สถานการณ์และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2563 จากผลกระทบวิกฤติ COVID-19

ยังพอมีมุมบวกจากสิ้นปี 2562

ภาพรวมสถานการณ์โอนที่อยู่อาศัยของทั้งประเทศ ยอดโอนกรรมสิทธิ์ปี 2562 เท่ากับ 348,433 ยูนิต ลดลง 15,278 ยูนิต (-4.2%) พื้นที่ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุดเป็นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 190,562 ยูนิต (55%) รองลงมาเป็นภาคตะวันออก 51,544 ยูนิต (15%)

ภาพรวมสถานการณ์โอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยยอดโอนส่วนใหญ่เป็นยอดโอนจากนิติบุคล (โอนจากโครงการสู่ผู้ซื้อรายย่อย) เฉลี่ย 61% ของยอดโอนทั้งหมด ยอดโอนที่เกิดขึ้นจากนิติบุคคลในปี 62 เท่ากับ 121,320 ยูนิต ลดลง 2,344 ยูยิต (-1.9%)

โครงการแนวราบทาวน์เฮ้าส์ มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 29,568 ยูนิต ลดลง 1,218 ยูนิต (-3.9%) บ้านเดี่ยว มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 12,893 ยูนิตลดลง 728 ยูนิต (-5.3%) ในขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ของคอนโดมิเนียมทรงตัว 72,003 ยูนิต (-0.1%)

ช่วงปลายปีมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง บ้านดีมีดาวน์ และการลดความเข้มข้นของ LTV ในบ้านหลังที่ 1 ซึ่งเป็นปัจจัยบวกปลายปีกระตุ้นการโอนกรรมสิทธิ์ของปี 2562

ผลกระทบภาพรวมยอดขายอสังหาริมทรัพย์ 2563

จากภาพรวมจำนวนยูนิตขายได้ของปี 2562 ลดลง 20,715 ยูนิต (-17.2%) ซึ่งลดลงค่อนข้างมาก มีจำนวนยูนิตเหลือขายคงค้างมากที่สุดในรอบ 10 ปี เพิ่มขึ้น 19,113 ยูนิต (+9.6%) โดยมียอดยูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 218,881 ยูนิต ผลมาจากยอดขายที่ชะลอตัวและโครงใหม่ที่เร่งเปิดโครงการเข้ามามากในบางพื้นที่โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียม

แต่จากผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ซึมยาวจากปี 2562 ต่อเนื่องด้วยไวรัส Corona (COVID-19) ที่ทำให้การขายหยุดชะงักในไตรมาส 1 ปี 2563 (อาจจะมีผลกระทบยาวถึงการตัดสินใจซื้อในช่วงไตรมาส 2-3/2563) ยอดขายมีโอกาสชะลอตัวต่อเนื่องประมาณการยอดขายที่อยู่อาศัยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 62,297 ยูนิต ลดลง 37,565 ยูนิต (-37.6%) จากปี 2562 ซึ่งเป็นยอดขายได้ที่ต่ำที่สุดนับจากวิกฤติทางเศรษฐกิจ ปี 2540

ในด้านประมาณการจำนวนยูนิตคงเหลือของปี 2563 คาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดลงจากการที่ผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่และเน้นการระบายยูนิตคงเหลือเดิม จำนวนยูนิตคงเหลือตามประมาณการเท่ากับ 212,592 ยูนิต ลดลง 6,289 ยูนิต (-2.9%)

COVID-19 ในไตรมาส 1 ส่งผลโครงการเปิดใหม่ปี 2563 ชะลอตัว

ปี 2562 โครงการเปิดใหม่ทั้งหมด 480 โครงการ เพิ่มขึ้น 23 โครงการเปรียบเทียบกับปี 2561 เป็นโครงการคอนโดมิเนียม 65,441 ยูนิต ลดลง 7,044 ยูนิต (-9.7%) โครงการแนวราบ 45,803 ยูนิต ลดลง 5,894 ยูนิต (-11.4%) โดยค่าเฉลี่ยการเปิดโครงการใหม่ในปี 2562 เท่ากับ 9,270 ยูนิตต่อเดือน

ในปี 2563 จากผลกระทบข้างต้นคาดว่าจะทำให้มีการชะลอการเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็กหันมาเน้นการระบายสต็อคบ้านในโครงการเดิม โดยประมาณการจำนวนยูนิตเปิดใหม่ในปี 2563 เท่ากับ 56,662 ยูนิตลดลง 54,592 ยูนิต (-49.1%) จากปี 2562

โดยเมื่อประมาณเจาะลึกลงแต่ละประเภทของโครงการคาดว่าจำนวนยูนิตเปิดใหม่ของคอนโดมิเนียมจะเท่ากับ 27,551 ยูนิต ลดลง 37,890 ยูนิต (-57.9%) จำนวนโครงการแนวราบเปิดใหม่เท่ากับ 29,111 ยูนิต ลดลง 16,702 ยูนิต (-36.5%) ประมาณการค่าเฉลี่ยจำนวนยูนิตเปิดใหม่รวมทุกประเภทโครงการเท่ากับ 4,720 ยูนิต/เดือน โดยผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะชะลอพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแต่จะให้น้ำหนักในการรุกตลาดแนวราบเพิ่มมากขึ้นแต่เป็นการเพิ่มขึ้นที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562

คอนโดมิเนียมมีโอกาสชะลอตัวต่อเนื่อง

ยอดขายคอนโดมิเนียมปี 2562 ลดลง 15,049 ยูนิต (-21.7%) ลดลงค่อนข้างมากจากปี 2561 สวนทางกับยูนิตเหลือขายคอนโดมิเนียมที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในระดับสูงสุด โดยมียูนิตเหลือขายที่เพิ่มขึ้นเป็น 93,882 ยูนิต เพิ่มขึ้น 12,064 ยูนิต (+14.7%)

ปี 2562 มีปัจจัยลบ (-) เข้ามากระทบหลายเรื่องเช่น สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มาตรการ LTV ของแบงค์ชาติที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อบ้านที่ไม่มีเงินเก็บ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลกระทบต่อยอดขายคอนโดมิเนียมกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ซึ่งผลกระทบดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงปี 2563 โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมายอดขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมเท่ากับ 59,000 ยูนิต/ปี (สูงสุดในปี 2561 ที่ 69,352 ยูนิต)

แนวโน้มยอดขายของคอนโดในปี 2563 มีโอกาสที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบรุนแรงของ COVID-19 โดยคาดว่าจำนวนยูนิตที่ขายได้เท่ากับ 31,403 ยูนิต ลดลง 22,900 หน่วย (-42.2%) จากปี 2562 ซึ่งเป็นยอดขายที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีของคอนโดมิเนียม

คาดการณ์ว่าจำนวนคอนโดมิเนียมเหลือขายในตลาดน่าจะลดลงที่ระดับ 90,030 ยูนิต ผลจากการชะลอการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ของผู้ประกอบการ โดยกลุ่มตลาดคอนโดมิเนียมที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกลุ่มคอนโดระดับราคาสูง โครงการขนาดใหญที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนามากกว่า 5 ปี กลุ่มคอนโดมิเนียมที่เน้นขายนักลงทุนและกลุ่มที่ขายลูกค้าต่างชาติ

ตลาดทาวน์เฮ้าส์ คาดว่าจะลดลง แต่ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ

แนวโน้มยูนิตเหลือขายของทาวน์เฮ้าส์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 62,571 ยูนิตในปี 2560 เป็นจำนวน 66,510 ในปี 2562 แต่เป็นการเพิ่มในสัดส่วนที่ต่ำ โดยในปี 2562 เพิ่มขึ้น 3,288 ยูนิต (+5.2%) ซึ่งในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายรายลดการพัฒนาคอนโดมิเนียมลงและเปลี่ยนมาพัฒนาโครงการแนวราบโดยเฉพาะทาวน์เฮ้าส์เพิ่มมากขึ้น

ในปี 2563 ตลาดทาวน์เฮ้าส์ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะทาวน์เฮ้าส์ในพื้นที่ไม่เกินแนววงแหวนรอบนอก ในบริเวณที่อยู่ในรัศมีของการเข้าถึงรถไฟฟ้าใหม่ส่วนต่อขยายได้ยังมีความต้องการของผู้ซื้อสูง ทดแทนการซื้อบ้านเดี่ยวที่ขยับราคาสูงขึ้นมากในระดับราคามากกว่า 7.0-10.0 ล้านบาท รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่ไม่ต้องการที่จะอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมซึ่งมีข้อจำกัดของขนาดพื้นที่ที่เล็กลงมากไม่สอดคล้องกับระดับราคาที่สูงขึ้น

ในด้านระดับราคาขายของทาวน์เฮ้าส์ก็มีการปรับตัวของระดับราคาขายที่สูงขึ้นโดยกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ในพื้นที่ใกล้เมืองระดับราคา 3.0-4.0 ล้านบาทเป็นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ แต่จากผลกระทบของ COVID-19 ในไตรมาส 1 น่าจะมีผลกระทบกับตลาดทาวน์เฮ้าส์โดยรวมในทุกระดับราคา คาดว่าในปี 2563 ยอดขายทาวน์เฮ้าส์มีโอกาสที่จะขายได้ลดลงต่อเนื่องจากปี 2562 โดยคาดว่าจะมียอดขาย 20,026 ยูนิต ลดลง 8,673 ยูนิต (-30.2%) จากปี 2562

ในขณะที่จำนวนยูนิตสะสมน่าจะปรับลดลงมาที่ 65,649 ยูนิต ลดลง 7.4% แต่ในภาพรวมแล้วตลาดนี้น่าจะได้รับผลกระทบในแค่ระยะสั้นเท่านั้นเพราะทาวน์เฮ้าส์เป็นตลาดของลูกค้าที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริงในระดับราคาที่เป็น demand หลักของตลาด

สรุปภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์จากผลกระทบของ COVID-19 ในไตรมาส 1/2563 มีแนวโน้มที่จะกระทบหนักมาก มีโอกาสที่ยอดขายจะถูกกดดันจากความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจหลังจากวิกฤตินี้ ทำให้ยอดขายโดยรวมในทุกกลุ่มมีโอกาสปรับลดลงมากถึง 37.6%

โดยกลุ่มคอนโดมิเนียมคาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทั้งผลกระทบเดิมเรื่อง over supply ในบางพื้นที่จากปี 2562 การหายไปของกำลังซื้อจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ (จีนและยุโรป) การชะลอการตัดสินใจซื้อ (ยกเลิกการซื้อ) ของผู้ซื้อในกลุ่มนักลงทุนและกลุ่มผู้ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 (หรือ 3) ซึ่งทำให้คาดการณ์ยอดขายของคอนโดมิเนียมปีนี้มีโอกาสปรับลดลงมาเหลือเพียง 31,403 ยูนิต ลดลง 42.2%

แต่ก็ยังมีมุมบวกในด้านการเปิดโครงการใหม่ของคอนโดมิเนียมที่คาดว่าจะชะลอความร้อนแรงตามโดยประมาณการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในปีนี้เหลือเพียง 27,551 ยูนิต ลดลงมากถึง 57.9%

ตลาดอสังหาริมทรัพย์หลังวิกฤต COVID-19 มีโอกาสที่จะปรับสมดุลลงมาสะท้อน ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริงมากขึ้น ตลาดเก็งกำไรและลงทุนในคอนโดมิเนียมหายไป ตลาดทาวน์เฮ้าส์ระดับราคาไม่เกิน 4 ล้านซึ่งเป็นตลาดในช่วงระดับราคาที่เป็นกำลังซื้อหลักในตลาดเป็นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามผลการขายจริงในไตรมาส 1/2563 และ 2/2563 น่าจะสะท้อนภาพของปี 2563 ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

**คลิกอ่านบทความต้นฉบับ**

บทความโดย สายสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง