เปิดมุมคิด“ไซม่อน ลี”โบรกเกอร์โควต้าต่างชาติเบอร์1ไทย ฝ่าวิกฤติอสังหาฯ

“แองเจิล เรียลเอสเตท” โบรกเกอร์อสังหาฯโควต้าต่างชาติเบอร์หนึ่งเมืองไทย เผยอสังหาฯระส่ำต่อเนื่อง หวั่น “ไวรัส โควิด-19”ฉุดลูกค้าจีนหดตัวซ้ำ แนะ Developer ของไทย ยืดหยุ่นเวลาโอนให้กับลูกค้าออกไปแทนการยึดมาให้เพิ่มสต๊อกในมือ จะขายก็ยาก!พร้อมเสนอกลยุทธ์ “Leasehold” ตลาดบ้านพร้อมที่ดิน เจาะกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ขึ้น

 

“ คอนโดฯสต๊อกก็เยอะอยู่แล้ว(คุณ)จะยึดมาให้เพิ่มสต๊อกทำไม ”นั่นคือ ความคิดเห็นของประธานกรรมการบริษัท แองเจิล เรียลเอสเตท  คอนซัลแทนซี่ จำกัด (Angel Real Estate Consultancy Co.,Ltd. หรือ ARE)  ไซม่อน ลี” ที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมที่ว่ากันว่าขณะนี้อยู่ในภาวะ “ระส่ำ” หนัก !

บริษัท แองเจิล ฯ ดำเนินธุรกิจที่ปรึกษาด้านการตลาดและขายชั้นนำของประเทศไทย โดยเฉพาะโควตาต่างประเทศ ( Foreign Quota ) โบรกเกอร์รายใหญ่ที่ทำตลาดในภูมิภาคเอเชีย ซึ่ง“ไซม่อน ลี” มีมุมมองต่อสถานการณ์ตลาดของกลุ่มลูกค้าต่างประเทศที่เข้ามาซื้อโครงการคอนโดฯในไทยปี 2563  คาดว่ากลุ่มผู้ซื้อจากประเทศจีนจะยังชะลอตัวลดลงต่อเนื่องจากปี 2562 เป็นผลจากข้อพิพาทเรื่องการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน (เทรดวอร์) ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ทำให้ระบบการเงิน (ไฟแนนซ์) ประสบปัญหาเช่นกัน และกฎเกณฑ์ LTV(loan-to-value ratio) ทำให้ผู้ลงทุนหรือลูกค้า ชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

ประกอบกับช่วงเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ได้เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019(โควิด-19) ที่เมืองอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน มีผลกระทบในหลายด้าน เพราะเราถูกประเทศจีนปิดเมือง “ไซม่อน ลี” ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจบริษัท แองเจิล เรียลเอสเตทฯ เนื่องจากโครงสร้างลูกค้าหลัก ประมาณ 50% มาจากจีน รองลงมา 40% มาจากประเทศโซนเอเชีย และอีก 10% มาจากทวีปยุโรป “ ปีที่แล้วยอดขายที่เกิดจากลูกค้าจีนเราหายไป 50% เหลือกว่า 1,500 ยูนิตคิดเป็นมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาทเทียบกับปี 2561 ลูกค้ากลุ่มนี้ขายอยู่กว่า 3,200 ยูนิต”

วิกฤติ คือ “โอกาส”…ยืดเวลาโอนให้ลูกค้า

ส่วนความกังวลต่อปัญหาที่เกิดจากกลุ่มลูค้าจีนจะ “ทิ้งดาวน์” หรือ“ทิ้งโอน” นั้น“ไซม่อน ลี” ย้ำว่า ลูกค้าจีนไม่คิดจะทิ้งเงินดาวน์หรือไม่รับโอนห้องชุดคอนโดฯเพราะจ่ายดาวน์ไปสูงถึง 30% อย่างที่ทราบปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นภายในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ปัญหาสงครามการค้า เชื้อไวรัส และการปิดเมืองของรัฐบาล ทำให้ลูกค้าเกิดความยากลำบาก หากDeveloper ของไทย จะยืดหยุ่นเวลาโอนให้กับลูกค้าออกไปอีกสัก 3-6-9 และ12เดือน(เป็นรายกรณี) เพื่อให้ลูกค้าจีนทยอยโอนเงินออกมาจนครบก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่า การยึดเงินดาวน์ แล้วยึดห้องมาจากลูกค้าแล้วนำมาขายต่อก็ขายยากหรือขายไม่ได้ กลายเป็นแบกสต๊อกคอนโดฯเพิ่มขึ้นอีก

“ตอนนี้แบงก์จีนเข้มงวดมาก ลูกค้าจีนต้องการขอเวลา เราได้เข้าพูดคุยกับ Developer ก็มีประมาณครึ่งหนึ่ง ยอมยืดการโอนห้องชุด ส่วนใหญ่เป็นบริษัทอสังหาฯที่มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง แต่ก็บางรายยึดเงินดาวน์เลย เพื่อนำห้องชุดมาขายต่อ เพราะมีปัญหาเรื่อง Cash flow”

ในปี 2563 มีจำนวนห้องกว่า 3,000 ยูนิตคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาทที่เป็นกลุ่มลูกค้าจีนที่จะทยอยโอนในช่วงเดือนเมษายน เป็นต้นไป แต่คาดว่าน่าจะโอนได้ประมาณ 2,000 ยูนิต

สำหรับสถานการณ์ตลาดคอนโดฯในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2563 นั้น คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง เนื่องจากความต้องการ(ดีมานด์)ไม่มี ราคาขายคอนโดมิเนียมปรับสูงขึ้นมาก (Over Price) และอุปทาน (สต๊อก) ในตลาดยังมีปริมาณมาก (Over Stock) คาดว่ามีซัพพลายคงค้างในตลาดไม่ต่ำกว่า 200,000 ยูนิต ใช้เวลาระบายออกประมาณ 2 ปี เนื่องจากสภาพตลาดและเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย

พร้อมกันนี้ “ไซม่อน ลี” ยังบอกอีกว่า จากวิฤติต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้คนจีนเองก็มีแพลนบี นั่นคือ การหาที่อยู่ใหม่หรือบ้านหลังที่สอง โดยหนึ่งในประเทศเป้าหมายหลักของคนจีน ก็คือ ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับ ทั้งจีน ฮ่องกง โดยคนจีนมีเป้าหมายที่จะซื้อบ้าน หรือ คอนโดฯในประเทศไทยเพื่ออยู่อาศัยจริงๆเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่คิดจะซื้อเพื่อการลงทุนเหมือนอดีต

“ผมว่าเที่ยวนี้น่าจะเป็นเรียลดีมานด์จริงๆไม่ใช่เก่งกำไร อยู่อาศัยเป็นครอบครัวและต้องการบ้านเป็นหลังๆอยู่อาศัย ด้วยการเช่าระยะยาว (Leasehold)  30 ปีหากเป็นคอนโดฯก็จะซื้อแบบ 2 นอนพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 100-200 ตารางเมตร” ผู้บริหารของบริษัท แองเจิล ฯกล่าว พร้อมกับเล่าว่า การซื้อในรูปแบบเช่ายาว 30 ปี เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำเสนอต่อผู้ประกอบการอสังหาฯที่ขณะนี้มีหลายบริษัทที่จัดตั้งบริษัทลูกรับดำเนินการบริการด้านการเช่าขึ้นมา โดยทำเลที่ต้องการคือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่และ พัทยา ระดับราคาที่ต้องการในกรณีเป็นบ้านแนวราบราคาอยู่ที่หลังละ 4-8 ล้านบาท ส่วนคอนโดฯจะอยู่ที่ 3-8 ล้านบาท ต่อยูนิต ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง รวมทั้งมีแผนหันมาทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าคนไทยมากขึ้น หากราคาขายห้องชุดคอนโดฯปรับลดลงมากกว่านี้ ก็จะเหมาะกับตลาดลูกค้ากลุ่มคนไทยได้

ปรับกลยุทธ์-บุกตลาดใหม่ในประเทศอื่นๆเพิ่ม

เมื่อตลาดหลักคือกลุ่มลูกค้าจีนมีปัญหา “ไซม่อน ลี” บอกว่าจะรอลูค้าจีนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ซึ่งก็เริ่มตั้งแต่ปี 2562 ที่ผ่านมา ได้แก่ การขยายตลาดจากประเทศไทย ไปสู่กลุ่มการเพิ่มฐานลูกค้าในประเทศอื่นที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการ สร้างพอร์ตธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น , มาเลเซีย , บรูไน และประเทศตุรกี  โดยแต่ละประเทศจะทำการตลาดที่แตกต่างกัน

สำหรับประเทศตุรกี ทางบริษัทแองเจิลฯ จะเน้นทำตลาดมากขึ้น เนื่องจากเป็นประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์ เรื่อง ได้รับหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ฟรี แก่ผู้เข้ามาลงทุนหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในตุรกี โดย แองเจิลฯจะเข้าไปทำตลาดกับลูกค้าในประเทศบรูไน ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา  กัมพูชา ฮ่องกง จีน ใต้หวัน  และตุรกี เป็นต้น ด้วยการนำที่อยู่อาศัยในประเทศไทยไปขายที่ประเทศเหล่านั้น ในขณะเดียวกันก็จะนำเอาที่อยู่อาศัยที่ประเทศเหล่านั้นมาขายให้กับลูกค้าที่ต้องการด้วยเช่นกันโดยเฉพาะที่พม่าต้องการได้สิทธิพลเมืองในประเทศอื่นๆเช่น ลูกค้าที่ประเทศพม่าที่เข้าไปซื้ออสังหาฯที่ประเทศตุรกี หากเข้ามาลงทุนซื้ออสังหาฯตั้งแต่ 250,000 เหรียญสหรัฐฯ จะได้ถือพาสปอร์ตเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปต่างประเทศได้ ซึ่งบริษัทฯได้เข้าเจาะกลุ่มดีมานด์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผลงานการขายแล้ว 30-40 ยูนิต

“เรามองว่า กลุ่มลูกค้าต่างชาติ ที่ต้องการได้พาสปอร์ตนั้น เป็นตลาดที่ใหญ่มาก อย่างที่ประเทศบรูไน คึกคักมาก คนจีนที่เกิดในประเทศบรูไน ไม่มีพาสปอร์ตประมาณ 14,000 คน ซึ่งเราจะมีลูกค้ารายแรกที่ได้รับหนังสือเดินทาง รวมถึงชาวมุสลิมในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เช่นเดียวกับนักธุรกิจในประเทศฮ่องกง หากเข้าไปลงทุนในประเทศอังกฤษ หากจะได้รับพาสปอร์ตจะต้องลงทุนประมาณ  20 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงซึ่งจะได้รับวีซ่า แต่ถ้าถือพาสปอร์ตประเทศ ตุรกีไปอังกฤษ ใช้เงินเพียง 2 ล้านเหรียญฮ่องกงเท่านั้น”

นอกจากนี้ ลูกค้าที่เป็นชาวพม่า และกัมพูชา เองก็สนใจที่จะซื้อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดฯในประเทศไทยและสัดสวนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยที่ผ่านมาได้ขายให้ลูกค้าที่เป็นชาวพม่า 200-300 ยูนิต ส่วนลูกค้าที่เป็นชาวกัมพูชา ขายไป 50-60 ยูนิต และผู้บริโภคของทั้งสองประเทศนี้ก็สนใจที่จะซื้อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดฯในประเทศไทยและสัดสวนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆขนาดพื้นที่ใช้สอยที่ต้องการอยู่ที่ 22-28 ตารางเมตร ระดับราคาอยู่ที่ 1.2-2.5 ล้านบาท ในทำเลส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า ส่วนลูกค้าชาวไตหวันที่สนใจซื้อคอนโดฯในประเทศไทยในระดับราคา 2-3 ล้านบาท จะอยู่ในทำเล รามคำแหง หรือ ทำเลทำกรุงเทพฯตะวันออก ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาในการเดินทางไม่นานไปชลบุรี ฉะเชิงเทรา บางปู ซึ่งเป็นทำเลที่ไต้หวันมีโรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

สำหรับเป้าหมายธุรกิจในปี 2563 “ไซม่อน ลี” คาดว่ายอดขายคอนโดฯภายในประเทศไทยจะทำได้  900-1,200 ยูนิต มูลค่าการขาย 4,000-5,000 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 2-5 ล้านบาท  อย่างไรก็ตาม หากกลยุทธ์ในการขยายตลาดใหม่ๆประสบความสำเร็จ เช่น เพิ่มพอร์ตกลุ่มลูกค้าคนไทย  ตลาดอสังหาฯในต่างประเทศ ก็คาดว่าจะผลักดันให้ทั้งกลุ่มมียอดขายประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง