REIC คาดสต็อกบ้านเหลือขายปี’63 กว่า 2 .12 แสนยูนิตมูลค่ากว่า 1.34 ล้านล้านบาท

REIC วิเคราะห์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2563ขายได้ใหม่ลดลงเท่ากับ –21.7 % ในขณะที่สต็อกเหลือขายรวมเพิ่มขึ้น 15.6% คาดการณ์มีหน่วยเหลือขายสะสมกว่า 2 .12 แสนยูนิต มีมูลค่ากว่า 1.34 ล้านล้านบาท

 

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจอุปทานและอุปสงค์ของโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2562 ในพื้นที่กรุงเทพฯ – ปริมณฑล นับเฉพาะโครงการที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย โดยภาพรวมมีที่อยู่อาศัยเสนอขายจำนวนรวม 209,868 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกปี 2562 ประมาณ 7.3 %โดยมีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ลดลงเท่ากับ -21.7 % ในขณะที่จำนวนหน่วยเหลือขายรวมเพิ่มขึ้น 15.6 %ในจำนวนหน่วยเหลือขายทั้งหมดเป็นหน่วยสร้างเสร็จเหลือขาย 40,792 หน่วย มูลค่ารวมกว่า 157,140 ล้านบาท(ลบ.) และคาดการณ์ปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมจำนวนประมาณ 212,750 ยูนิต มีมูลค่าประมาณ 1,340,233 ล้านบาท

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์

 ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจภาคสนามในช่วงครึ่งแรกปี 2562 พบว่า มีจำนวนโครงการที่ยังอยู่ระหว่างขายในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 1,670 โครงการ มีหน่วยเหลือขายจำนวน 151,993 ยูนิต เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง ปี 2562 มีจำนวนอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวน 56,411 ยูนิต ส่งผลให้มีที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 1,714 โครงการ  รวมมีจำนวนหน่วยเสนอขาย 209,868 หน่วย และมีอุปทานเหลือขายจำนวน 175,754 ยูนิต มูลค่ารวม 765,037 ล้านบาท

ในจำนวนโครงการที่ยังอยู่ระหว่างขายในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลทั้งหมด ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรร 1,177 โครงการ จำนวน 114,146 ยูนิต ขายได้ใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังจำนวน 14,646 ยูนิต และมีหน่วยเหลือขายจำนวน 99,500 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าเหลือขาย 459,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 คิดเป็น 15.7 % และเป็นโครงการอาคารชุด 537 โครงการ จำนวน 95,722 ยูนต ขายได้ใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังจำนวน 19,468 ยูนิต และมีหน่วยเหลือขายจำนวน 76,254 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าเหลือขาย  305,882 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 คิดเป็น 11.1 %

ภาพรวมของตลาดครึ่งหลังปี 2562 จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเสนอขายในตลาดหากเทียบกับครึ่งแรกของปี 2562 จะพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 7.3 % ขณะที่หน่วยเหลือขายที่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 มีจำนวน 175,754 ยูนิต ซึ่งมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 20,000 ยูนิต เทียบกับครึ่งแรกของปี 2562 ที่มีหน่วยเหลือขายรวม 151,993 ยูนิต  หรือเพิ่มขึ้น 15.6 % ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยเหลือขายสะสมส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาจากส่วนที่เหลือขายจากช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ในจำนวนหน่วยเหลือขายทั้งหมดเป็นหน่วยสร้างเสร็จเหลือขาย 40,792 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 157,140 ล้านบาท

ด้านการขายในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ยูนิตขายได้ใหม่มีจำนวน 34,114 ยูนิต เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2562 ปรับลดลงประมาณ -21.7 % โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 มีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ 43,596 ยุนิต และเมื่อวิเคราะห์ตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่าอาคารชุดและทาวเฮาส์ มีจำนวนหน่วยเหลือขายในระดับที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยอาคารชุดมีหน่วยเหลือขายจำนวน 76,254 ยูนิตและทาวน์เฮ้าส์มีหน่วยเหลือขายจำนวน 56,213 ยูนิต ในขณะที่บ้านเดี่ยวมีหน่วยเหลือขายจำนวน 28,182 ยุนิต

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากอัตราการดูดซับเป็นการสะท้อนภาวะความสมดุลระหว่างตัวอุปทานอยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาพรวมของอัตราการดูดซับในครึ่งหลังของปี 2562 ลดต่ำลงมาค่อนข้างมากซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวการณ์ขายไม่ดี อุปทานในระหว่างการขายมีจำนวนมากขึ้น แต่อัตราการขายได้ใหม่น้อยลง อัตราการดูดซับจึงลดต่ำลง โดยในช่วงครึ่งหลังปี 2562 อัตราดูดซับต่อเดือนของตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลลดเหลือเพียง 2.7 % ต่ำกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งมีอัตราดูดซับเฉลี่ย 4.2 % โดยอัตราดูดซับต่อเดือนในกลุ่มราคาที่มีอัตราการลดต่ำลงมากที่สุดจะอยู่ในระดับราคาราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากอัตราดูดซับต่อเดือนสูงสุด และมีสัดส่วนการขายได้ใหม่สูงสุดโดยพบว่า 5 ลำดับแรกทำเลที่มียอดขายใหม่สูงสุด ประกอบด้วย

1.ทำเลพระโขนง-บางนา-ส่วนหลวง และประเวศอัตราการดูดซับ 4.9 % จำนวนขายได้ใหม่ 3,104 ยุนิต

2.ทำเลธนบุรี- คลองสาม-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่ และบางพลัด การดูดซับ 4.4 % จำนวนขายได้ใหม่ 2,946 ยูนิต

3.ทำเลห้วยขวาง-จัตุจักร-ดินแดง  การดูดซับ 3.5 % จำนวนขายได้ใหม่ 2,764 ยูนิต

4.ทำเลอำเภอเเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง และสมุทรเจดีย์ การดูดซับ 2.7 % จำนวนขายได้ใหม่ 2,527 ยูนิต

และ 5.ทำเลลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรี การดูดซับ 1.6 % จำนวนขายได้ใหม่ 2,497 ยูนิต

หากพิจารณาอัตราการดูดซับจะมีเพียง 3 ทำเลแรกเป็นทำเลที่มีศักยภาพ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ข้อมูลฯคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่สะสมจำนวนประมาณ 79,408 ยูนิต และมีหน่วยเหลือขายหรือสต็อกสะสม 212,750 ยุนิตมีมูลค่าประมาณ 1,340,233 ล้านบาท

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง