ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิต “พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค” เป็น “BB” จาก “BB+”

 

ทริสเรทติ้งปรับลดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เป็น “BB” จากระดับ “BB+” และปรับลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน ไม่มีประกัน ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (Hybrid Debentures) เป็น “B” จากระดับ “B+” พร้อมทั้งปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Stable” หรือ “คงที่” จาก “Negative” หรือ “ลบ”

 

การปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่อ่อนแอซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) ตลอดจนอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนในระดับสูง และสภาพคล่องทางการเงินที่ตึงตัว นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงแบรนด์สินค้าที่เป็นที่ยอมรับในตลาดพัฒนาที่อยู่อาศัย รวมถึงการถือครองที่ดินรอการพัฒนาจำนวนมากและคุณภาพที่ดีของโรงแรมของบริษัทฯ

ทั้งนี้ หุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนมีอันดับเครดิตต่ำกว่าอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทฯอยู่ 3 ขั้น โดยอันดับเครดิตที่ต่ำกว่าสะท้อนถึงสถานะด้อยสิทธิจากหนี้ที่ไม่ด้อยสิทธิ 2 ขั้น รวมถึงการที่ผู้ออกตราสารสามารถขอเลื่อนการชำระดอกเบี้ยได้ตามดุลยพินิจของผู้ออกตราสารอีก 1 ขั้น ทั้งนี้ อันดับเครดิตที่ลดลง 2 ขั้นเนื่องจากสถานะด้อยสิทธินั้น สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของผู้ถือตราสารที่มีโอกาสที่จะได้รับคืนเงินต้นไม่ครบจำนวนในกรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนซึ่งออกโดยผู้ออกตราสารที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ (Non-investment Grade)

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ผลการดำเนินงานที่อ่อนแอของโครงการคอนโดมิเนียม

ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจะลดลงในปีนี้ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จะยังคงบั่นทอนความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยต่อไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดคอนโดมิเนียม ทั้งนี้ คาดว่ารายได้จากการพัฒนาที่อยู่อาศัยจะลดลง 20% ในปี 2563 จากปีที่แล้วและปรับเพิ่มขึ้น 7%-10% ต่อปีในปีถัด ๆ มา โดยรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมคาดว่าจะลดลงเหลือเพียงประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2565 จาก 5,000-6,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2559-2562 เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้จากโครงการบ้านจัดสรรคาดว่าจะยังคงอยู่ที่ระดับประมาณ 8,000 ล้านบาทถึง 10,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2565

ในประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทฯจะชะลอการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้เนื่องจากคาดว่าความต้องการที่อยู่อาศัยจะหดตัวลงในขณะที่สินค้าคงเหลือยังมีจำนวนมาก ณ เดือนมิถุนายน 2563 บริษัทฯมีโครงการบ้านจัดสรรระหว่างการพัฒนา 56 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 19 โครงการ ซึ่งรวมทั้งโครงการของบริษัทฯเองและโครงการภายใต้การร่วมทุน โดยมีมูลค่าเหลือขายรวม 55,000  ล้านบาท (รวมทั้งที่ก่อสร้างแล้วและยังไม่ได้ก่อสร้าง) บริษัทฯมีบ้านจัดสรรคงเหลือสร้างเสร็จมูลค่า 1,400 ล้านบาทและคอนโดมิเนียมคงเหลือสร้างเสร็จมูลค่า 10,000 ล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทฯจะเปิดโครงการบ้านจัดสรรทั้งโครงการของบริษัทฯ เองและโครงการภายใต้การร่วมทุนมูลค่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และเปิดโครงการคอนโดมิเนียมเพียงไม่กี่โครงการโดยมีมูลค่า 2,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2564-2565

ทั้งนี้ งบประมาณในการซื้อที่ดินคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ1,000-2,000 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากโรคโควิด 19

ทริสเรทติ้งคาดว่าผลการดำเนินงานของโรงแรมของบริษัทฯจะได้รับผลกระทบอย่างมากในปี 2563 และจะปรับดีขึ้นในช่วงปี 2564-2565 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากการแพร่ะระบาดของโรคโควิด 19 โดยมาตรการการควบคุมการเดินทางและการปิดพื้นที่โดยคำสั่งของภาครัฐเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสส่งผลให้ผลการดำเนินงานของโรงแรมของบริษัทฯอ่อนแอลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 เป็นต้นมา หลังจากที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสภายในประเทศได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 รัฐบาลได้ยกเลิกมาตรการปิดพื้นที่และมีแผนจะออกมาตรการเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาการหดตัวของรายได้จากธุรกิจโรงแรมได้ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะโรงแรมในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง โรงแรมคิโรโระของบริษัทในประเทศญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดพื้นที่ของรัฐบาลท้องถิ่นเช่นเดียวกัน

การแพร่ระบาดของไวรัสรอบที่ 2 ในภูมิภาคฮอกไกโดส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ทริสเรทติ้งมองว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นยังมีความไม่แน่นอนเนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นทั่วโลกซึ่งส่งผลให้มาตรการควบคุมการเดินทางยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกจะยังคงขัดขวางความต้องการการเดินทางท่องเที่ยวแม้ว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว

ในสมมติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPAR) ของโรงแรมจะลดลงมากถึงประมาณ 50% โดยเฉลี่ยจากปีที่แล้วในปี 2563 ก่อนจะปรับดีขึ้นในปี 2564 โดยจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่าปี 2562 ประมาณ 30% และในปี 2565 จะอยู่ที่ระดับต่ำกว่าปี 2562 ประมาณ 5% นอกจากนี้ ยังคาดว่ารายได้จากธุรกิจโรงแรมจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่งในปีนี้และปรับดีขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาทในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทริสเรทติ้งเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มฟื้นตัวและคาดว่ารายได้จะเติบโตเป็น 2,700 ล้านบาทในปี 2565

อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ในระดับสูง

อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทอยู่ในระดับสูงมากที่ 70% ณ เดือนมิถุนายน 2563 อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน ณ เดือนมิถุนายน 2563 เท่ากับ 1.96 เท่า ตามเงื่อนไขทางการเงินของเงินกู้จากธนาคารและหุ้นกู้กำหนดให้บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนให้ต่ำกว่า 2.5 เท่า ดังนั้น บริษัทฯ จำเป็นต้องระมัดระวังให้อัตราส่วนดังกล่าวสอดคล้องกับเงื่อนไขทางการเงินของเงินกู้จากธนาคารและหุ้นกู้ด้วย นอกจากนี้ อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินยังติดลบในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 เนื่องจากผลขาดทุนที่มีนัยสำคัญจากธุรกิจโรงแรม ทั้งนี้ หากธุรกิจโรงแรมฟื้นตัวช้าก็อาจส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิในช่วงปี 2563-2564

บริษัทฯ มีแผนจะลดภาระหนี้โดยการขายที่ดินและโรงแรมของบริษัท บริษัทฯสะสมที่ดินไว้จำนวนมากสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและถือครองสิทธิการเช่าสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและโครงการแบบผสมผสาน ปัจจุบันบริษัทฯ มีที่ดินรอการพัฒนาประมาณ 1,300 ไร่ซึ่งรวมถึงที่ดินเปล่าและที่ดินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในโครงการต่าง ๆ ของบริษัท บริษัทฯ ถือครองที่ดินกรรมสิทธิ์แปลงใหญ่จำนวนมากซึ่งรวมถึงที่ดิน 300 ไร่ในฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ที่ดิน 165 ไร่ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ดิน 100 ไร่บนถนนกาญจนาภิเษก บริเวณรามคำแหง และแจ้งวัฒนะ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังถือครองสิทธิการเช่าบนที่ดิน 21 ไร่บนถนนรัชดาภิเษก, ที่ดิน 58 ไร่บนถนนรามอินทรา และที่ดิน 900 ไร่ในจังหวัดตราด รวมถึงยังเป็นเจ้าของโครงการหอพักยูนิลอฟท์ เชียงใหม่ และโรงแรมที่มีคุณภาพดีอีก 6 แห่งด้วย

ในช่วง 2 ปีข้างหน้านี้บริษัทฯจะเน้นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร การขายที่ดินเพื่อลดภาระหนี้ และการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก บริษัทฯมีแผนจะขายที่ดินกรรมสิทธิ์ 4 แปลงซึ่งมีมูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท ที่ดินสิทธิการเช่า 3 แปลง หอพักยูนิลอฟท์ เชียงใหม่ หุ้นทั้งหมดในโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน แอนด์ ทาวเวอร์ และหุ้นจำนวน 49% ในโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งได้รวมแผนการขายโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน แอนด์ ทาวเวอร์และการขายที่ดินบริเวณแจ้งวัฒนะ กรุงเทพกรีฑา และรามคำแหงในสมมติฐานพื้นฐานด้วย หากการขายเป็นไปตามที่คาดการณ์ เงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์ดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 65% ได้ อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินอาจยังไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้คือ 3% หากผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ยังไม่ฟื้นตัวกลับเป็นปกติ

สภาพคล่องตึงตัว

สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทฯยังคงตึงตัว ณ เดือนมิถุนายน 2563 บริษัทฯมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 8,500 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 5,500 ล้านบาท เงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 1,700 ล้านบาท เงินกู้โครงการจำนวน 1,000 ล้านบาท และหนี้สินตามสัญญาเช่าจำนวน 300 ล้านบาท แหล่งเงินทุนของบริษัทฯประกอบด้วยเงินสดในมือจำนวน 2,400 ล้านบาท และวงเงินกู้ยืมที่ยังไม่ได้เบิกใช้และไม่ติดเงื่อนไขในการเบิกซึ่งสามารถเบิกใช้ได้ทันทีจำนวน500 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีที่ดินซึ่งไม่ติดภาระค้ำประกันซึ่งมีมูลค่าตามบัญชีจำนวน3,800 ล้านบาทและสินค้าคงเหลือสร้างเสร็จในโครงการที่ปลอดภาระหนี้แล้วจำนวน 6,100 ล้านบาทซึ่งสามารถใช้เป็นหลักประกันสำหรับขอวงเงินกู้ใหม่ได้หากจำเป็น

บริษัทฯมีแผนจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความต้องการของนักลงทุนที่ไม่แน่นอนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนทำให้บริษัทมีความเสี่ยงในการต่ออายุหุ้นกู้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น บริษัฯจึงมีแผนจะขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคารล่วงหน้าเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการจัดหาแหล่งเงินทุน

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

สมมติฐานกรณีพื้นฐานที่สำคัญของทริสเรทติ้งสำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงปี 2563-2565 มีดังนี้

  • บริษัทฯจะชะลอการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ และจะเปิดโครงการบ้านจัดสรรทั้งโครงการของบริษัทฯเองและโครงการภายใต้การร่วมทุนมูลค่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และโครงการคอนโดมิเนียมมูลค่า 2,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2564-256
  • งบประมาณสำหรับการซื้อที่ดินเท่ากับ 1,000-2,000 ล้านบาทต่อปี
  • รายได้จากธุรกิจโรงแรมจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่งในปีนี้ และจะปรับดีขึ้นในปี 2564 ทั้งนี้ คาดว่ารายได้จากธุรกิจโรงแรมจะเท่ากับ 2,700 ล้านบาทในปี 2565
  • รายได้จากการดำเนินงานรวมจะลดลงเหลือ13,000 ล้านบาทในปีนี้ และปรับดีขึ้นเป็น 15,000 – 16,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2564-2565
  • บริษัทจะขายที่ดินและสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่าสถานะทางการเงินของบริษัทฯ จะไม่อ่อนแอลงไปจากระดับปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้าอีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากมีสัญญาณบ่งชี้ที่ทำให้เชื่อว่าผลการดำเนินงานและ/หรือสถานะทางการเงินของบริษัทฯ มีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทฯ ที่ลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการปรับลดอันดับเครดิตด้วย ในทางตรงกันข้าม หากผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ฟื้นตัวกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และสถานะทางการเงินปรับดีขึ้นโดยที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนต่ำกว่า 65% และอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินสูงกว่า 3% ในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็อาจเป็นเหตุให้มีการปรับเพิ่มอันดับเครดิตได้

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง