3สมาคมฯหวังคลังพิจารณา 5 ข้อเสนอ เตรียมจัดงาน “มหกรรมฯครั้ง42”กระตุ้นกำลังซื้อ-ดันยอดขาย

ภาคเอกชนคาดภาพรวมตลาดอสังหาฯปี64 เริ่มฟื้นตัว ต่างชาติยังมีความต้องการลงทุนสูง ล่าสุด 3 สมาคมผนึกกำลังร่อนหนังสือถึงรมว.คลัง พิจารณา 5 ข้อเสนอ หวังกระตุ้นกำลังซื้อ 3 กลุ่มหลัก ล่าสุดเลื่อนจัดงาน“มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 42” เป็นระหว่างวันที่ 4-7 มีนาคม 2564 ณ สยามพารากอน ผู้ประกอบการตอบรับดี เตรียมขยายพื้นที่เพิ่ม คาดเม็ดเงินสะพัด 4,000 ล้านบาท
นายชัยรัตน์ ธรรมพีร
นายชัยรัตน์ ธรรมพีร อุปนายกสมาคมอาคารชุดไทย ในฐานะประธานการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 42 เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯปี 2564 ว่า ตลาดแนวราบยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกโซนของกทม.และปริมณฑล รวมไปถึงตลาดต่างจังหวัด ส่วนตลาดคอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้ายังไปได้อย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าหากวิกฤติโควิด-19 คลี่คลายตลาดคอนโดฯจะกลับมาฟื้นตัวอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการต่างเร่งระบายสต๊อกเก่าให้หมดไป ทำให้ซัพพลายใหม่เริ่มลดลง เพราะโครงการที่จะเปิดตัวใหม่ในอนาคตต้องรอการจัดทำรายงานการวิเคราห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)ให้ผ่านก่อน จึงจะสามารถก่อสร้างโครงการได้ ในขณะที่ดีมานด์ยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวต่างชาติยังมีความสนใจที่จะลงทุนซื้ออสังหาฯในประเทศไทย โดยเฉพาะจีน ฮ่องกง และเกาหลี เพราะมองว่าประเทศไทยมีความน่าอยู่อาศัย มีการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี และมีค่าครองชีพที่ถูก ประกอบกับในช่วงนี้สถาบันการเงินมีการปล่อยดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ เพื่อเอื้อต่อลูกค้า และทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอดต่อไปได้

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา 3 สมาคมอสังหาฯ ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร,สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมอาคารชุดไทย ได้ส่งหนังสือเพื่อยื่นข้อเสนอแนะแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไปยัง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา  เนื่องจากมองว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2562 เป็นต้นมา ประกอบกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวต่อเนื่องจนถึงจุดวิกฤติ ที่จะทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดกิจการ ซึ่งจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

ทาง 3 สมาคมฯ มองว่ากำลังซื้อในตลาดขณะนี้คงเหลืออยู่ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ซื้อเพื่อการอยู่อาศัยจริง ผู้ซื้อเพื่อการลงทุน และผู้ซื้อต่างชาติ ดังนั้น จึงได้นำเสนอมาตรการเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาและกระตุ้นให้ผู้ซื้อทั้ง 3 กลุ่ม เร่งการตัดสินใจซื้อเพื่อประคองสถานการณ์ ดังนี้

1.ลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และค่าธรรมเนียมการจดจำนอง ลงถึงอัตราต่ำสุดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในทุกประเภท ทุกระดับราคา ทั้งที่อยู่อาศัยใหม่ และบ้านมือสองจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

2.ขอให้รัฐบาลสนับสนุนการยกเลิกการบังคับใช้มาตรการ LTV เป็นการชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีกำลังซื้อสามารถซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนได้มากขึ้น โดยเชื่อว่าทุกสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) มีระบบการพิจารณาที่เข้มงวดอยู่แล้ว

3.ขอให้มีการประกาศขยายการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 90% ออกไปอีก 2 ปี โดยให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เพื่อช่วยบรรเทาภาระให้กับประชาชน และผู้ประกอบการทั่วประเทศ

4.ขอให้ผู้ซื้อห้องชุดชาวต่างชาติได้รับวีซ่า โดยมีระยะเวลาตามมูลค่าของห้องชุด

  • มูลค่า 3-5 ล้าน ต่อห้อง ได้รับวีซ่าเป็นเวลา 5 ปี
  • มูลค่า 5-10 ล้าน ต่อห้อง ได้รับวีซ่าเป็นเวลา 10 ปี
  • มูลค่าเกิน 10 ล้านต่อห้อง ได้รับสิทธิมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

5.ขอให้นำโครงการบ้านดีมีดาวน์ มาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัยที่ภาครัฐสนับสนุนเงินลดภาระการผ่อนดาวน์ในรูปแบบของ Cash Back ให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยกลับมาใช้อีกครั้ง และขอเพิ่มวงเงินจากเดิม 50,000 บาท ต่อราย เป็น 100,000 บาท ต่อราย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้มากขึ้น เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

“ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมาภาครัฐพยายามให้ความช่วยเหลือธุรกิจอสังหาฯอยู่ และทราบมาว่าอาจจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงอีก ดังนั้นใครที่คิดจะซื้อบ้านในช่วงนี้ควรรีบตัดสินใจ สำหรับข้อเสนอทั้ง 5 ข้อนั้นก็ต้องรอลุ้นว่าภาครัฐจะให้ความช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใด”นายชัยรัตน์ กล่าว

นายชัยรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นดีมานด์ในปี 2564 ทาง 3 สมาคมฯจึงได้เตรียมจัดงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 42” ภายหลังจากที่เลื่อนการจัดงานมา 2 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยงานดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 มีนาคม 2564 ณ สยามพารากอน ซึ่งเดิมจองพื้นที่ไว้ 2 ฮอลล์ แต่ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมีผู้ประกอบการจองเต็มพื้นที่ 235 บู๊ธ(ไม่รวมสถาบันการเงินและผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน) กว่า 1,000 โครงการ จาก 200 กว่าบริษัท ดังนั้นจึงได้ขยายพื้นที่การจัดงานเพิ่มเป็นอีก 1 ฮอลล์ ซึ่งผู้ประกอบการที่มาร่วมออกบู๊ธแบ่งเป็นโครงการในพื้นที่กทม.-ปริมณฑล สัดส่วน 80% และต่างจังหวัด 20% มีทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง

“ผมเชื่อว่าในปี 2564 นี้ ผู้ประกอบการยังมีการแข่งขันลดราคากันมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยยังถูก ขณะเดียวกันค่าก่อสร้างก็มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น จากปีนี้ที่ปรับลดลงมา 5% เนื่องจากปริมาณงานที่รับน้อยลง ส่วนการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯนั้น ขณะนี้ทาง 3 สมาคมฯอยู่ในระหว่างการปรึกษาหารือว่าจะยุบการจัดงานเหลือเพียงปีละ 1 ครั้งเหมือนในอดีตหรือไม่ คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ในเร็วๆนี้”นายชัยรัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามคาดว่าการจัดงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 42”  ในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับดี มีผู้เข้าชมงานมากกว่าครั้งที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 400,000 คน เพิ่มขึ้น 20% และมีเม็ดเงินสะพัดประมาณ 4,000 ล้านบาท จากครั้งที่ผ่านมาที่ 3,500 ล้านบาท

 

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง