ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิต“ชาญอิสสระฯ” ที่ BB+

 

โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิต “ชาญอิสสระ ฯ” ที่ “BB+”และเปลี่ยนแนวโน้มเป็น “Negative” จาก “Stable”

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “BB+” ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น “Negative” หรือ “ลบ” จาก “Stable” หรือ “คงที่” ด้วย โดยแนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่ต่ำกว่าประมาณการทั้งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยและธุรกิจโรงแรม รวมถึงภาระหนี้ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงธุรกิจของบริษัทที่มีขนาดเล็ก รวมถึงผลการดำเนินงานที่ผันผวน และแบรนด์ซึ่งเป็นที่ยอมรับในธุรกิจที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางถึงสูงและในธุรกิจโรงแรม การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงอุปสงค์ที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวในระยะปานกลางอันเนื่องมาจากความเสี่ยงที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 (COVID-19) ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความกดดันให้แก่ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอยู่ในเวลานี้

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต : ขนาดธุรกิจที่เล็ก

ทริสเรทติ้งมองว่าธุรกิจของบริษัทมีขนาดที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น ๆ ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยทริสเรทติ้ง บริษัทมีรายได้อยู่ในระหว่าง 2.2-2.9 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2559-2561 ส่วนในปี 2562 บริษัทมีรายได้เพียง 1.5 พันล้านบาท ซึ่งลดลงถึง 49% จากปีก่อนหน้า ยอดขายในปี 2562 ก็ลดลงอย่างมากโดยเหลือเพียง 677 ล้านบาทจากที่ระดับเฉลี่ย 1.5 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2559-2561 ทั้งนี้ รายได้ที่ลดลงอย่างมากนี้เกิดจากผลกระทบในเชิงลบจากการบังคับใช้เกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเดือนเมษายน 2562 รวมถึงภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและทั่วโลกที่ซบเซา

ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทในปี 2563 จะอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาทและจะปรับเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2 พันล้านบาทต่อปีในปี 2564 และปี 2565 รายได้ประมาณ 50% จะมาจากการส่งมอบยอดขายอสังหาริมทรัพย์รอโอน ส่วนที่เหลือจะมาจากการขายยูนิตในโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2562 บริษัทมียอดขายรอโอนมูลค่า 1.1 พันล้านบาท ซึ่งยอดขายรอโอนจะรับรู้เป็นรายได้ประมาณ 800 ล้านบาทในปีนี้และส่วนที่เหลือจะส่งมอบในปี 2566 บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพียง 12 โครงการซึ่งมีทำเลที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และในจังหวัดซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมหลักๆ คือ ภูเก็ต และชะอำ โครงการดังกล่าวมีมูลค่าเหลือขาย (ทั้งโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและโครงการพร้อมขาย) ทั้งสิ้น 9.8 พันล้านบาท

ผลการดำเนินงานต่ำกว่าคาด

ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2562 ต่ำกว่าประมาณการของทริสเรทติ้ง โดยบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 อยู่ที่ระดับ 28% ซึ่งลดลงจากระดับ 30% ในปี 2561 และระดับ 35%-38% ในช่วงปีก่อนหน้า อัตรากำไรที่ลดลงนั้นเนื่องมาจากการทำโปรโมชั่นลดราคาขายในบางโครงการเพื่อเร่งระบายสินค้า ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจโรงแรมยังรายงานผลขาดทุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ -8% ซึ่งลดลงจากระดับ 5%-7% ในช่วง 3 ปีก่อนหน้า

รายได้จากการขายโครงการในปัจจุบันของบริษัทนั้นถือว่าต่ำกว่าเป้าหมาย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานก็สูงกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดไว้ บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 720-860 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจากการมีต้นทุนค่าใช้จ่ายประจำในการดำเนินงานเป็นหลัก ส่งผลให้บริษัทรายงานเงินทุนจากการดำเนินงานขาดทุนจำนวน 385 ล้านบาทในปี 2562 และมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายเพียง 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทรายงานผลกำไรสุทธิในปี 2562 จำนวน 271 ล้านบาทซึ่งมาจากการรับรู้กำไรจำนวน 748 ล้านบาทจากการขายหน่วยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา หรือ SRIPANWA จำนวน 10.5% โดยหลังจากการขายแล้ว สัดส่วนการถือหน่วยกองทุน SRIPANWA ของบริษัทก็จะลดลงเหลือ 19.5%

ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าบริษัทมีแผนขายโรงแรมแห่งใหม่เข้ากองทุน SRIPANWA ในระหว่างปี 2563-2565 หากแผนดังกล่าวประสบความสำเร็จก็จะช่วยให้เงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทกลับมาอยู่ที่ระดับประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยให้อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 5% ในขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายจะกลับมาอยู่ในระดับที่สูงกว่า 1.5 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้าได้

ภาระหนี้ยังคงอยู่ในระดับสูง

บริษัทมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่องจากภาระหนี้จำนวนมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัทรายงานภาระหนี้ ณ สิ้นปี 2562 อยู่ที่ 4.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3.7 พันล้านบาทในปี 2561 และที่ระดับน้อยกว่า 2 พันล้านบาทในปี 2557 อีกทั้งบริษัทยังมีภาระหนี้จากสัญญาเช่าดำเนินงานโรงแรมกับ SRIPANWA มูลค่า 2.2 พันล้านบาท (คำนวณเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิด้วยอัตราลด 7%) หรือคิดเป็นค่าเช่า 300-330 ล้านบาทต่อปีในช่วง 10 ปีข้างหน้าด้วย ณ สิ้นปี 2562 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ที่ 65.6% ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2561

จากการที่บริษัทมีฐานทุนค่อนข้างน้อย บริษัทจึงต้องนำเงินลงทุนในการพัฒนาโครงการกลับมาลงทุนใหม่ด้วยการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ ภายใต้แผนการเงิน บริษัทวางแผนจะขายโรงแรมบาบาบีชที่ชะอำมูลค่า 1.5 พันล้านบาทให้แก่ SRIPANWA ในช่วงปลายปี 2563 แล้วต่อด้วยการขายโรงแรมบาบาบีชที่พังงาและโครงการที่อยู่อาศัยที่ภูเก็ตมูลค่า 700 ล้านบาทในปี 2564 รวมทั้งศูนย์การประชุมสัมมนาที่โรงแรมศรีพันวามูลค่า 1 พันล้านบาทในปี 2565 จากนั้นบริษัทจะเช่าโรงแรมกลับมาจาก SRIPANWA และดำเนินการบริหารโรงแรมเหล่านี้เอง ดังนั้น ภายใต้ประมาณการของทริสเรทติ้งจึงคาดว่าบริษัทจะรักษาระดับอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนให้อยู่ในระหว่าง 60%-65% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าเอาไว้ได้

แบรนด์สินค้าเป็นที่ยอมรับในกลุ่มลูกค้ารายได้ระดับปานกลางถึงสูง

สินค้าที่อยู่อาศัยของบริษัทเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ในระดับปานกลางถึงสูงภายใต้แบรนด์ “อิสสระ” และ “บ้านอิสสระ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านคุณภาพและการออกแบบที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของลูกค้า นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้า บริษัทจึงมีแผนกลยุทธ์ในการพัฒนาโครงการแบบผสมผสานไปพร้อมกับโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายและโรงแรมในพื้นที่เดียวกันอีกด้วย

บริษัทได้เริ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาสูงสำหรับขายและก่อสร้างโรงแรมบูติคโครงการแรกในชื่อ “ศรีพันวา” ในจังหวัดภูเก็ตในปี 2546 ซึ่งโรงแรมช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วิลล่าเพื่อการอยู่อาศัยที่เปิดขายภายในโครงการด้วย โรงแรมศรีพันวาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าชาวจีน จึงเป็นผลให้บริษัทได้สัญญารับจ้างบริหารโรงแรมแห่งใหม่ภายใต้แบรนด์ “ศรีพันวา” ในจังหวัดไห่หนาน ประเทศจีน อีกด้วย อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายได้จากการบริหารงานโรงแรมของบริษัทยังมีไม่มากนัก

ในปี 2558 บริษัทได้พัฒนาโครงการแบบผสมผสานโครงการที่ 2 ในจังหวัดพังงาภายใต้สัดส่วนการร่วมทุน 86:14 กับผู้ประกอบการจากประเทศจีนคือ Junfa Real Estate Co., Ltd. ซึ่งโครงการนี้ประกอบไปด้วยวิลล่าสำหรับขาย 24 ยูนิตและโรงแรมบูติคภายใต้แบรนด์ “บาบาบีช” ต่อมาในปี 2559 บริษัทได้จัดตั้งกิจการร่วมค้าในสัดส่วน 50:25:25 ร่วมกับ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด และ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาโครงการแบบผสมผสานภายใต้แบรนด์ “บาบาบีช” อีกแห่งหนึ่งในอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ความกังวลเกี่ยวกับความต้องการที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

แม้ว่าธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยจะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในประเทศโดยรวมเป็นอย่างมากแต่ก็มีความผันผวนมากกว่าภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป การชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศประกอบกับภาวะหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงทั่วประเทศส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศ ในขณะเดียวกัน ผลกระทบในด้านลบจากสงครามการค้าโลกและการแข็งค่าของเงินบาทก็ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยจากผู้ซื้อต่างชาติชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซื้อชาวจีน

ความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปีนี้ยิ่งส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงรอดูสถานการณ์อยู่เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยจากทั้งผู้ซื้อภายในประเทศและต่างประเทศต้องหยุดชะงักลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ซึ่งในส่วนของบริษัทนั้นยังต้องประสบกับผลกระทบในเชิงลบทั้งต่อธุรกิจที่อยู่อาศัยราคาสูงและธุรกิจโรงแรมจากผลของการจำกัดการเดินทางในหลาย ๆ ประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน ทั้งนี้ การลดลงอย่างมากของธุรกิจการท่องเที่ยวและอุปสงค์ที่ลดลงของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยจะส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้ของบริษัท

 สภาพคล่องอยู่ในระดับปานกลาง

ทริสเรทติ้งประเมินว่าบริษัทจะมีสภาพคล่องอยู่ในระดับปานกลางในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดย ณ สิ้นปี 2562 บริษัทมีเงินสดในมือจำนวน 597 ล้านบาท และเงินลงทุนจำนวน 619 ล้านบาท บริษัทยังมีวงเงินกู้ยืมระยะยาวที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีก 300 ล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 200-300 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังมีเงินลงทุนในสัดส่วน 16% ในที่ดินแปลงใหญ่ผ่าน บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีซอร์ท ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งเงินทุนได้อีกด้วย โดยราคาประเมินของที่ดินแปลงดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 2.5 พันล้านบาท ในขณะที่ภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้ามีจำนวน 953 ล้านบาทซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 234 ล้านบาท เงินกู้ยืมระยะยาวที่เป็นเงินกู้โครงการจำนวน 283 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนอีกจำนวน 436 ล้านบาท

บริษัทต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินของภาระเงินกู้โดยต้องรักษาอัตราส่วนหนี้สินรวมสุทธิต่อทุนที่ระดับไม่เกิน 3.75 เท่าและอัตราส่วนหนี้สินรวม (หักเงินกู้ยืมจากบริษัทที่เกี่ยวข้อง) ต่อทุนที่ระดับไม่เกิน 2 เท่า โดย ณ สิ้นปี 2562 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 1.76 เท่าและ 1.75 เท่าตามลำดับ ทริสเรทติ้งจึงเชื่อว่าบริษัทจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินดังกล่าวได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

ทริสเรทติ้งตั้งสมมติฐานกรณีพื้นฐานสำหรับการดำเนินงานของบริษัทในระหว่างปี 2563-2565 ดังนี้

  • บริษัทจะไม่เปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2563 และจะเร่งขายสินค้าคงเหลือที่มี
  • บริษัทจะมีรายได้จากการขายโรงแรมเข้ากองทุนในปี 2563 มูลค่า 5 พันล้านบาท ในปี 2564 มูลค่า 700 ล้านบาท และในปี 2565 มูลค่า 1 พันล้านบาท
  • รายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 6 พันล้านบาทในปี 2563 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.3-2.5 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2564-2565 โดยรายได้จากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงานให้เช่าจะอยู่ที่ประมาณ 500-900 ล้านบาทต่อปี
  • เงินลงทุนในการพัฒนาโรงแรมจะอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาทในปี 2563 และ 100 ล้านบาทต่อปีในปี 2564 และปี 2565

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต“Negative”หรือ“ลบ” สะท้อนถึงความกังวลของทริสเรทติ้งเกี่ยวกับผลการดำเนินงานที่อ่อนแอของบริษัททั้งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยและธุรกิจโรงแรม ตลอดจนภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ในขณะเดียวกัน อุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัวเมื่อประกอบกับเศรษฐกิจที่ถดถอยลงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็อาจทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทอ่อนแอลงไปอีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจปรับลดลงหากผลการดำเนินงานและ/หรือฐานะทางการเงินของบริษัทถดถอยลงไปจากระดับในปัจจุบัน ในทางตรงกันข้าม แนวโน้มอันดับเครดิตอาจเพิ่มขึ้นได้หากบริษัทสามารถปรับปรุงผลการดำเนินงานให้ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่อง

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง