ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิต “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ที่ “BBB+” แนวโน้ม “Stable”

 

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “BBB+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงฐานรายได้ที่มีขนาดค่อนข้างเล็กรวมถึงประเภทของสินค้าและระดับราคาที่มีจำกัด อย่างไรก็ตาม บริษัทมีผลการดำเนินงานทางการเงินที่น่าพอใจ รายได้ของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วยอัตรากำไรที่อยู่ในระดับน่าพอใจ ในขณะที่บริษัทสามารถคงภาระหนี้ที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับบริษัทที่ได้รับอันดับเครดิตเดียวกันในอุตสาหกรรม อันดับเครดิตยังสะท้อนความกังวลของทริสเรทติ้งเกี่ยวกับผลกระทบเชิงลบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) ซึ่งอาจสร้างความกดดันต่อเศรษฐกิจภายในประเทศและต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในระยะสั้นถึงปานกลางอีกด้วย

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ฐานรายได้มีขนาดค่อนข้างเล็กรวมถึงประเภทของสินค้าและระดับราคาที่ค่อนข้างจำกัด

บริษัทฯมีฐานรายได้ค่อนข้างเล็กเทียบบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต โดยรายได้ของบริษัทอยู่อันดับที่ 17 จาก 22 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยทริสเรทติ้ง รายได้ของบริษัทฯในปี 2562 อยู่ที่ 4,620 ล้านบาท คิดเป็น 1.5% ของรายได้ทั้งหมดของทั้ง 22 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต

นอกจากนี้ บริษัทฯมีประเภทของสินค้าและกลุ่มตลาดเป้าหมายค่อนข้างจำกัด บริษัทฯเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบ ได้แก่ บ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดภายใต้แบรนด์ LANCIO” ที่ระดับราคา 3-6 ล้านบาท และทาวน์เฮ้าส์ภายใต้แบรนด์ LIO” ที่ระดับราคา 2-3 ล้านบาท สินค้าสำคัญของบริษัท ได้แก่ ทาวน์เฮ้าส์ โดยรายได้ของทาวน์เฮ้าส์คิดเป็น 61% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2562 และ 65% ของรายได้ทั้งหมดในครึ่งปีแรกของปี 2563

ผลการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่ง

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีผลกระทบในเชิงลบจากมาตรการบังคับใช้อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 และการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2563 แต่ยอดขายของบริษัทฯยังคงเพิ่มขึ้น โดยรายได้ของบริษัทฯเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 4,080 พันล้านบาทในปี 2561 เป็น 4,290 ล้านบาทในปี 2562 เช่นเดียวกับรายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ที่เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนไปอยู่ที่ 2,560 ล้านบาท

เนื่องจากบริษัทฯเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ยอดขายรอการรับรู้รายได้จึงมีขนาดเล็ก ดังนั้น รายได้ของบริษัทฯจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างยอดขายใหม่และยอดโอนในปีนั้น ๆ เพื่อรักษาการเติบโตของรายได้ บริษัทฯมีแผนเปิดโครงการใหม่จำนวน 8-10 โครงการซึ่งมีมูลค่า 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า บริษัทฯได้เปิดโครงการใหม่จำนวน 5 โครงการซึ่งมีมูลค่า 3,590 ล้านบาทในครึ่งแรกของปี 2563 และมีแผนจะเปิดอีก 3-4 โครงการ มูลค่าประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ บริษัทฯจะใช้บริการตัวแทนขายเพื่อกระตุ้นยอดขายในโครงการที่เปิดมานานบางโครงการ

ณ เดือนมิถุนายน 2563 บริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยเหลือขายจำนวน 66 โครงการ โดยมีมูลค่ารวมทั้งหมด (รวมทั้งที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและยังไม่ได้ก่อสร้าง) ประมาณ 22,800 ล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทฯ จะอยู่ในช่วง4,850-5,350 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

การคงความสามารถในการทำกำไรคือกุญแจสำคัญ

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทฯจะสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรที่ระดับปัจจุบันไปอีก 3 ปีข้างหน้าเนื่องจากมีการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯมีความสามารถในการควบคุมต้นทุนที่ดินและต้นทุนค่าก่อสร้างซึ่งช่วยให้บริษัทฯรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจมาอย่างต่อเนื่อง กำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ในช่วง 39%-40% อีกทั้ง บริษัทฯยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ระดับ 15%-17% ของรายได้ไว้ได้ ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (อัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) อยู่ที่ระดับ 24%-26% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ภายใต้กลยุทธ์ของบริษัทฯที่มุ่งเน้นการรักษาความสามารถในการทำกำไรที่ระดับปัจจุบัน ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทฯจะยังคงเน้นการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการรักษาอัตราการขาย ทั้งนี้ จากการที่บริษัทฯมีภาระหนี้ที่ค่อนข้างต่ำและไม่มีความน่ากังวลด้านสภาพคล่องในระยะเวลาอันใกล้ บริษัทฯจึงไม่มีความจำเป็นต้องลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย

ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าบริษัทฯจะสามารถคงอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานให้คงอยู่ได้ที่ 23%-24% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า แลมีความกังวลเกี่ยวกับความต้องการที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในประเทศโดยรวมเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็ยังมีความผันผวนมากกว่าภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปอีกด้วย การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่กินเวลายาวนานอาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงและกดดันความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งหนี้เสียอาจเพิ่มสูงขึ้น กำลังซื้อของผู้ซื้อบ้านที่ลดลงเมื่อรวมกับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดยิ่งขึ้นจะส่งผลลบต่อความต้องการที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อบ้านระดับราคาปานกลางถึงต่ำซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ จากบริบทเหล่านี้ บริษัทฯจำเป็นที่จะต้องเปิดโครงการใหม่และคัดกรองลูกค้าอย่างระมัดระวังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดหวังว่ามาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จากทางรัฐบาลจะส่งผลเชิงบวกในการกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัย โดย ธปท. ได้ผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยอนุญาตให้ผู้กู้ที่ซื้อบ้านหลังแรกสามารถกู้เพิ่มได้อีก 10% จากสินเชื่อที่กู้ รวมเป็น 110% จากมูลค่าที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองลงเหลือ 0.01% สำหรับบ้านที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทโดยจะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2563 อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวการณ์ในปัจจุบัน บริษัทฯพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนมามุ่งเน้นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบโดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านระดับราคาปานกลางถึงต่ำซึ่งเป็นที่ต้องการค่อนข้างสูง ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดกลุ่มนี้มีความรุนแรงมากขึ้น

ภาระหนี้ต่ำ

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทฯจะสามารถคงนโยบายทางการเงินได้อย่างระมัดระวัง บริษัทฯมีความตั้งใจที่จะคงอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำกว่า 1 เท่าในระยะกลางและระยะยาว ภาระหนี้ของบริษัทฯอยู่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเนื่องจากบริษัฯเน้นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรซึ่งใช้เงินลงทุนน้อยกว่าโครงการคอนโดมิเนียมแนวสูง อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ที่ระดับ 34% ในปี 2562 ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนงินทุนโดยเฉลี่ยของบริษัทฯพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 22 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยทริสเรทติ้งอยู่ที่ระดับ 52% ในปี 2562 อัตราส่วนนี้ของบริษัทอยู่ที่ 34.5% ณ เดือนมิถุนายน 2563

ภายใต้สมมติฐานพื้นฐาน ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนจะยังคงอยู่ที่ระดับ 35%-40% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย คงอยู่ในระดับไม่เกิน 4 เท่า ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ภายใต้สมมติฐานที่ว่าบริษัทฯมีแผนเปิดโครงการแนวราบมูลค่า 4,000-5,000ล้านบาทต่อปี งบประมาณในการซื้อที่ประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาทต่อปี

สภาพคล่องแข็งแกร่ง

ทริสเรทติ้งมองว่าบริษัทฯมีสภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอจะคืนหนี้จนถึงสิ้นปี 2564 จากเดือนมิถุนายน 2563 ถึงเดือนธันวาคม 2564 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระจำนวน 2.290 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 1,440 ล้านบาท ตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 845 ล้านบาท และที่เหลือคือเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ณ เดือนมิถุนายน 2563 สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทฯประกอบด้วยเงินสดในมือจำนวน 483 ล้านบาท และวงเงินจากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีก 2,050 ล้านบาท บริษัทฯได้ชำระหุ้นกู้จำนวน 440 ล้านบาทที่ครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกรกฎาคม 2563 ด้วยหุ้นกู้ใหม่อายุ 1 ปี 9 เดือน ทริสเรทติ้งคาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี แหล่งเงินทุนที่กล่าวมานี้น่าจะเพียงพอครอบคลุมภาระหนี้ที่ต้องชำระในช่วง 18 เดือนข้างหน้าแม้ว่าบริษัทฯจะไม่สามารถออกหุ้นกู้หรือตั๋วแลกเงินมาทดแทน ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งเชื่อว่าความสามารถในการชำระหนี้ที่จะยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินของบริษัทฯคาดว่าจะอยู่ในระดับ 24%-25% ในขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายคาดว่าจะอยู่ในระดับ 10 เท่า

ภายใต้เงื่อนไขทางการเงินของเงินของธนาคารและหุ้นกู้ บริษัทฯจะต้องรักษาอัตราส่วนเงินกู้รวมสุทธิต่อทุนให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 เท่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 บริษัทฯมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 0.5 เท่า ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทฯจะสามารถคงอัตราส่วนดังกล่าวให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางการเงินได้อย่างไม่มีปัญหา

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

  • รายได้ของบริษัทเติบโตที่ระดับ 5% ต่อปี ในปี 2563-2565
  • อัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ระดับประมาณ 38% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ระดับ 23%-24% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
  • งบประมาณในการซื้อที่ดินจำนวน 1,000-1,200 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2565

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทฯจะสามารถรักษาผลการดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมายและสามารถคงนโยบายทางการเงินได้อย่างระมัดระวัง ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทฯจะอยู่ที่4,850 -5,350 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ที่ 35%-40% ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายควรอยู่ในระดับต่ำกว่า 4 เท่า ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง