“ฮาบิแทท”ยกระดับริการสู่อินเตอร์ ดึง “แจลลุกซ์”บริหารแบรนด์ “วาลเด้น”4 โครงการ

ฮาบิแทท กรุ๊ป พร้อมยกระดับการให้บริการลูกค้าคอนโดมิเนียมสู่มาตรฐานสากล ดึง‘เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์’ ผู้นำด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ภายใต้บริษัท แจลลุกซ์ อิงค์ ​ เข้าบริหารโครงการภายใต้แบรนด์ ‘วาลเด้น’ (Walden) บนทำเลซีบีดี 4 โครงการ เป็นประเทศแรก
นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด  เปิดเผยว่า บริษัทฯได้วางเป้าหมายพัฒนาโครงการ และการบริการเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเพื่อการลงทุน และอยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ ซึ่งมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่าง และการเพิ่มมูลค่าราคาตลาด (Market Value) ในการลงทุนให้กับผู้อาศัยในอนาคต รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการบริการที่มากขึ้น จึงได้ร่วมมือกับ เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ (JRE Development) หนึ่งในบริษัทผู้นำด้านการบริหารโครงการที่อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่อยู่อาศัยและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่บริหารจัดการหลายแห่ง โดยความร่วมมือในครั้งนี้ เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ จะเข้ามาบริหารโครงการคอนโดมิเนียมลักชัวรี่ภายใต้แบรนด์ ‘วาลเด้น’ ของ ฮาบิแทท กรุ๊ป ทั้งหมด 4 โครงการ ใน 3 ทำเลคุณภาพ ได้แก่ วาลเด้น ทองหล่อ 8วาลเด้น ทองหล่อ 13วาลเด้น สุขุมวิท 39 และวาลเด้น อโศก สร้างมาตรฐานการบริการให้กับโครงการคอนโดมิเนียมของฮาบิแทท กรุ๊ป เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อเพื่อการลงทุน และผู้อยู่อาศัย

“การดึง เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ เข้ามาเป็นพันธมิตรในการบริหารจัดการโครงการภายใต้แบรนด์ วาลเด้น ในครั้งนี้ เพราะเจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มีความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งโครงการวาลเด้น มีลูกค้าเป้าหมายที่จะเช่าส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น ประมาณ 80% นอกจากนี้การบริหารโครงการโดยบริษัทมืออาชีพจะทำให้ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อโครงการภายใต้แบรนด์ วาลเด้น ทั้ง 4 โครงการ เชื่อมั่นและไว้วางใจในการบริการที่มีมาตรฐานระดับสากล สร้างความมั่นใจให้กับผู้อยู่ศัย และนักลงทุนได้เป็นอย่างดี” นายชนินทร์ กล่าว

 

ทั้งนี้ไม่ว่าลูกค้าที่ต้องการซื้ออสังหาฯเพื่อการลงทุน หรือซื้อเพื่ออยู่อาศัยนั้น ก็มีความต้องการผู้บริหารจัดการดูแลโครงการ โดยเฉพาะโครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ ในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าซัพพลายมีมากเกินกว่านักลงทุนและผู้เช่า ทำให้ผู้ที่เคยลงทุนซื้ออสังหาฯ ในกรุงเทพฯ ไม่สามารถปล่อยเช่าได้ทั้งหมด คือปล่อยเช่าได้เพียง 60 – 70 % เท่านั้น และได้รับผลตอบแทนเพียง 3% เท่านั้น

ด้าน มิสเตอร์มาซาชิ ฮิกุจิ ประธานบริหาร บริษัท เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้นำด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ภายใต้บริษัท แจลลุกซ์ อิงค์ ​(JALUX Inc.) ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า โครงการ วาลเด้น ทองหล่อ 8, วาลเด้น ทองหล่อ 13, วาลเด้น สุขุมวิท 39 และวาลเด้น อโศก เป็น 4 โครงการแรกที่บริษัทฯได้เข้าบริหารโครงการในประเทศไทย

“เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการโครงการให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่าง ฮาบิแทท กรุ๊ป เราพร้อมนำประสบการณ์ด้านการเป็นผู้พัฒนาโครงการ และบริหารอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี มาสู่การบริหารโครงการในครั้งนี้ด้วยแน่นอนมิสเตอร์ฮิกุจิ กล่าว

ทั้งนี้จากประสบการณ์ด้านพร็อพเพอร์ตี้ แมนเนจเม้นท์ โดยเฉพาะการบริหารโครงการที่อยู่อาศัย ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา กับผลงานกว่า 30 โปรเจกต์ที่รับบริหารและจัดการ ซึ่งประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 95% ขึ้นไป จึงมีแผนการขยายธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นออกสู่ต่างประเทศ โดยตัดสินใจเลือกไทยเป็นประเทศแรก ก่อนที่จะใช้โมเดลความสำเร็จในไทย ขยายตลาดต่อไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนการเลือกเข้ามาขยายธุรกิจในไทยก่อนนั้น เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสของตลาดอสังหาฯ ในไทยเติบโต รวมทั้งมีกลุ่มคนญี่ปุ่นที่อาศัยในประเทศไทย (Expat) อยู่จำนวนมากถึง 70,000 คน  จึงได้เปิดบริษัท เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เมื่อปี 2558 ทุนจดทะเบียน 28 ล้านบาท โดย แจลุกซ์ เอเชีย จำกัด ถือหุ้น 98% ,แจลุกซ์ เอเชีย เซอร์วิส 1% และแจลุกซ์ RECRUITMENT ASIA ถือหุ้นในสัดส่วน 1%


อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีนับจากนี้ จะมีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพนักงานเหล่านี้ย่อมต้องการคอนโดมิเนียมที่มีการบริการดี จึงนับเป็นโอกาสในการขยายตลาดในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ จากการให้บริการและจัดการของบริษัทฯในตลาดปัจจุบันพบว่า ยังไม่มีผู้ประกอบการไหนที่ให้บริการในรูปแบบเดียวกันนี้ โดยบริษัทฯจะให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า เริ่มจากศึกษาบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ถึงงบประมาณที่จัดสรรให้กับพนักงานในการหาที่พักอาศัย จากนั้นจึงมากำหนดราคา โดยจะเห็นได้ว่ากลุ่มชาวต่างชาติเป้าหมายที่มีงบประมาณค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักอาศัยประมาณ 60,000 บาทต่อเดือน  อยู่ในฐานราคาที่มีความต้องการอย่างมากทั้งในตลาดปัจจุบันและในอนาคต

โดยจุดเด่นของการให้บริการภายในโครงการจะกำหนดมาตรฐานเอาไว้ 2 อย่าง ได้แก่

1.Standard Menu of L’axe ซึ่งเป็นบริการพื้นฐาน อาทิ แม่บ้านดูแลความสะอาดจำนวน 2 ครั้งต่อสัปดาห์, ไวไฟ, Japanese TV Standard, รับไมล์สะสมกับสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ ​(JAL) 1% ของค่าเช่าได้ทุกเดือน, เจ้าหน้าที่ที่สื่อสารภาษาญี่ปุ่นคอยอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง

2. L’axe Cafeteria Plan บริการเพิ่มเติมเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยสามารถเพิ่มการรับบริการให้ตรงกับงบประมาณที่จัดสรรไว้ได้ อาทิ แม่บ้าน และการบริการซักรีด แบบแพ็คเก็จรายเดือนในราคาพิเศษ, รถรับส่งสนามบิน, กรมธรรม์ประกันภัย (Tenants liability Insurance)

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง