3นายกสมาคมอสังหาฯพื้นที่ EEC ห่วงตลาดกระทุ้งรัฐออกมาตรการอุ้ม

สามนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ EEC เห็นพ้องพิษโควิด-19 ฉุดกำลังซื้อกลุ่มบ้านระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทกระทบหนัก สะท้อนภาพแรงงานระดับล่างหรือผู้บริโภคระดับล่างเริ่มมีปัญหารุนแรง ลุ้นภาครัฐออกมาตรการช่วยผู้บริโภคให้เข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้นหลังแบงก์ปฎิเสธการปล่อยกู้สูง “มีศักดิ์ ชุณหรักษ์โชติ” เสนอนำโครงการบ้านดีมีดาวน์กลับมาใหม่ขยายเพิ่มจาก 50,000 บาทเพิ่มเป็น 1-2 แสนบาทช่วยลดภาระการผ่อนดาวน์ ด้าน“ เปรมสรณ์ ศรีวิบูลย์ชัย” ขอควักเนื้อลดลงด้วยการอ้อนรัฐลดภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ขณะที่  “วัชระ ปิ่นเจริญ”หวังมาตรการลดค่าธรรมโอนจดจำนองเหลือ 0.01%ช่วยกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมแนะเปิดทางต่างชาติซื้อบ้าน-คอนโดมิเนียมเพิ่มรองรับแผนดึงเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มทุนต่างประเทศ

 

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ( REIC ) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดสัมนาออนไลน์เพื่อรายงานอุปทาน (Supply )  และอุปสงค์ (Demand )ของตลาดที่อยู่อาศัยโครงการที่อยู่อาศัยที่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ( REIC ) ระบุ ณ สิ้นปี 2562 มีโครงการที่อยู่อาศัยเสนอขายจำนวนหน่วย (ยูนิต)ทั้งสิ้น 78,780 ยูนิต ซึ่งคิดเป็น 22 % ของจำนวนที่อยู่อาศัยใน 26 จังหวัดหลักซึ่งมีจำนวนรวม 355,145 ยูนิต  นับได้ว่ามีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งมีจำนวน 209,868 ยูนิต โดยจังหวัดชลบุรีมีจำนวนที่อยู่อาศัยเสนอขายมากที่สุดในกลุ่มจังหวัด EEC

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯยังได้ประมาณการว่าในปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยเหลือขายอยู่ในตลาดจำนวน 44,060 ยูนิต  ประกอบด้วยอาคารชุดจำนวน 19,348 ยูนิต, ทาวน์เฮ้าส์จำนวน 12,699 ยูนิต,  บ้านเดี่ยวจำนวน 5,730 ยูนิต, บ้านแฝดจำนวน 4,979ยูนิต และอาคารพาณิชย์จำนวน 1,304 ยูนิต ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับอัตราดูดซับที่ลดต่ำลงมาอยู่ที่ 2.1 %ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 และคาดว่าในปี 2563 อัตราดูดซับจะเหลือประมาณ 1.1-1.3% ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยก็คาดจะลดลงมาอยู่ที่ 30,141 ยูนิต มูลค่าประมาณ  59,293 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานซึ่งมีมูลค่า 64,095 ล้านบาท ลดลงติดลบ 20.0 % (ลดลงร้อยละ -20.0 ) ด้วยภาพรวมดังกล่าวผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การเสนอขาย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม และทาวน์เฮ้าส์ที่มีอัตราการดูดซับชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงต้นปี 2562 และคาดว่าจะต่อเนื่องมาถึงปี 2563 ** อ่านข้อมูลเพิ่มเติม >> REIC ชี้ตลาดที่อยู่อาศัย 3 จังหวัด EEC ขายอืด

บ้านไม่เกิน2 ล้านบาทกระทบมากสุดสะท้อนภาพกลุ่มแรงงานมีปัญหารุนแรง

จากอัตราการดูดซับของตลาดที่ลดลงนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และเกิดจากการได้รับผลกระทบเชิงลบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทกระทบมากสุด อีกทั้งกำลังซื้อที่หดหายและยอดการปฎิเสธสินเชื่อที่สูงขึ้น ผลกระทบดังกล่าวเป็นเพราะรายได้ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ลดลง และความไม่มั่นคงในอาชีพหรือการทำงาน อันเป็นผลมาจากการส่งออกที่ลดลง และการลดกำลังการผลิตของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อบ้านระดับกลางๆราคา 3-5 ล้านบาท ตลาดการซื้อขายกลับค่อยๆเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นสะท้อนภาพแรงงานระดับล่างหรือผู้บริโภคระดับล่างเริ่มมีปัญหารุนแรง ขณะเดียวกันก็หวั่นจะลามไปสู่ตลาดบ้านกลุ่มอื่นๆหากไม่มีมาตรการจากภาครัฐบาลออกมาสนับสนุนหรือรองรับ

นายมีศักดิ์ ชุณหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า อัตราการดูดซับของตลาดที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2-1.3%นั้นถือว่าหายไปมากจากปรกติแล้วควรอยู่ที่ 3-3.5% ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการเจ้าของโครงการก็พยายามปรับตัวตัวด้วยการอัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมในรูปแบบต่างๆซึ่งก็ได้ผลในเชิงธุรกิจไม่มากนัก โดยเฉพาะกลุ่มบ้านระดับล่างราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทกำลังซื้อหายไปอย่างชัดเจนมาก ขณะเดียวกันยอดการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารก็สูงด้วย

“ผู้ซื้อบ้านไม่เกิน 2 ล้านบาทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานโรงงานที่ต้องหาผู้กู้ร่วมอย่างน้อย 2 คนและเป็นกลุ่มที่มีรายได้พิเศษจากการทำงานล่วงเวลาหรือโอที แต่เมื่อโรงงานลดเวลาทำงาน รายได้พิเศษลดลง โรงงานลดคน กลุ่มผู้บริโภคระดับล่างนี้จึงมีปัญหารุนแรง”

นายมีศักดิ์ ชุณหรักษ์โชติ

จากปัญหาผู้บริโภคระดับล่างเริ่มรุนแรงเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อระดับกลางและระดับบนในอนาคตได้ จึงอยากเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการมาช่วยสนับสนุนกลุ่มระดับล่างให้มีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตัวเอง และเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากขึ้น  โดยเฉพาะโครงการบ้านดีมีดาวน์ ที่ภาครัฐจะสนับสนุนเงินเพื่อลดภาระการผ่อนดาวน์ (Cash Back) จำนวน 50,000 บาทต่อราย เป็นมาตรการที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ถือว่าได้ผลดีค่อนข้างมาก ถ้าหากรัฐบาลจัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนเหมือนกับโครงการบ้านดีมีดาวน์ลดภาระการผ่อนดาวน์ จาก 50,000 บาทขยับเพิ่มเป็น 1-2 แสนบาทก็จะช่วยผู้บริโภคได้มาก

ความคิดเห็นและข้อเสนอต่างๆดังกล่าวของนายมีศักดิ์สอดคล้องกับ นายเปรมสรณ์ ศรีวิบูลย์ชัย นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดระยอง ที่ระบุว่า แม้ตลาดผู้บริโภคจะประสบปัญหาต่างๆ แต่ความต้องการที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองไม่ได้ลดน้อยลง ในภาวะที่เกิดวิกฤตการออกมาตรการมาสนับสนุนเป็นสิ่งที่จำเป็น ปัญหาใหญ่คือธนาคารปฏิเสธสินเชื่อสูงมาก ขายดี หรือยอดจองดีเท่าไหร่ก็ไม่มีประโยชน์หากโอนไม่ได้ ซึ่งในมุมของผู้ประกอบการเองแม้พร้อมที่จะลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เอื้อแบบนี้ก็จำเป็นต้องแตะเบรกลงทุน “ผู้ประกอบการอสังหาฯแทบจะไม่ได้รับมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan จากแบงก์เลยทั้งๆที่ธุรกิจได้รับผลกระทบ” ซึ่งขณะนี้พบว่ามีการประกาศขายโครงการแล้ว

นายเปรมสรณ์ ศรีวิบูลย์ชัย

ทั้งนี้นายเปรมสรณ์ยังกล่าวย้ำว่า ปัจจัยบวกสำหรับตลาดผู้บริโภคในปัจจุบันก็คือ อัตราดอกเบี้ยที่ถูก ซึ่งหากมีมาตรการจากทางภาครัฐออกมาก็จะช่วยผู้บริโภคได้มาก รวมถึงหากเป็นไปได้ก็ขอให้ลดการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% เพราะในที่สุดแล้วภาษีที่ผู้ประกอบการที่ได้ลดก็จะนำไปลดราคาให้ลูกค้าอยู่ดี

ด้านนายวัชระ ปิ่นเจริญ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เห็นด้วยหากรัฐบาลจะออกมาตรการมาช่วยสนับสนุนธุรกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี คงต้องยังรอผลในช่วงปลายปีนี้จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ผ่านการลดค่าธรรมเนียมการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1 % เหลือ 0.01 % สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย และการจดทะเบียนการโอนและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน โดยมาตรการนี้มีผลบังคับใช้เริ่มตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563

นายวัชระ ปิ่นเจริญ

แนะเปิดทางซื้อบ้าน-คอนโดเพิ่มรองรับต่างชาติกำเงินลงทุนพื้นที่EEC

ทั้งนี้ ทั้งสามนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ใน 3 จังหวัดพื้นที่EEC ยังเชื่อมั่นว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 จะเป็นเพียงระยะสั้นเหมือนเช่นกับวิกฤติที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีมีความมั่นใจในศักยภาพทำเลและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลเกี่ยวกับระบบอินฟราสตรัคเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบโครงข่ายของถนน สนามบินอู่ตะเภา และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน การให้ความสำคัญต่างๆเหล่านี้จะทำให้พื้นที่ EEC  เป็นพื้นที่เป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคต่อไป ที่จะต้องดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ ที่เชื่อว่าหลังจบโควิด-19  ยังมีหลายบริษัททั้งจากจีนและญี่ปุ่นสนใจเข้ามาลงทุน ซึ่งต่างประเทศชื่นชมด้านสาธารณสุขของไทยและการบริหารจัดการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงการเริ่มกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว มีการผ่อนคลายเดินทาง

เพื่อรองรับและกระตุ้นความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นรัฐบาลน่าจะมีการทบทวนสิทธิ์ของต่างชาติในการซื้อที่อยู่อาศัย เช่น เพิ่มสัดส่วนการซื้อหรือการถือครองคอนโดมิเนียมได้มากกว่า 49% และการเปิดให้มีการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินได้ในบางทำเล เพื่อจูงใจ และจะเป็นการกระตุ้นตลาด ช่วยระบายสต็อกที่ค้างอยู่  และยังเป็นอีกโอกาสในการเก็บประโยชน์ทางด้านภาษีจากการครอบครองอสังหาฯ ของต่างชาติแทนการหลบเลี่ยงกฎหมายโดยการซื้อผ่านนิติบุคคลตามตามที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายเงินในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกช่องทางหนึ่ง

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง