​โควิด 19 กับโอกาสการลงทุนระลอกใหม่

วิกฤตโควิด 19 ส่งผลกระทบทั่วโลก หลายฝ่ายคาดว่านอกจากจะกระทบเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว ยังจะเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย ซึ่งหากประเทศใดสามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้เร็ว ก็มีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้เร็ว บทจะพาย้อนรอยการลงทุนไทยในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายในระยะข้างหน้า ที่เราควรใช้จังหวะนี้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสลงทุนในสาขาสำคัญแห่งอนาคต ช่วยเร่งการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหลังโควิด 19

20 ปี กับดักการลงทุนไทย


ย้อนกลับไปก่อนปี 2540 การลงทุนภาคเอกชนเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สูงถึง 6% แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เกินกว่าความต้องการของเศรษฐกิจ และนำไปสู่วิกฤตต้มยำกุ้งในที่สุด การประกาศลอยตัวค่าเงินบาทส่งผลให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกและการท่องเที่ยวที่เติบโตดีกลับไม่ทำให้ผู้ประกอบการลงทุนในประเทศเท่าที่ควร เกิดปัญหาช่องว่างการลงทุน (S-I Gap) ซึ่งงานศึกษาของ ธปท. พบว่า การลงทุนในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ฟื้นตัวแบบ L-Shape และไทยมีการลงทุนต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจใกล้เคียงกันอยู่ 5% ของ GDP ซึ่งจะทำให้ความสามารถแข่งขันของไทยในระยะยาวลดลง สาเหตุหลักที่ไทยยังติดอยู่ใน “กับดักการลงทุน” คือ

(1) กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง ลดทอนแรงจูงใจในการลงทุนของผู้ประกอบการ

(2) การขาดแคลนแรงงานคุณภาพ โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์

(3) ปัจจัยเชิงสถาบัน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้นโยบายรัฐขาดความต่อเนื่อง และ

(4) ทิศทางการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ (TDI) ที่ผู้ประกอบการไทยออกไปหาโอกาสในตลาดต่างประเทศมากขึ้น

 

ปัญหาโครงสร้างไทยขาดการลงทุน

ปี 2563 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัว 3% และการที่ไทยพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศสูงจึงได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากวิกฤติครั้งนี้ ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 จะหดตัว 5.3% และมีผลซ้ำเติมจากความเปราะบางของเศรษฐกิจภายในประเทศซึ่งเป็นผลจากการขาดการลงทุนมานาน ได้แก่

(1) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เห็นได้จากปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ภาครัฐขาดการลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันทำให้ไม่สามารถเยียวยาได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยวที่มีการจ้างงานกว่า 20% ของการจ้างงานทั้งหมด และส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม และยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความคุ้มครองทางสังคม (Social safety net) และการใช้เทคโนโลยีเพื่อชะลอการแพร่ระบาดที่ค่อนข้างน้อย โดยมีเพียงเว็บไซต์และแอปพลิเคชันสำหรับติดตามจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน เทียบกับต่างประเทศ อาทิ ไต้หวัน ที่มีการเชื่อมฐานข้อมูลบุคคลกับข้อมูลสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อติดตามผู้ติดเชื้อ ฮ่องกงพัฒนาแอปพลิเคชัน StayHomeSafe ทำงานร่วมกับสายรัดข้อมือ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้รับการแจ้งเตือนทันทีหากผู้สวมใส่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ส่วนสิงคโปร์พัฒนาแอปพลิเคชัน TraceTogether ที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของภาครัฐเพื่อระบุตัวตนของผู้ติดเชื้อและส่งสัญญาณเตือนได้

(2) การลงทุนในทุนมนุษย์และระบบการศึกษา การเรียนหนังสือที่บ้านชี้ให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ครูและนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงสื่อได้ และปัญหาความไม่ครอบคลุมของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ในกรณีนี้อาจไม่ได้มาจากเม็ดเงินลงทุนที่น้อยเพราะงบประมาณลงทุนในการศึกษาไทยค่อนข้างสูงที่ 6-7% ต่อ GDP แต่เป็นปัญหาของช่องว่างของคุณภาพการศึกษา สะท้อนจากดัชนีพัฒนาทุนมนุษย์ของธนาคารโลก ที่ชี้ว่าไทยมี Human Capital Index (HCI) ที่ 0.6 หมายถึง นักเรียนไทยที่เรียนจนจบหลักสูตรมีผลิตภาพเพียง 60% ของระดับสูงสุดเท่านั้น นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แรงงานไทยได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ที่ค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะแรงงานทักษะต่ำ ขณะที่แรงงานจบใหม่จะหางานทำได้ยากขึ้น

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย


โควิด 19 ตอกย้ำให้เห็นความสำคัญของความเข้มแข็งจากพื้นฐานศักยภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ผู้เขียนขอนำเสนอโอกาสและความท้าทายของการลงทุนไทยที่จะเป็นจุดเปลี่ยนพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสลงทุนในสาขาเสริมสร้างศักยภาพแก่เศรษฐกิจไทยในอนาคต ดังนี้

(1) การลงทุนเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ เน้นการลงทุนด้านเทคโนโลยี การลงทุนในทุนมนุษย์และเพิ่มคุณภาพของการศึกษา การที่ไทยจะฟื้นฟูเศรษฐกิจและเติบโตอย่างยั่งยืนนั้น ต้องแก้ไขปัญหาโครงสร้างเดิมที่มีอยู่เสียก่อน โดยควรเร่งการลงทุนของภาครัฐในโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดช่องว่างทางสังคม อาทิ โครงข่ายโทรคมนาคม ฐานข้อมูลภาครัฐ และระบบการศึกษาทางไกลที่ทั่วถึงและเป็นธรรม

(2) การลงทุนในสาขาที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต ได้แก่

(2.1) อาหาร ซึ่งเป็นสาขาพื้นฐานที่ไทยมีความพร้อมและเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย วิกฤตโควิด 19 ชี้ให้เห็นความสำคัญของการมีอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด และการทำให้ “ครัวไทยเป็นครัวโลก” เป็นเรื่องที่ไม่ยากเพราะไทยมีทรัพยากรสมบูรณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และ

(2.2) การแพทย์ สาธารณสุข และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โควิด 19 ทำให้ทั่วโลกใส่ใจกับคุณภาพของบริการสาธารณสุขและการแพทย์มากขึ้น ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านการให้บริการด้านการแพทย์อยู่แล้ว จึงควรใช้จังหวะนี้เร่งลงทุนการแพทย์แบบครบวงจร (Medical hub) ทั้งการผลิตบุคลากรและการพัฒนาเครื่องมือให้ทันสมัย นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยปี 2563 ไทยอยู่ลำดับที่ 17 ของการจัดอันดับประเทศที่น่าใช้ชีวิตหลังเกษียณโดยนิตยสาร International Living ซึ่งมีตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขรวมอยู่ด้วย

ปัจจัยสุดท้ายที่จะขาดไม่ได้เลยคือแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐและเอกชน โดยในช่วงแรกภาครัฐอาจทุ่มไปกับการเยียวยาประชาชนเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย น่าจะถึงเวลาที่ภาครัฐและเอกชนควรให้ความสำคัญกับการการลงทุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยจากภายในอย่างแท้จริง เพื่อเตรียมความพร้อมหากต้องเผชิญกับวิกฤต ที่อาจมีขึ้นในอนาคตได้

 

นางสาวสุขใจ ว่องไวศิริวัฒน์
นางสาวพิรญาณ์ รณภาพ
ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย
tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง