวนกระแสเศรษฐกิจ ปรับแผนเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่หวังขยายฐานลูกค้า แตกแบรนด์“CROWN” เจาะบ้านราคา  3-10 ล้านบาทขึ้นไป เน้นลูกค้าตลาดกทม.-ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง พร้อมดึงขุนพลจากซีคอนโฮมฯรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการสายงานขาย ตั้งเป้ายอดจองปี63แตะ 170 ล้านบาท จาก 200 หลัง และยอดทำสัญญา 550 ล้านบาท 

นายพิสิษฐ์  เจียราภิรมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท​ แซมพ์​ ไอคอน​ ไทยแลนด์​ จำกัด เปิดเผยว่า จากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตั้งแต่ปี 2562 ยาวมาจนถึงปี 2563 นั้น ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ และคาดว่าตลาดรับสร้างบ้านจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน แต่พบว่าลูกค้าในกลุ่มธุรกิจนี้ต่างมีความเตรียมพร้อมที่จะสร้างบ้านอยู่แล้ว ภาคธุรกิจรับสร้างบ้านจึงไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด   ทั้งนี้สถิติจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน คาดการณ์ว่าภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านในปี 2563 น่าจะมีมูลค่าประมาณ 13,000-13,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ผ่านมาประมาณ 5-7% โดยบ้านระดับ 3-10 ล้านบาท ยังเป็นตัวนำตลาดในกรุงเทพและปริมณฑล ในขณะที่มีการขยายตัวไปสู่ต่างจังหวัดในหัวเมืองใหญ่ เช่น พระนครศรีอยุธยา อุบลราชธานี ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ ขณะเดียวกัน บริษัทฯได้ทำการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภค พบว่า กลุ่มลูกค้าจะใช้เงินออมหรือเงินสดในการสร้างบ้าน เฉลี่ยประมาณ 65% ส่วนที่เหลือ 35% จะเป็นลูกค้าที่ขอสินเชื่อหรือกู้ยืมธนาคารหรือสถาบันการเงิน ซึ่งจากการสำรวจตลาดยังพบว่า บ้านในระดับ 3 – 5 ล้านบาท เป็นระดับราคาที่ลูกค้าส่วนใหญ่ตั้งงบประมาณไว้สำหรับการสร้างบ้านเพื่อการอยู่อาศัย

สำหรับในส่วนของบริษัท ซึ่งที่ผ่านมาจะดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้านภายใต้การดำเนินงานของบริษัท แซมพ์ บิลเดอร์ จำกัด เน้นรับสร้างบ้าน ขนาดตั้งแต่ 80-200 ตารางเมตร ระดับราคาตั้งแต่ 1-2.5 ล้านบาท มีให้เลือกกว่า 70 แบบ เน้นลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียงเป็นหลัก แต่เพื่อเป็นการขยายฐานการเติบโตของบริษัท จึงได้เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท แซมพ์ ไอคอน ไทยแลนด์ จำกัด และดึงมืออาชีพจากบริษัท ซีคอนโฮม จำกัด คือนายธาราพล ศุระศรางค์ เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสายงานขาย พร้อมกับตั้งแบรนด์ย่อย “CROWN” ขึ้นมารับงานสร้างบ้าน ขนาดตั้งแต่ 410-492 ตารางเมตร ราคาตั้งแต่ 3-10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งในเบื้องต้นมีให้เลือก 2 รูปแบบ เน้นการรับสร้างบ้านในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง

นายพิสิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่ลูกค้าจากเดิมมีความต้องการบ้านในขนาดใหญ่ขึ้น ในระดับที่หรูหรามากขึ้น บริษัทฯ จึงวางแผนขยายฐานลูกค้าเพื่อรองรับกับความต้องการดังกล่าว ไปยังกลุ่มขนาดกลางและใหญ่ จึงได้ตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา เพื่อขยายการรับงานได้มากขึ้น โดยมองว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของเศรษฐกิจไทย โอกาสของธุรกิจรับสร้างบ้านที่เห็นได้ชัดเจนในขณะนี้คือ การขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม (สายสีส้ม สีชมพู สีเหลือง) ในทางกลับกับต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นก็เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ บริษัทพบว่า ปัจจุบันบ้านสร้างเองจะตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องไลฟ์สไตล์  ดีไซน์การออกแบบและปรับรูปแบบบ้านตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย รวมไปถึงการเลือกวัสดุที่ใช้ ข้อดีที่ผู้บริโภคยังคงเลือกใช้บริษัทรับสร้างบ้านที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ คือ ความต่อเนื่องในการก่อสร้าง ลดความเสี่ยงเรื่องการทิ้งงาน ความสะดวกสบายในด้านการประสานงานกับหน่วยงานราชการ เป็นต้น

ด้านนายธาราพล ศุระศรางค์ ผู้อำนวยการสายงานขาย บริษัท​ แซมพ์​ ไอคอน​ ไทยแลนด์​ จำกัด กล่าวว่า  แบรนด์ “CROWN”  จะเป็นการมาต่อยอดจากคอนเซ็ปต์เดิมของ “แซมพ์” ซึ่งเป็นการติดปีกให้กับ SAMPS Icon Thailand ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ในการเป็นบริษัทรับสร้างบ้านอันดับต้นๆ ของไทย สำหรับแผนการดำเนินงานของ CROWN ใช้ 3 กลยุทธ์หลักในการทำตลาดและเข้าถึงกลุ่มลูกค้า คือ

1. การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ซึ่ง CROWN มี SAMPS เป็นเครื่องหมายการันตีถึงประสบการณ์และความชำนาญงานก่อสร้าง

2.คุณภาพงาน ด้วยความโดดเด่นของแบบบ้าน ที่สถาปนิกสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้าภายใน 3 วันทำการ

3. บริการหลังการขาย CROWN ได้มีการพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อลูกค้าของ CROWN โดยเฉพาะ โดยให้บริการ เช่น การเช็คสถานะความคืบหน้าในการก่อสร้างแบบเรียลไทม์ การชำระค่างวด การตรวจสอบงวดงาน การขอมิเตอร์ไฟฟ้า ประปา ถาวร และการขอเลขบ้าน เป็นต้น

ปัจจุบัน CROWN มีศูนย์รับสร้างบ้าน 3 สาขาด้วยกัน ได้แก่ อ่อนนุช กัลปพฤกษ์ และชลบุรี ส่วนในอนาคต ภายในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนการขยายสาขาเพิ่มอีก 1-2 สาขา ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล เพื่อเป็นแผนการรองรับการขยายตัวของธุรกิจรับสร้างบ้านไปสู่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่ ส่วนงบการลงทุนโดยรวมที่วางไว้ในปีนี้ ประมาณ 20 ล้านบาท แบ่งเป็นงบการตลาดประมาณ 50% และงบโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ผ่านเครื่องมือสื่อสารทั้ง online และ offline ประมาณ 50% ทั้งนี้ โดยในปี 2563 นี้ บริษัทตั้งเป้ายอดจองของ CROWN ไว้ที่ 170 ล้านบาท จากประมาณ 200 หลัง และยอดทำสัญญาประมาณ 550 ล้านบาท

“เรามุ่งหวัง “Crown” จะเป็นบริษัทฯ ชั้นนำในธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยการผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดในทุกกลุ่ม จากจุดแข็งที่เรามีประสบการณ์ในการสร้างบ้านกับ Samps ด้วยความเป็นมืออาชีพมาตลอด 10 ปี เราคลุกคลีกับลูกค้ามาโดยตลอด ทำให้เราทราบถึงความต้องการของลูกค้าเป็นอย่าง ซึ่งเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถออกแบบบ้านได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ในสไตล์บ้านที่ตอบโจทย์ในปัจจุบัน และไม่ล้าสมัยในอนาคต  ความแข็งแรง คุณภาพของบ้านที่จะอยู่กับลูกค้าไปตลอด รวมถึงนวัตกรรม Application ที่เรานำมาใช้ให้บริการลูกค้าของเรา และจะได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าของเราเป็นอย่างดี” นายธาราพล กล่าวในที่สุด

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง