อีก 9 เดือน ‘อสังหาฯ’ จะอยู่(รอด) อย่างไร

สภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ล่าสุดในช่วง 3 เดือนแรกของปี ยอดขายตก ลดราคาสนั่น ฤๅ วิกฤตจะมาถึง “ อสังหาฯ ” ในปี 2563 จริงๆหรือ !!?? มาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ลดหย่อนค่าธรรมเนียมโอน ค่าจำนอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ลดดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จะเอาอยู่หรือไม่ มาตรการ LTV จะเอาอย่างไรยกเลิกหรือไม่ยกเลิก แต่ที่แน่ๆภาคธุรกิจนี้ก็เข้าข่ายติดเชื้อระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่หรือโควิด-19 (COVID-19)ไม่ต่างจากภาคธุรกิจอื่นๆที่สร้างความเสียหายอย่างมากและกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม หากระยะเวลาการแพร่ระบาดยิ่งนานก็จะยิ่งส่งผลกระทบที่มากขึ้นต่อธุรกิจเป็นเงาตามตัว

ศก.เสี่ยงติดลบสูง …สต็อกบ้านบวม

ภาคธุรกิจ “ อสังหาฯ ” จะขยายตัวได้นั้นต้องอาศัยการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่หากเมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งเปราะบาง และต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวรวมทั้งภาคการส่งออกค่อนข้างมาก โหรเศรษฐกิจ(แทบ)ทุกสำนักล้วนประสานเสียงพยากรณ์ปีนี้เศรษฐกิจ “ ติดลบ ” แน่ๆไม่ว่าจะเป็น ธปท.ได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงมาก หดตัวแรง – 5.3% ขณะที่ EIC ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2563 เป็นหดตัวที่ –5.6% ต่ำสุดนับจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2541 จากเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย มาตรการปิดเมืองของไทย และจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มลดลงมากและฟื้นตัวล่าช้า

เมื่อภาพใหญ่เศรษฐกิจอ่อนแอ… แล้วช่วงเวลาที่เหลือ 9 เดือนแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ยุคกำลังซื้อหดจะเป็นอย่างไรแน่ ???  หนึ่งในสัญญาณเตือนภัยธุรกิจที่น่าจับตามองก็คือ “ หน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขาย ” หรือ Inventory ” ที่มีอยู่ สะท้อนจากข้อมูลของ 2 หน่วยงานวิจัยแห่งของรัฐและเอกชน คือ บริษัท ลุมพีนี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom) บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ กรุ๊ป ระบุสินค้าคงเหลือและต้นทุนในการพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ณ สิ้นปี 2562 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 27 บริษัท อยู่ที่ 575,852.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ประมาณ 15.56 %

ด้านหน่วยงานภาครัฐอย่างศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลข “ หน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขาย ” ทั่วประเทศ ณ สิ้นปี 2562 มีประมาณ 300,000 หน่วย ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนประมาณ 10% ทั้งที่การเปิดตัวของโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2562 ลดลงกว่าปีก่อนหน้าถึงประมาณ -20% นับว่าเพิ่มมากกว่าที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้คาดไว้ ซึ่งประเด็นสำคัญคงเป็นผลมาจากภาวะการณ์ของตลาดดังเช่นที่กล่าวมาข้างต้น ** อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ >> ไวรัส “โควิด-19 ”กับความท้าทาย อสังหาฯไทย

โจทย์หินเทิร์น “แบ็กล็อก-สต็อกเหลือขาย” เป็นเงินสด

นอกจากจะเน้นเคลียร์สต็อกที่บวมให้ยุบแล้ว ยอดขายรอโอน (Backlog) ก็เป็นอีกโจทย์หลักธุรกิจอสังหาฯปี 2563 นี้  ถ้าหากนำเอา Inventory ” ที่มีมาบวกกับซัพพลายใหม่เกิดขึ้นในภาวะที่ระบายสต็อกเก่าได้ช้า อาจเป็นอุปสรรคในการทำแผนธุรกิจของผู้ประกอบการในปีนี้

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส  กล่าวว่า ณ สิ้นปี 2562 ยอดสต็อกเหลือขายของผู้ประกอบการอสังหาฯ12 รายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯมีอยู่กว่า 629,000 ล้านบาท (รวมทั้งสร้างเสร็จ+ไม่เสร็จ ,ไม่รวมเปิดใหม่) ขณะที่ยอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่กว่า 290,000 ล้านบาท และหากพิจารณายอดขายรวมที่ได้ในปี 2562 นั้นอยู่ที่กว่า 253,000 ล้านบาทนั้น ลดลง 28 % เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่มียอดขายรวมอยู่ที่ 354,000 กว่าล้านบาท สะท้อนภาพตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม  จากสถานการณ์ต่างๆที่เป็นปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกทำให้ในปี 2563 ประเมินยอดขาย หรือ Presale รวมทั้งปีค่อนข้างยากที่ตอบว่าจะเติบโตหรือติดลบเท่าไหร่ ทุกบริษัทต่างมุ่งปรับตัวจัดการกับสต็อกเหลือขาย และ Backlog ที่สูงเพื่อแปลงมาเป็นเงินสด หรือรายได้ให้ได้มากที่สุด แต่ประเด็นอยู่ที่แปลงอย่างไรทั้งสินค้าที่เหลือท่วมอยู่รวมถึง Backlog ด้วย เพราะหากเทิร์นเป็นเงินสดไม่ได้ Backlog ที่มีก็จะตีกลับมาเป็น “ Inventory ” ทันทีเช่นกัน

ทั้งนี้ การจะเทิร์นเป็นเงินสดได้หรือไม่ได้นั้นขึ้นอยู่กับ 2 เรื่องหลักๆคือ 1).แบงก์จะปล่อยกู้หรือไม่ และเรื่องที่ 2). ก็คือ คุณภาพของลูกค้านั้นเป็นอย่างไร ซึ่งคุณภาพของลูกค้าก็แปรไปตามสภาวะเศรษฐกิจ รายได้ และความมั่นคงในหน้าที่การงาน เป็นต้น ทั้งนี้ สองเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคพอสมควร เพราะในส่วนของแบงก์เองก็เข้มงวดในการปล่อยกู้มาก ในขณะที่ลูกค้าหรือผู้บริโภคก็มีความเสี่ยงสูงเรื่องรายได้ที่อาจถูกปรับลดลง รวมถึง เสี่ยงที่จะตกงานหรือถูกเลิกจ้างจากนายจ้างที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายจากผลกระทบที่เกิดจากโควิด-19

“ ปกติก่อนหน้าที่โควิด-19 จะมาส่งลูกค้าไปแบงก์ก็จะผ่าน 70-80% แต่พอโควิด-19 ลูกค้าที่ส่งไปให้แบงก์ก็น่าจะหายไปอีก 10-20% หมายความว่า Backlog ที่ถึงเวลาโอนก็โอนไม่ได้เพิ่มขึ้น พูดง่ายๆถ้ายึดคืนจากลูกค้าถูกตีกลับนำมาขายใหม่ 40-50 % นี่สิ่งที่จะมีให้เห็นหากโควิด-19 ยืดไปถึงเดือน 7 เดือน 8 ”นั่นคือเสียงสะท้อนของผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) หรือ SENA หากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 กินเวลานานช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้หรืออาจจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า สิ่งที่ต้องทำก็คือ หาช่องทางระบายสินค้า รักษาสภาพคล่อง เก็บเงินสด ไม่เปิดโครงการใหม่ เป็นต้น

หวั่นซ้ำรอยวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ปี’40

Price War โอกาส ! นายทุนรอช้อนซื้อของถูก

ด้วยแรงกดทับต่างๆทั้งจากภายในและภายนอกประเทศรวมถึงพิษโควิด-19 หากกินเวลานานผู้ประกอบการอสังหาฯหลายคนหวั่นวิกฤตครั้งนี้ (อาจ)ซ้ำรอยปี 2540 “ ต้มยำกุ้ง ” นั่นคือ คนที่ยังไม่เริ่มสร้างควรจะสร้างหรือเปล่า หากเลวร้ายอาจจะเห็นโครงที่เปิดขายแล้วหยุดขายคืนเงินลูกค้า ตึกไหนที่สร้างอยู่หรือกำลังจะขึ้นโครงสร้าง แต่ยอดขายไม่วิ่ง แบงก์อาจทบทวนวงเงินปล่อยกู้ใหม่ หรือไม่ก็ส่งสัญญาณให้เจ้าของโครงการหยุดหรือชะลอก่อสร้างไปก่อน ดังนั้น คนที่ถอยตั้งหลักทันตั้งแต่ต้นถือว่ามาถูกทาง ด้วยการลดการเปิดขายโครงการใหม่ ใช้เวลา 9 เดือนที่เหลือหันมาลดความเสี่ยงระบายสต็อก ผู้ประกอบการไหนมีสภาพคล่องหรือมีเงินสดในมือสูงปลอดภัย

แต่หากพิจารณาถึงประเด็น “ สงครามราคา ” (Price War) เพื่อปิดการขายที่ถือเป็นหมากสุดท้ายที่จะงัดออกมาถล่มเร่งปิดเกม “ สต็อกคงค้าง ” โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่แบกนั้นจะมาจาก 2-3 ทาง ดังนี้ 1).สต็อกเก่าที่อยู่ในมือดีเวลลอปเปอร์ที่ต้องเร่งระบายนั้น เพราะต้องการชำระหนี้แบงก์ที่ครบกำหนดชำระก็อาจเป็นไปได้ที่งัดกลยุทธ์ “ สงครามราคา ” มาเพื่อดึงดูดลูกค้า แต่ในทางกลับกันการใช้เลือก “ ราคา ” เป็นกลยุทธ์ในยามที่ผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อพร้อม นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเป็นการลด “แวร์ลู” สินค้าด้วย  2 ).สต็อกที่ออกมาจากผู้ซื้อที่เป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรที่ไม่ต้องการแบกของไว้และได้ระบายออกมา และ3). สต็อกที่เกิดจากโครงการที่เปิดขายหรือสร้างเสร็จใหม่

“ ผมเชื่อว่าจะมีดีมานด์พิเศษเข้ามาหนุน มีกลุ่มนายทุนที่รอช้อนซื้อของราคาถูก ” นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI กล่าวให้ความเห็น พร้อมกับยอมรับว่า บริษัทฯคงต้องเตรียมความพร้อมรองรับ เพราะมี Backlog ที่จะโอนให้ลูกค้า 2 โครงการในปีนี้ คือ คอนโดฯย่านรัชโยธินและที่รามคำแหง โดยเฉพาะโครงการย่านรัชโยธินซึ่งมีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่ต้องโอนด้วยเงินสด ขณะที่ โครงการที่รามคำแหงลูกค้าส่วนใหญ่จะกู้แบงก์

ด้านนายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์)  จำกัด (มหาชน) หรือ AP กล่าวว่า การบริหารงานภายใต้วิกฤติ การเปิดโครงการใหม่จะต้องระมัดระวัง จะต้องเร่งสร้างรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ผลักดันยอดขาย ยอดโอน โดยเฉพาะการโอนนั้น บริษัทฯได้แพคเกจส่งเสริมการโอน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ขณะเดียวกันเพื่อรองรับกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกรณีที่ลูกค้าไม่พร้อมโอนด้วยการทำงานร่วมกันกับบริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด (บีซี) ซึ่งบีซีที่เป็นตัวกลางระหว่างคนซื้อคนใหม่กับคนขาย(ลูกค้า)

“การแข่งขันสูงแน่นอน ส่วนที่ว่าจะแข่งกันลดราคาลงมาถูกขนาดไหนตอบยาก”นายวิทการ กล่าวให้ความเห็นในตอนท้าย

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง