REIC คาดปี’64 สต๊อกบวม หวั่นมูลค่ารวมพุ่งแตะ 1 ล้านล้านบาท(หาก)ไร้ปัจจัยสนับสนุน

REIC คาดการณ์ตลาดอสังหาฯปี’64 พื้นที่เขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีหน่วยเหลือขายรวมสะสมทั้งปีกว่า 199,723 ยูนิต มูลค่ากว่า 987,266 ล้านบาท ในขณะที่อัตราการดูดซับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่คาดการณ์ไว้ หากไร้ปัจจัยสนับสนุนอาจส่งผลให้มูลค่ารวมของหน่วยเหลือขายทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุดทะยานแตะล้านล้านบาทสูงสุดในรอบประวัติการณ์

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) คาดการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยพื้นที่เขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ภาพรวมมีที่อยู่อาศัยเหลือขายสูงขึ้นจากปี 2563 ประมาณการหน่วยเหลือขายสะสมในครึ่งแรกปี’64 มีจำนวน 193,415 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 956,086 ล้านบาท และครึ่งหลังปี’64 เพิ่มสูงขึ้นอีกราว 3% จากครึ่งปีแรก โดยมีจำนวน 199,723 ยูนิต มีมูลค่ากว่า 987,266 ล้านบาท

ในขณะที่จำนวนหน่วยเปิดใหม่ มีแนวโน้มสูงขึ้นจากปี 2563 โดยคาดการณ์สะสมทั้งปี’64 จะมีจำนวนหน่วยเปิดใหม่สะสม 32,274 ยูนิต มูลค่ากว่า 177,240 ล้านบาท ในขณะที่จำนวนหน่วยขายได้ใหม่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นจากปี’63 อย่างช้าๆ ในลักษณะของกราฟที่ทำมุมป้านออก โดยครึ่งแรกของปี’64 มีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ราว 27,883 ยูนิต มูลค่ารวม 134,156 ล้านบาท และครึ่งหลังของปีปรับตัวสูงขึ้น มีจำนวน 31,392 ยูนิต มูลค่ากว่า 151,043 ล้านบาททิศทางของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลงเป็นผลมาจากการขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่องสะสมตั้งแต่ครึ่งหลังปี’62 โดยมีประมาณการการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งปี’64 จำนวน 62,729 ยูนิต

เมื่อพิจารณาถึงอัตราการดูดซับต่อเดือนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากปี’63 แต่ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุด โดยบ้านจัดสรรมีค่าเฉลี่ยที่ 2.7 % สำหรับครึ่งแรกของปี’64 มีอัตราการดูดซับ 2.4 % และปรับตัวสูงขึ้นใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในครึ่งหลังของปี’64 ที่ 2.6 % ในส่วนของอาคารชุดค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.5 % ครึ่งแรกของปี’64 มีอัตราการดูดซับ 1.8 % และครึ่งหลังของปี’64 ที่ 1.9 % สะท้อนให้เห็นถึงภาวการณ์ของตลาดอสังหาฯที่ยังไม่ค่อยดี แต่เริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาหากไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นที่รุนแรงไปมากกว่าช่วงเวลานี้ อุปทานที่อยู่ระหว่างการขายยังมีจำนวนมากในแต่มีอัตราการขายที่น้อยลงอัตราการดูดซับจึงยังไม่เติบโตมากเท่าที่ควร

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า หากไม่มีมาตราการจากทางภาครัฐเพิ่มเติมที่มาสนับสนุนหรือกระตุ้นตลาดอสังหาฯในภาวะที่ผู้ประกอบการช่วยกันให้ตลาดเดินหน้าไปต่อได้จะส่งผลให้เกิดสต๊อกคงค้างสูงในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ส่งผลต่อหน่วยเหลือขายทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุดอาจมีมูลค่าสูงถึงล้านล้านบาท จากเดิมที่สูงสุดในปี 2562 ราว 7 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงปีหลังของการพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าสูงขึ้น ทำให้มูลค่ารวมของหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้นจากเดิมค่อนข้างมาก

ทิศทางของปีหน้า 2564 ทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุดมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น โดยบ้านจัดสรรมีแนวโน้มการปรับตัวที่ดีกว่าในขณะที่อาคารชุดยังคงมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าค่ากลางตามที่ศูนย์ข้อมูลฯประมาณการไว้ ปี 2563 ถือเป็นจุดต่ำสุดของตลาดอสังหาฯ และจะค่อยๆปรับตัวดีขึ้นเสมือนแสงสว่างที่เริ่มกลับมาแต่จะเป็นไปอย่างช้าๆ ต้องใช้ระยะเวลาอีก 4-5 ปี ข้างหน้าตลาดอสังหาฯจึงจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง