AWCวางแผนเยียวยาลูกค้าหลังกระทบพิษโควิด-19 ประกาศแผนปีหนูชู5กลยุทธ์หลักสร้างความแข็งแกร่ง

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่นฯ รับพิษไวรัสโควิด-19  กระทบทุกภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจเพื่อการค้า ระบุ “เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์” อ่วมสุดนักท่องเที่ยวลดฮวบวเหลือ 15,000-18,000คน/วัน เตรียมประชุมบอร์ดเพื่อให้ความช่วยเหลือมอบส่วนลดค่าเช่าตามสถานการณ์แบบเดือนต่อเดือน ประกาศแผนปี63 อัดงบลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อรองรับกับการลงทุนครอบคลุมทุกธุรกิจภายใน 5 ปี ตามโรดแมพ 5 กลยุทธ์หลัก ปลื้มผลประกอบการปี62  กำไรสุทธิ 1,040 ล้านบาท โต 109% 
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น ยอมรับว่าส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงธุรกิจของแอสเสท เวิรด์ฯซึ่งบริษัทฯมีความห่วงใย และได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  รวมไปถึงได้ออกมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลความปลอดภัย     เรื่องสุขอนามัยภายในโครงการ โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรโรงแรมชั้นนำต่าง ๆ ในการออกนโยบายยกเว้นค่าธรรมเนียมในการยกเลิกเข้าพักในโรงแรมและการยกเลิกหรือเลื่อนการจัดประชุม โดยพิจารณาความเหมาะสมในช่วงเวลาที่เดินทางและประเทศต้นทาง

“ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลทำให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงแรมปีนี้จะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 40% จากเดิมอยู่ที่ 60% ของรายได้รวม โดยจะเห็นได้จากในเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีการเลื่อนการจองห้องพักออกไป ส่งผลต่อรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPar) หายไปราว 30% และคาดว่าในเดือนมีนาคมนี้ จะยังโดนกระทบด้วยเช่นกัน ซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นได้ในครึ่งปีหลังนี้ หลังสถานการณ์คลี่คลายลง และทำให้ AWC เร่งเครื่องการเติบโตได้อย่างแน่นอน”นางวัลลภา กล่าว

ส่วนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่หายไป ที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีน โดย “เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์” ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ในวันหยุดมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 50,000คน/วัน แต่ล่าสุดลดลงเหลือ 15,000-18,000คน/วัน บริษัทฯจะมอบส่วนลดค่าเช่าตามสถานการณ์ผลกระทบด้านจำนวนลูกค้าและเศรษฐกิจของแต่ละโครงการเดือนต่อเดือน และพิจารณามอบความช่วยเหลือเพิ่มตามความเหมาะสมของสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการในช่วงบ่ายวันนี้ (28ก.พ.63)เพื่อหาแนวทางที่ช่วยเหลืออย่างชัดเจนต่อไป และจะร่วมยืนหยัดรับมือทุกปัญหาเพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์ยากลำบากนี้ไปด้วยกันอย่างดีที่สุด

สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทฯในปี 2563 ได้ตั้งงบลงทุนไว้มากกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อรองรับกับการลงทุนภายใน 5 ปี โดยจะพัฒนาทั้งโครงการโรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์มากกว่า 12 โครงการ ซึ่งจะเพิ่มจำนวนห้องพักในโรงแรมเป็น 8,506 ห้อง และเพิ่มพื้นที่เช่าของอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าเป็น 415,481 ตารางเมตร  ภายในปี 2567 ปัจจุบัน บริษัทมีโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 16 แห่ง คิดเป็นจำนวนรวม 4,869 ห้อง และอยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุงอีก 11 แห่ง คิดเป็นจำนวนรวม 3,637 ห้อง โดยจะรวมเป็นทั้งสิ้น 27 แห่ง ซึ่งจะส่งผลทำให้บริษัทฯ มีจำนวนห้องพักมากถึง 8,506 ห้อง ภายในสิ้นปี 2568


ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังมีการเปิดดำเนินการอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าไปแล้ว 9 โครงการ คิดเป็นพื้นที่เช่า 198,781 ตารางเมตร และอีก 2 โครงการ อยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุง รวมไปถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบความพร้อมต่างๆ อีกทั้งยังมีอาคารสำนักงาน จำนวน 4 แห่ง คิดเป็นพื้นที่เช่า 270,594 ตารางเมตร โดยโครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

โดยแหล่งเงินลงทุนดังกล่าวจะมาจากการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวจากบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ของกลุ่มธนาคารโลก ซึ่ง AWC และ IFC อยู่ในระหว่างการหารือเพื่อการจัดหาเงินทุนสีเขียว (Green Financing) สำหรับโครงการต่าง ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Loan) โดย    แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จะเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์รายแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวดังกล่าว ด้วยความพร้อมที่จะพัฒนาโครงการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้วยการประหยัดพลังงานไฟฟ้า และน้ำในอาคารได้อย่างน้อย 20% ขึ้นไป เมื่อเทียบกับโครงการทั่วไป และแผนพัฒนาและดำเนินงานอื่นๆ เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงานซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของ AWC ที่มุ่งมั่นเพื่ออนาคตที่ดีกว่าและคุณค่าองค์รวมอย่างยั่งยืน

ขณะที่ยังมีกระแสเงินสดที่เข้ามาปีละ 6,000 ล้านบาท และยังมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 0.4 เท่า อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังมีแผนออกหุ้นกู้ ในวงเงินในเกิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำอันดับเครดิตเรทติ้ง และศึกษาอยู่ว่าจะออกเป็น Green Bond หรือไม่

ทั้งนี้การดำเนินการในปี 2563 บริษัทฯ จะเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้กำหนดเป้าหมาย         เชิงกลยุทธ์ ได้แก่ การสร้างตอบแทนต่อส่วนทุนที่คุ้มค่า การสร้างความแข็งแกร่งและเติบโต            อย่างต่อเนื่องยั่งยืน และการเป็นองค์กรที่น่าชื่นชมและเชื่อถือ ผ่านกลยุทธ์หลัก 5 ข้อ       ของ AWC สำหรับปี 2563 คือ

-เติบโตก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง (Growth-Led Strategy) มุ่งเน้นให้โครงการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามแผนการเติบโตของบริษัทมีศักยภาพที่จะสร้างการเติบโตที่ชัดเจนให้บริษัท โดยมีแผนจัดสรรเงินทุนมากกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาทั้งโครงการโรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์มากกว่า 12 โครงการ ซึ่งจะเพิ่มจำนวนห้องพักในโรงแรมเป็น 8,506 ห้อง และเพิ่มพื้นที่เช่าของอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าเป็น 415,481 ตารางเมตร  ภายในปี 2567

-มุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มรายได้ระดับกลางถึงสูง (Middle to High Income Customer Segment) บริษัทมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน อันได้แก่ ลูกค้าและนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ระดับกลาง   ถึงสูง และนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ ที่มีอัตราการเติบโตและอัตราส่วนกำไรต่อรายได้สูง

-สร้างความแข็งแกร่งร่วมกับพันธมิตรระดับโลก (Global and Unique Partners) เพื่อสร้างและขยายเครือข่ายพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในสายงานต่างๆ ในการแบ่งปันความชำนาญและมาตรฐานการดำเนินงานให้อยู่ในระดับสากล อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ จากระบบจัดจำหน่ายทั่วโลก (Global Distribution Channel) โปรแกรมสมาชิก (Loyalty Program) กว่า 300 ล้านสมาชิกของผู้บริหารโรงแรม และเพิ่มตัวเลือกแบรนด์ที่หลากหลายให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากขึ้น

-เป็นผู้นำตลาด สร้างประสบการณ์ใหม่ให้วงการ (New Benchmark) ด้วยการสร้างสรรค์โครงการขนาดใหญ่และมีจุดดึงดูดเพื่อสร้างขีดการแข่งขันและเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้กับประเทศ โดยโครงการของบริษัทมีจุดเด่นที่เป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงการหรือจุดหมาย            การท่องเที่ยวนั้น ๆ อาทิ การส่งเสริมความแข็งแกร่งและยกระดับอุตสากรรมไมซ์ให้กับ    ประเทศไทย การดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านเครือข่ายระดับโลกที่แข็งแกร่ง และการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้จุดหมายปลายทางที่โครงการของ AWC เปิดดำเนินการ

-พัฒนาและดำเนินธุรกิจเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อคุณค่าองค์รวม (Synergy & Sustainability) การสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ ด้วยการจัดทำแผนงานเพื่อความยั่งยืนในมิติต่างๆ ทั้งในด้านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนจากหน่วยงานต่างๆ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนตอบสนองนโยบาย “การบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน” ของบริษัทผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิแอสเสท เวิรด์    เพื่อการกุศล (Asset World Foundation for Charity) และ The Gallery วิสาหกิจเพื่อสังคม    ซึ่งทั้งหมดนี้คือการเดินหน้าสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้กับบริษัท นักลงทุน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับเศรษฐกิจ และสังคมไทยแบบองค์รวม

“กลยุทธ์หลัก 5 ข้อ ถูกสนับสนุนด้วยโครงสร้างพื้นฐานและโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง ของ AWC ได้แก่      ความชำนาญในด้านการลงทุนและพัฒนาโครงการ ศักยภาพในการบริหารสินทรัพย์เพื่อสร้างคุณค่าและผลตอบแทนเต็มศักยภาพของการลงทุน ทั้งยังมีการลงทุนที่หลากหลายและสมดุลเพื่อบริหารความเสี่ยง   จากการผันผวนและการเปลี่ยนแปลงของตลาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อเป้าหมายการเป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ก้าวหน้าและเติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน” นางวัลลภา กล่าว

นางวัลลภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมานอกจากความสำเร็จจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ผลการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจก็มีอัตรา   การเติบโตที่แข็งแกร่งเป็นที่น่าพอใจ มีกำไรสุทธิ 1,040 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 109% โดยมีกำไรจากการดำเนินงานของสินทรัพย์ดำเนินงาน เติบโต 8.4% ซึ่งกำไรจากการดำเนินงานของสินทรัพย์ดำเนินงาน แบ่งสัดส่วนเป็น

โรงแรมและการบริการ (Hospitality) 45%

-ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการประกอบกิจการการค้า (Retail) 22%

-ธุรกิจอาคารสำนักงาน (Office) 33%

โดยรายได้จากพอร์ทโฟลิโอสินทรัพย์ดำเนินงาน เติบโต 3.4% ซึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์ของบริษัทฯในปี 2562 ที่มุ่งเน้นการเติบโต    การปรับปรุงตำแหน่งทางธุรกิจของสินทรัพย์ที่มีอยู่ การพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ และการปรับกลยุทธ์พอร์ทการลงทุนเพื่อเน้นผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมาย โดยผลการดำเนินงาน ของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในปี 2562 พบว่า

-กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) มีรายได้จากสินทรัพย์ดำเนินงานเพิ่มขึ้น 1.3% โดยรายได้หลักเพิ่มขึ้นจากโรงแรม    กลุ่มไมซ์ที่เพิ่มขึ้น 6.8% ซึ่งโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ที่อยู่ในช่วงการดำเนินงานเริ่มต้น (Ramp up) มีรายได้เติบโต 13.9% และมีกำไรจากการดำเนินงานเติบโต 26% ทั้งนี้บริษัทฯมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) สูงกว่าอุตสาหกรรมโรงแรมโดยรวม โดยมีดัชนีชี้วัด (RGI Index) เท่ากับ 108

-กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail & Commercial) มีรายได้จากสินทรัพย์ดำเนินงาน(1) เพิ่มขึ้น 7.7% จากความสำเร็จในการเปิดตัว 2 โครงการใหม่ ได้แก่ เกทเวย์ แอท บางซื่อ ที่มีรายได้เติบโต 1,037% และกำไรจากการดำเนินงานสูงขึ้น 225%  และ ลาซาล อเวนิว ที่มีรายได้เติบโต 175% และกำไรจากการดำเนินงานสูงขึ้นถึง 9,245% ประกอบกับธุรกิจอาคารสำนักงานมีการปรับเปลี่ยน     กลยุทธ์การให้เช่าพื้นที่ให้รองรับความต้องการของลูกค้าและธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่งผลให้มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตรา 6% (ไม่รวมผลการดำเนินงานของสินทรัพย์ที่บริษัทจำหน่ายออกจากกลุ่ม    ในระหว่างปี 2561) และด้วยกลยุทธ์ของบริษัทที่เน้นประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมทั้งการจัดซื้อจำนวนมากส่งผลให้การเติบโตของอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อรายได้สำหรับพอร์ตทรัพย์สินดำเนินงาน สูงขึ้นจาก 48 % เป็น 51%

ขณะที่สินทรัพย์รวมของบริษัทฯเติบโต 17.3% หนี้สินรวมของบริษัทฯลดลงร้อยละ 50.7% จากการนำเงินจากการเพิ่มทุนบางส่วนมาใช้ในการบริหารสภาพคล่องและจ่ายชำระคืนเงินกู้และเตรียมการลงทุนในทรัพย์สินกลุ่ม 3 (บริษัทได้เข้าซื้อสินทรัพย์กลุ่ม 3 ณ วันที่ 1 มกราคม 2563 ด้วยมูลค่าลงทุนรวม 26,229.5 ล้านบาท) ทำให้บริษัทฯมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งโดยพิจารณาได้จากอัตราหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 0.4 เท่า

 

หมายเหตุ: พอร์ททรัพย์สินดำเนินงานของบริษัท หมายถึง พอร์ททรัพย์สินที่ดำเนินงานและไม่รวมอาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ โครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า บางกะปิ โรงแรมซี เอช โฮเท็ล และโรงแรมเดอะทานตะวัน โฮเตล สุรวงศ์ แบงค็อก ซึ่งถูกจำหน่ายออกตามแผนการปรับกลยุทธ์พอร์ทการลงทุนเพื่อเน้นผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมาย และโรงแรมอิมพีเรียลโบ๊ทเฮ้าท์บีชรีสอร์ท ที่หยุดดำเนินงานเพื่อปรับปรุงโรงแรม ช่วงกลางปี 2561 รวมถึงรายได้จากค่าบริหาร และดอกเบี้ยรับจากบริษัทกลุ่มทีซีซี

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง