ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยครึ่งปีหลัง กำลังซื้อของผู้บริโภคยังเป็นโจทย์สำคัญ

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศที่ดีขึ้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยกลับมาดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจได้ตามปกติ แต่เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยยังมีเงื่อนไขหลายประการที่คงจะทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างจำกัด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีมุมมองต่อทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยในปี 2563 ดังนี้

ในช่วงที่เหลือของปี 2563 ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยจัดแคมเปญการตลาดกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค รวมทั้งปรับแผนการลงทุนโครงการใหม่รักษาสมดุลและลดความเสี่ยง

ในช่วงที่เหลือของปี 2563 กำลังซื้อของผู้บริโภคยังเปราะบาง ผู้ประกอบการเร่งออกแคมเปญการตลาดกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค เครื่องชี้กิจกรรมการซื้อขายที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ปรับลดลงตามสภาพปัจจัยแวดล้อม โดยอัตราการรจองซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 เฉลี่ยหดตัวประมาณ 75% (YoY) ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปรับลดลง 3.4% (YoY)จากปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะเมื่อการระบาดของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลง รวมถึงแผนกิจกรรมการตลาดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยต้องเลื่อนออกไปอย่างงานมหกรรมบ้านและคอนโดที่จัดประจำทุกปีในกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันประชาชนบางกลุ่มหลีกเลี่ยงการไปเยี่ยมชมโครงการเพื่อรอให้สถานการณ์ของโควิด-19 ดีขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยต้องปรับแผนการทำตลาดโดยหันมาจัดแคมเปญการตลาดโปรโมชั่นผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายที่ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ เดิมทีกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศก็ค่อนข้างจะเปราะบางมาก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโควิด-19 ส่วนหนึ่งมาจากภาระหนี้ของประชาชนบางกลุ่มที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ณ สิ้นปี 2562 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 79.8% ต่อจีดีพี และเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้ประชาชนบางกลุ่มได้รับผลกระทบจากการที่ต้องหยุดงานชั่วคราวและถูกเลิกจ้างทำให้รายได้ลดลง ยิ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ขณะเดียวกัน มาตรการและกฎระเบียบด้านภาษี ทั้งมาตรการ LTV และกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็อาจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนบางกลุ่มเช่นกัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทิศทางการซื้อขายที่อยู่อาศัยในช่วงที่เหลือของปี 2563 น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งปีแรก จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่คาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยก็ยังพอมีปัจจัยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้กระตุ้นตลาด อาทิ มาตรการการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ล้านบาท (สิ้นสุดวันที่ 24 ธ.ค. 63) เมื่อประกอบกับการแข่งขันของผู้ประกอบการในการทำการตลาดด้วยการออกแคมเปญต่างๆ อาทิ การลดราคา การแจกของสมนาคุณอย่างเฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ หรือฟรีค่าส่วนกลาง เป็นต้น เพื่อระบายที่อยู่อาศัยรอขายกันอย่างเข้มข้น และอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินที่อยู่ในระดับต่ำ จึงอาจเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีความพร้อมในการซื้อที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ดี ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2563 นี้ ที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพ ส่งผลกระทบต่อการมีงานทำและรายได้ในอนาคตของประชาชน ภาระหนึ้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยลดลง ทำให้บรรยากาศจึงยังไม่เป็นใจต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนในภาพรวม ซึ่งปัจจัยต่างๆ นี้ มีผลทำให้กลุ่มลูกค้าของผู้ประกอบการหดแคบลง ขณะเดียวกันกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เช่นกัน จากปัจจัยดังกล่าว การซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลทั้งปี 2563 จึงยากที่จะหลีกเสี่ยงตัวเลขติดลบ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลทั้งปี 2563 นี้ น่าจะต่ำสุดในรอบ 11 ปี ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวน 62,000-67,000 หน่วย หรือหดตัว 37.9% ถึงหดตัว 32.9% จากปีที่ผ่านมา ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล น่าจะมีจำนวน 140,000-145,000 หน่วย หดตัว 29.3% ถึงหดตัว 26.8% จากปีก่อน

โควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยบางรายปรับแผนชะลอการลงทุนโครงการใหม่ในปี 2563 เพื่อปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจ

ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยหลายรายมีการปรับแผนการทำธุรกิจโดยหันมาทำแคมเปญการตลาดเพื่อเร่งระบายที่อยู่อาศัยรอขายสะสมในพอร์ต ซึ่งในภาพรวมจำนวนที่อยู่อาศัยสะสมรอขายในตลาดยังมีอยู่ในระดับสูง โดยจากรายงานของ บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ (AREA) พบว่า ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 ที่อยู่อาศัยรอขายสะสม (ทั้งที่สร้างเสร็จและกำลังก่อสร้าง) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวน 2.2 แสนหน่วย ทำให้ผู้ประกอบการระมัดระวังการลงทุน ขณะเดียวกัน ความเปราะบางของประเด็นกำลังซื้อผู้บริโภค ก็ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเลื่อนการเปิดโครงการใหม่ออกไป โดยข้อมูล AREA พบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ การลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลหดตัวประมาณ 34% (YoY)

จากปัจจัยแวดล้อมในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยที่ยังไม่เอื้อต่อการลงทุน ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายมีการปรับลดการลงทุน โดยยังรอจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงมองว่า ทั้งปี 2563 นี้ การลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลอาจจะลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี แต่หากสถานการณ์เศรษฐกิจมีสัญณาณดีขึ้น ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยเริ่มทยอยฟื้นตัว ผู้ประกอบการคงจะกลับมาพิจารณาแผนการลงทุนอีกครั้ง ทั้งนี้ คาดว่าการเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลอาจจะลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี แต่หากสถานการณ์เศรษฐกิจมีสัญณาณดีขึ้น ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยเริ่มทยอยฟื้นตัว ผู้ประกอบการคงจะกลับมาพิจารณาแผนการลงทุนอีกครั้ง ทั้งนี้ คาดว่าการเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2563 จะมีจำนวนประมาณ 68,000-72,000 หน่วย หดตัว 42.8% ถึงหดตัว 39.5% จากปีก่อน ซึ่งแม้ว่าอาจจะส่งผลกระทบในระยะสั้นต่อแนวโน้มผลประกอบการทางธุรกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นการปรับสมดุลของอุปสงค์และอุปทานในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และสินค้าในพอร์ตของผู้ประกอบการให้มีเสถียรภาพ ภายใต้สถานการณ์ที่ตลาดมีที่อยู่อาศัยรอขายสะสมเหลืออยู่จำนวนมาก

โดยสรุป ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยในช่วงที่เหลือของปี 2563 ต่อเนื่องไปยังต้นปีหน้า ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดาม ทำให้ในช่วงนี้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยหลายรายมีการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อรักษาสภาพคล่องและเสถียรภาพของบริษัท อย่างการหันมาเร่งระบายสต็อกที่อยู่อาศัยรอขายในมือและลดการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ โดยหันมาทำสินค้าแบบเจาะกลุ่มลูกค้ามากขึ้น (Niche Market) หรือการเปิดโครงการที่มีขนาดเล็กลง เพื่อดูการตอบรับของตลาดก่อนที่จะเปิดเฟสต่อไป นอกจากนี้ หากมองไปในระยะข้างหน้าด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้กำลังซื้อของประชาชนน่าจะยังจำกัด การเปิดตัวที่อยู่อาศัยควรสอดคล้องกับระดับความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค รวมถึงคุณภาพของสินค้าให้ได้มาตรฐาน เนื่องจากปัจจุบันเมื่อตลาดที่อยู่อาศัยมีการแข่งขันที่สูง ผู้บริโภคมีเวลาในการค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างแบรนด์และมีเวลาในการที่จะพิจารณาตัดสินใจเลือกที่นานขึ้น

แต่หากมองในด้านของการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังคงมีความรุนแรงจากการที่ผู้ประกอบการหลายรายต่างจัดแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษเพื่อเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่มีแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัยในปีนี้ กระนั้น จากสภาวะเศษฐกิจ ณ ขณะนี้ การเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อก็ค่อนข้างมีความท้าทาย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยอาจจับมือกับพันธมิตรคู่ค้า โดยการนำเสนอสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับพนักงานของคู่ค้า ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการให้สามารถคัดกรองกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีรายได้ประจำและค่อนข้างมั่นคง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในช่วงนี้จะเป็นจังหวะที่ดีของผู้บริโภคที่มีศักยภาพและมีความต้องการในการซื้อที่อยู่อาศัย จากโปรโมชั่นพิเศษจากผู้ประกอบการ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท แต่ผู้ซื้อเองก็ควรที่จะทำการตัดสินใจเลือกโครงการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงเงื่อนไขของโปรโมชั่นต่างๆ ที่ผู้ประกอบการนำเสนอ กอปรกับความสามารถในการผ่อนชำระและฐานะการเงินของตนเป็นสำคัญ

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง