เปิด3โมเดล“ไซมิส แอทเสท”ลุยอสังหาฯรับแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

‘ไซมิส แอสเสท’ยื่น Filing เตรียมเสนอขายหุ้นทั้งหมดไม่เกิน 320 ล้านหุ้น “ขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ” เปิด 3 โมเดลลุยธุรกิจเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำและสม่ำเสมอ (Recurring Income) พร้อมลุยเปิดโครงการ Mixed-use ทำเลบางนา-ตราด และ ลาดพร้าว มูลค่ากว่า 7,000-8,000 ล้านบาทต่อโครงการ พัฒนาและปรับปรุง (Renovate) อาคารเก่า เพื่อทำการขายหรือให้เช่า ประเดิมเข้าซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการ Above 39 มูลค่าโครงการกว่า 1,900 ล้านบาท

 

นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซมิส แอทเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ขณะนี้บริษัทฯได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบFiling)ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน กลต.)  เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นทั้งหมดไม่เกิน 320 ล้านหุ้นคิดเป็นประมาณ 25.0 %ของหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท แบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป( IPO )จำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น (คิดเป็นประมาณ 23.2 % ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท) และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-allotment) จำนวนไม่เกิน 30 ล้านหุ้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ

ปัจจุบัน บริษัทฯเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 961.6 ล้านบาท(ชำระแล้ว) เป็น 1,281.6 ล้านบาทโดยการเพิ่มทุนรวม 320  ล้านบาท โดยวัตถุประสงค์การระดมทุนในครั้งนี้เพื่อ

1.นำมาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์

2.ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

3.เพิ่มเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ

ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงเน้นการประกอบธุรกิจหลักในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง ประกอบด้วย โครงการคอนโดมิเนียมทั้งแบบ High Rise และ Low Rise บ้านจัดสรร ทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ สำหรับกลุ่มลูกค้าทุกระดับ บริษัทฯมุ่งเน้นพัฒนาโครงการประเภทคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพฯในทำเลที่มีศักยภาพในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ใกล้แหล่งชุมชน มีการคมนาคมสะดวก ใกล้หรือติดระบบขนส่งมวลชนทางราง เช่น รถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดิน ภายใต้แนวคิด Asset of Life :สร้างกำไรให้กับทุกการใช้ชีวิต”ลุยโครงการ Mixed-use  -เพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ(Recurring Income)

ในปี 2563 บริษัทฯยังได้ให้น้ำหนักในการลงทุนพร้อมกับการขยายสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นมากขึ้น เช่น โครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทมิกซ์ยูส (Mixed-use) ซึ่งจะมีทั้งอาคารชุดพักอาศัย อาคารสำนักงานให้เช่า พื้นที่ค้าปลีก และโรงแรมในพื้นที่บริเวณเดียวกัน รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าในรูปแบบต่างๆ  เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ประจำและสม่ำเสมอ (Recurring Income) เพื่อเสริมสร้างรายได้และผลการดำเนินงานของบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต

ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยมาแล้วจำนวน 20 โครงการรวมมูลค่ากว่า 48.000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม 16 โครงการ และโครงการบ้านจัดสรร ทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ 4 โครงการ โดยมีสถานะโครงการ ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 ดังนี้ “ โครงการมิกซ์ยูส เราจะขยายทำเลไปยัง บางนา-ตราด และ ลาดพร้าว มูลค่าแต่ละโครงการอยู่ราวๆ 7,000-8,000 ล้านบาท ซึ่งปีนี้น่าจะมีให้เห็น” นายขจรศิษฐ์กล่าวพร้อมกับ กล่าวด้วยว่าเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทในปัจจุบัน โดยรูปแบบการพัฒนาโครงการในอนาคตของบริษัทฯสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 

รูปแบบที่1. การพัฒนาห้องชุดแบบมีบริการเพื่อปล่อยเช่าเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกค้า บริษัทฯมีนโยบายออกแบบและพัฒนาห้องชุดที่เหมาะสมกับการปล่อยเช่า (“ห้องชุดแบบมีบริการเพื่อปล่อยเช่า” หรือ “Serviced Residence”) เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนประจำ โดยจะเริ่มพัฒนาในโครงการ อาคารรชุดพักอาศัย แบบ High Rise โครงการคอนโดมิเนียม “Siamese Exclusive Ratchada” ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก  บนที่ดินกว่า 2 ไร่ มูลค่าโครงการรวม 3,725.7 ล้านบาท และอีกเปิดตัวโครงการ Mixed-use  โครงการ “Siamese Rama 9” ตั้งอยู่บนถนนพระราม 9 บนที่ดินกว่า 13 ไร่ ภายใต้โครงการไซมิส พระราม9  ซึ่งบริษัทฯถือหุ้น 87 % ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โครงการประกอบด้วยคอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ และอาคารสำนักงาน มูลค่าโครงการรวม 10,620.3 ล้านบาท

นักลงทุนหรือลูกค้าผู้ซื้อห้องชุดดังกล่าวจะมีสิทธิเลือกหรือไม่เลือกที่จะใช้บริการในการจัดหาผู้เช่าจากบริษัทหรือนิติบุคคลอื่นซึ่งบริษัทจะประสานงานให้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารการเช่าในโครงการดังกล่าว (“ผู้บริหารการเช่า”) โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น ในกรณีที่ลูกค้าเลือกใช้บริการจัดหาผู้เช่า บริษัทจะได้รับรายได้จากการให้บริการ หรือรายได้จากการประสานงานบริหารจัดการในกรณีที่ลูกค้าให้นิติบุคคลอื่นทำหน้าที่เป็นผู้บริหารการเช่า ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ มีการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ ลดการพึ่งพิงรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์และช่วยเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้ให้แก่บริษัทอีกทางหนึ่ง

รูปแบบที่ 2. การพัฒนาอาคารให้เช่า ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ กล่าวคือ บริษัทฯมีแผนที่จะถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินในโครงการบางส่วนที่เล็งเห็นว่าจะเป็นทรัพย์สินที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ที่ดีให้แก่บริษัท เช่น อาคารสำนักงานที่ติดถนนใหญ่ หรืออาคารคอนโดมิเนียมที่สามารถเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นโรงแรมหรือ Serviced Residence ได้ในอนาคต

บริษัทฯมีแผนจะพัฒนาอาคารประเภทดังกล่าว ในโครงการ The Collection (Sukhumvit 16) โครงการ Siamese Exclusive Ratchada และโครงการ Siamese Rama 9 ซึ่งจะมีรูปแบบเป็นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทมิกซ์ยูส (Mixed-use)ทั้งนี้บริษัทได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการโอนกรรมสิทธิ์รวม 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Siamese Exclusive Queens สำหรับห้องชุดจำนวน 99 ห้อง ในนามโรงแรม 388 ควีนส์ โฮเต็ล (388 Queens Hotel) และโครงการ Blossom Condo @ Fashion Beyond สำหรับห้องชุดจำนวน 234 ห้อง ในนามโรงแรม คิวบอกซ์แบงคอกบลอสซั่ม (Q-Box Hotel Bangkok Blossom) โดยในห้องชุดทั้ง 2 โครงการดังกล่าว กลุ่มบริษัทถือครองห้องชุดจำนวน 86 ห้อง และจำนวน 93 ห้อง (ตามลำดับ) ซึ่งมีรูปแบบลักษณะการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับการให้บริการห้องชุดแบบมีบริการเพื่อปล่อยเช่า (Serviced Residence) ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจโรงแรมคิดเป็นสัดส่วน 0.5 %ของรายได้

รูปแบบที่3.การพัฒนาและปรับปรุง (Renovate) อาคารเก่า เพื่อทำการขายหรือให้เช่า บริษัทฯมีนโยบายจัดหาอาคารเก่าในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) เช่น สีลม สุขุมวิท หรือตามหัวเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น เชียงใหม่ หรือภูเก็ต เพื่อนำอาคารดังกล่าวมาพัฒนา ปรับปรุง และปรับเปลี่ยนประเภทการใช้งานเพื่อเพิ่มมูลค่าของโครงการ แล้วทำการขายเพื่อสร้างผลกำไร (Capital Gain) หรือปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้จากการให้เช่า (Recurring Income)

ทั้งนี้ เนื่องจากการออกแบบและปรับปรุงโครงการที่เป็นอาคารเก่า ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะทาง จึงทำให้ในปัจจุบันยังมีคู่แข่งหรือผู้เล่นในตลาดดังกล่าวไม่มากนัก อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการพัฒนาโครงการที่สั้น และมีขั้นตอนการขออนุญาตที่ไม่ซับซ้อน โดยบริษัทประเมินว่าการดำเนินการดังกล่าวจะสามารถสร้างผลกำไรได้ดีกว่าการพัฒนาและจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์แบบปกติในปัจจุบันบริษัทได้เข้าซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโครงการ Above 39 ( เดิมโครงการดังกล่าวพัฒนาโดย ASSET BRIGHT)โดยมีแผนที่จะนำอาคารดังกล่าวมาพัฒนาและปรับปรุง (Renovate) เพื่อเปิดให้บริการเป็นโรงแรมหรือ Serviced Residence ซึ่งโครงการ Above 39 ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 1 ไร่พัฒนาเป็นโรงแรมและที่พักอาศัยรวม (Serviced Residence)จำนวนห้องชุดทั้งหมด 272 ห้องมูลค่าโครงการ ประมาณ 1,900 ล้านบาท ประกอบด้วย โรงแรมชั้น 7- 11 ขนาด 25-30 ตารางเมตร จำนวน 80 ยูนิต และห้องชุดแบบมีบริการเพื่อปล่อยเช่า (Serviced Residence) ชั้น 12 – 25 จำนวน 192 ยูนิตประกอบด้วยห้องชุดแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 25-30 ตารางเมตร จำนวน 168 ยูนิต และห้องชุดแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 50-60 ตารางเมตร จำนวน 24 ยูนิต กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติ ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดเริ่มเปิดให้บริการไตรมาส 4 ปี 2566

ในอนาคตบริษัทฯยังมีแผนที่จะนำอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนประเภทต่างๆ เช่น โรงแรม อาคารชุดพักอาศัยแบบมีบริการ (Serviced Residence) และอาคารสำนักงานให้เช่า ขายเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อเพิ่มผลกำไรและสภาพคล่องเพื่อรองรับการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทฯในอนาคต รวมถึงมีแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไปสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยคาดการณ์ว่ากลุ่มผู้สูงอายุจะกลายมาเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีบทบาทสำคัญในอนาคตด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ บริษัทมีที่ดินรอการพัฒนาซึ่งตั้งอยู่ในถนนรามอินทรา ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโครงการไซมิส บลอสซั่ม แอท แฟชั่น เนื้อที่รวม 15 ไร่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวสามารถพัฒนาโครงการได้ทั้งแนวราบและแนวสูง และพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู (สถานีในอนาคต)

โครงสร้างรายได้

โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ สำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2559 – 2561 และสำหรับงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2561 และ 2562 สรุปได้ดังนี้บริษัทฯมีรายได้รวมในปี 2559 – 2561 จำนวน 1,168.1 ล้านบาท 1,434.7 ล้านบาท และ 2,006.5 ล้านบาท (ตามลำดับ) คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (Compound annual growth rate: CAGR) อยู่ที่ 31.1 % ต่อปี รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทฯเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80 – 95 % ของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านจัดสรร ทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีรายได้จากการให้บริการบริหารนิติบุคคลในโครงการต่างๆ ของบริษัทฯ

รายได้จากการดำเนินงาน : ในปี 2559 – 2561 และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,168.1 ล้านบาท 1,434.7 ล้านบาท 2,006.5 ล้านบาท และ 2,540.7 ล้านบาท ตามลำดับ

ในปี 2559 บริษัทมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 1,064.5 ล้านบาท ซึ่งกว่า 73 % เป็นรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการ Siamese Surawong ซึ่งเริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 4 ปี 2556 และเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าในไตรมาสที่ 1 ปี 2559 โดย ณ สิ้นปี 2559 บริษัทมีจำนวนโครงการที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์จำนวนทั้งสิ้น 8 โครงการ

ในปี 2560 บริษัททยอยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการ Siamese Surawong ต่อเนื่องจากปีก่อน และได้เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเพิ่มเติมอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Blossom Condo @ Fashion Altitude และโครงการ Siamese Kin ส่งผลให้รายได้ที่มาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ในปี 2560 จำนวน 1,304.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 239.7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.5 % นอกจากนี้ ในปี2559 – 2560 บริษัทฯยังมีรายได้จากการให้บริการรับเหมาก่อสร้างทาวน์โฮมในโครงการ Siamese Blossom @ Fashion Plot A ภายหลังจากการขายที่ดินในโครงการดังกล่าวให้แก่ลูกค้า และมีรายได้จากการให้บริการบริหารงานนิติบุคคลให้กับโครงการต่างๆ ของบริษัทฯ

ในปี 2561 รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯมีจำนวน 1,916.0 ล้านบาท คิดเป็น 95.5 % ของรายได้ทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 611.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 46.9 %จากการรับรู้รายได้ของโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จเพิ่มเติมอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Blossom Condo @ Fashion Beyond และโครงการ Blossom Condo @ Sathorn-Charoenrat ขณะที่รายได้จากการให้บริการในปี 2561 มีจำนวนลดลง เหลือเพียงรายได้จากการให้บริการบริหารงานนิติบุคคล โดยบริษัทฯไม่มีรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างเพิ่มเติม เนื่องจากบริษัทได้ก่อสร้างโครงการ Siamese Blossom @ Fashion Plot A แล้วเสร็จ เมื่อมีการขายจึงรับรู้เป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งจำนวน

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน  2,491.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,750 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 235.9 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 741.7 ล้านบาท เนื่องจากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทได้เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จเพิ่มเติมอีก 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ Siamese Exclusive 31 ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมประเภท High Rise ขนาดใหญ่ มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาท

ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 หนี้สินรวมของบริษัทมีจำนวน 10,533.2 ล้านบาท ลดลงจาก ณ สิ้นปี 2561 จำนวน 126.4 ล้านบาท หรือลดลง 1.2 %

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง