อสังหาฯประสานเสียงวอนรัฐขจัดอุปสรรคฟื้นตลาดหลังจบโควิด-19 

 

สามสมาคมอสังหาฯ ประสานเสียงวอนรัฐบาลผ่อนคลายกฎ LTV ที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ เลื่อนบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขยายเวลาลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% ให้ครอบคลุมทุกระดับราคาหวังฟื้นตลาดหลังจบโควิด-19 ห่วงผู้ประกอบการโล๊ะสต็อกบ้าน“สงครามราคา” ป่วนตลาด แนะอย่าสาดกระสุนจนหมดคลัง เพราะอันตราย 

 

วันนี้ ( 27 พ.ค.2563  )ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC )ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)ได้จัดสัมมนาออนไลน์วิเคราะห์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพ-ปริมณฑลและภาคกลาง โดย ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ฉายภาพผลการสำรวจอุปทานและอุปสงค์ของโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2562 ในพื้นที่บ้านกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ภาพรวมมีที่อยู่อาศัยเสนอขายจำนวนรวม 209,868 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกปี 2562 ประมาณ 7.3 %โดยมีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ลดลงเท่ากับ -21.7 % ในขณะที่จำนวนหน่วยเหลือขายรวมเพิ่มขึ้น 15.6 % ในจำนวนหน่วยเหลือขายทั้งหมดเป็นหน่วยสร้างเสร็จเหลือขาย 40,792 หน่วย มูลค่ารวมกว่า 157,140 ล้านบาท(ลบ.) และคาดการณ์ปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสม หรือสต็อกบ้านจำนวนประมาณ 212,750 ยูนิต มีมูลค่าประมาณ 1,340,233 ล้านบาท**อ่านข้อมูลเพิ่มเติม >>REIC คาดสต็อกบ้านเหลือขายปี’63 กว่า 2 .12 แสนยูนิตมูลค่ากว่า 1.34 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวทางศูนย์ข้อมูลอสังหาฯจะทำสรุปภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และตลาดรวมที่อยู่อาศัย เสนอต่อรัฐบาลสำหรับประกอบการประเมินสถานการณ์พร้อมกับออกมาตรการมากระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี2563 และเพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลน่าจะชะลอมาตรการบางอย่างที่จะส่งผลกระทบต่ออสังหาฯ **อ่านข้อมูลเพิ่มเติม >>REIC ชงรัฐกระตุ้นตลาดอสังหาฯ-หวั่น NPLใหม่ทะลักหลังหมดโปร!อยู่ฟรี 2-3 ปี

ระหว่างที่สัมมนาทางศูนย์ข้อมูลอสังหาฯได้เปิดรับฟังความเห็นของผู้ประกอบการ โดยนายพรนริศ  ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่าห่วงคือจำนวนหน่วยของคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างสร้างหรือยังสร้างไม่เสร็จที่จะเข้ามาสู่ตลาด หากมีอัตราการดูดซับชะลอตัว ที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ขณะที่ธนาคารที่ปล่อยกู้ก็ระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อให้ผู้บริโภคเพราะมองว่ามีความเสี่ยง ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตทำให้ผู้ประกอบการบางรายยอมขายลดราคาเป็นช่วงที่มีความเสี่ยง

“สิ่งแรกที่ลูกค้าถามลดราคาเท่าไหร่ สงครามราคา (Price War) บางคนลด 50%รับสต็อกบ้านที่ขายไม่หมด แข่งกันเสียจนไม่รู้เอาอะไรมาลดแข่ง ที่ทำกันยอมลดกำไรหรือยอมขาดทุน จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาด อันนี้อันตราย”

ในนายพรนริศ กล่าวด้วยว่าในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าธุรกิจมีความเสี่ยงมาก สิ่งที่อยากให้ช่วยคือพยุงตลาดด้วยการอนุมัติสินเชื่อ รวมถึงช่วยผ่อนคลายหรือยกเลิกทุกมาตรการที่ซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรการLTV(Loan to value) กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเลื่อนหรือไม่ ถ้าไม่เลื่อนก็จะบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2563 นี้ กฎระเบียบต่างๆ รวมถึงช่วยผ่อนคลายกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบเพื่อรองรับหรือดึงการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งมีนักลงทุนชาวจีน เริ่มมองหาโอกาสในการเข้ามาลงทุนซื้อธุรกิจในไทยทั้งอสังหาริมทรัพย์ และโรงแรม ถ้ามีการผ่อนคลายกฎระเบียบกลุ่มคนเหล่านี้จะเข้ามาช่วยระบายสต็อกคงค้างได้อย่างรวดเร็ว

“ดีมานด์จะไหลกลับมาเป็นระยะๆ เมื่อกระสุนมีจำกัดใช้ต้องดูจังหวะ หากสาดกระสุนก็หมดคลัง”

ด้านนายวสันต์  เคียงสิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวให้ความเห็นว่า สงครามราคาที่เกิดขึ้นกับตลาดที่อยู่อาศัย ไม่ใช่เป็นการเกิดแบบปูพรมหมดขึ้นอยู่กับดีมานด์-ซัพพลาย ส่วนตัวมองว่า “ดีมานด์จะไหลกลับมาเป็นระยะๆ  เมื่อกระสุนมีจำกัดใช้ต้องดูจังหวะ หากสาดกระสุนก็หมดคลัง” ทั้งนี้ จากปัจจัยลบต่างๆส่งผลต่อเสี่ยงตลาดคอนโดมิเนียมมากกว่าบ้านจัดสรร โดยบ้านจัดสรรส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่อาศัยจริง (Real Demand) ตลาดกลุ่มนี้ยังมีต่อเนื่อง ก่อสร้างเป็นเฟสๆได้ต่างจากคอนโดมิเนียมซื้อหนึ่งยูนิตก็ต้องสร้างให้เสร็จทั้งอาคาร

“ปีนี้เรื่องใหญ่ของรัฐบาลต้องทำหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ภาครัฐเดินมาได้ค่อนข้างดี ดีทีสุดในโลก ตัวเลข ของเรา ผู้ป่วยใหม่ลดลงๆ รักษาหาย และเมืองก็ทยอยเปิด ไม่เหมือนหลายปะเทศ เร่งเปิดเมือง หากควบคุมไม่ได้กลับมานับหนึ่งใหม่เรื่องใหญ่”

สำหรับความต้องการที่อยู่อาศัยนายวสันต์ เชื่อว่ายังมีความต้องการไม่หายไปในตลาดถูกสะสม และรอเวลาเหมาะสม แนวราบจะกลับมาลูกค้าที่จะซื้อมี 3 ระยะ คือ ระยะแรก คือตัดสินใจซื้อช่วงนี้เลย ต้องการอยู่เลยชะลอไม่ได้ แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่ของตลาด ระยะที่สอง คือกลุ่มคนที่รอสถานกาณ์การแพร่ระบาด คลี่คลาย มีกลุ่มหนึ่งที่พร้อม ไม่แน่ใจ โควิด หมดเมื่อไหร่ ถ้าหมด ควบคุมได้ ก็เริ่มทันทีดีมานด์ก็จะไหลกลับสู่ตลาด

ส่วนระยะที่สาม คือหลังจาก การแพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลาย แก้ปัญหาได้เร็ว เศรษฐกิจพลิกฟื้นเร็ว กำลังซื้อของตลาดไหลกลับมาดังนั้น สิ่งที่จะสามารถช่วยผ่อนคลายตลาดได้คือการผ่อนคลายมาตรการจากธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในตลาด ส่วนมาตรการการลดค่าธรรมเนียมจดจำนองและการโอนกรรมสิทธิ์ควรให้กับทุกระดับราคา ไม่จำกัดเฉพาะราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเหมือนอย่างที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01%นั้นจะสิ้นมาตรการในช่วงปลายปี 2563 นี้ รวมไปถึงการเพิ่มวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(Soft Loan)ให้กับผู้ซื้อบ้านเพื่อกระตุ้นดีมานด์ในตลาดผ่านสถาบันการเงินของภาครัฐ เช่นธนาคารอาคารสงเคราะห์ ออมสิน และธนาคารกรุงไทย

ขณะที่นายรุ่งรัตน์  ลิ่มทองแท่ง อุปนายกและเลขาธิการ สมาคมอาคารชุดไทย เห็นด้วยหากรัฐบาลจะมีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆที่จะช่วยพยุงธุรกิจ รวมถึงขยายมาตรการที่อยู่ออกไปให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น ยอมรับว่าคอนโดมิเนียมคือกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากปัจจุบันมียอดการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 60-70% และยังเผชิญกับสภาพตลาดที่ทำสงครามราคากันเพื่อให้อยู่รอด เพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจ

“ต้องการให้ภาครัฐใช้มาตรการผ่อนคลายกฎLTV ในสถานการณ์เช่นนี้กลุ่มนักเก็งกำไร เริ่มหายไปจากตลาดแล้ว”

นายรุ่งรัตน์  ยังกล่าวด้วยว่า จบโควิด-19 เชื่อว่าจะมีความต้องการของชาวต่างชาติมาซื้อบ้านหลังที่สองในไทยเพิ่มขึ้นมาก เพราะประเทศไทยมีมาตรการด้านสาธารณสุขเป็นที่ยอมรับ เพื่อสนับสนุนควรจะอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติ เกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายและมาตรการทางวีซ่าเข้ามาสนับสนุน

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง