ช่วงเวลารักษาตัวและค่อยๆ ขยายตัวไปเรื่อยๆ

วิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ส่งผลต่อเนื่องให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทอีก 3 – 4 ปี จากนั้นผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลายรายไปต่อไม่ได้ต้องหยุดกิจการทันที ปล่อยให้โครงการหรืออาคารที่กำลังก่อสร้างจำนวนมากค้างเติ่งไม่มีการก่อสร้างต่อ จนกระทั่งผ่านไปสักระยะค่อยมาดำเนินการต่อโดยเจ้าของเดิมหรือเจ้าของบริษัท หรือเจ้าของโครงการรายใหม่ อาคารสำนักงานจำนวนมากหยุดการก่อสร้างและมีผลต่อเนื่องให้หลายอาคารสำนักงานมีพื้นที่ว่างมากขึ้นแบบทันที เพราะหลายบริษัทปิดกิจการไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2540 นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ตลาดอาคารสำนักงานอยู่ในช่วงขาขึ้นแบบสุดๆ ทั้งในเรื่องของอุปทานที่มีอาคารสำนักงานเปิดให้บริการใหม่ปีละหลายแสนตารางเมตร และความต้องการพื้นที่สำนักงานหรืออุปสงค์ก็มีไม่น้อยเช่นกัน เพราะความต้องการพื้นที่สำนักงานในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2540 ที่มีการขยายตัวมากเช่นกัน จึงมีผลให้ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานบางอาคารปรับเพิ่มขึ้นไปสูงกว่า 700 – 800 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ในขณะที่หลายอาคารสามารถเรียกค่าเช่าได้ที่ประมาณ 400 – 500 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งหลายอาคารในปัจจุบันยังเก็บค่าเช่าได้เท่านี้หรือต่ำกว่านี้อีก แสดงให้เห็นว่าตอนนั้นตลาดอาคารสำนักงานนั้นร้อนแรงขนาดไหน

ในปี พ.ศ. 2540 ค่าเช่าของพื้นที่สำนักงานเกรด A ใน CBD ช่วงนั้นอยู่ที่ประมาณ 550 – 600 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ในขณะที่พื้นที่นอกเขต CBD อยู่ที่ประมาณ 450 – 500 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน อาคารสำนักงานเกรด B มีค่าเช่าที่น้อยกว่าเกรด A ประมาณ 15 – 20% แต่ในสมัยนั้นความเป็น CBD อาจจะไม่ชัดเจนเท่าปัจจุบัน เพราะเส้นทางรถไฟฟ้ายังอยู่ระหว่างการก่อสร้างยังไม่ได้เปิดให้บริการ อีกทั้งสมัยนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่าเส้นทางรถไฟฟ้าจะเปลี่ยนกรุงเทพมหานครไปแบบนี้

วิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 เป็นจุดเริ่มต้นของการชะลอตัวของตลาดอาคารสำนักงานแบบชัดเจน เพราะทันทีที่เกิดการลอยตัวค่าเงินบาท และหลายบริษัทปิดตัวมีผลให้ปีต่อมาหรือในปี พ.ศ. 2541 มีพื้นที่อาคารสำนักงานที่ถูกยกเลิกหรือขอคืนพื้นที่มากกว่า 2.6 แสนตารางเมตร ซึ่งสวนทางกับอาคารสำนักงานที่สร้างเสร็จใหม่ในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งมีประมาณ 3 แสนตารางเมตร และพื้นที่อาคารสำนักงานที่สร้างเสร็จใหม่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2541 – 2550 มีพื้นที่รวมกันประมาณ 1.49 ล้านตารางเมตร ลดน้อยลงไปกว่า 3 – 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2531 – 2540 แสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจความต้องการพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพมหานครมีมากมายขนาดไหน และสามารถพูดได้เลยว่าอาคารสำนักงานที่มีอยู่ในกรุงเทพมหานคร ณ ปัจจุบัน (พ.ศ. 2564) มากกว่า 64% สร้างเสร็จและเปิดให้บริการในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2541 และยังสามารถพูดได้อีกว่าอาคารสำนักงานที่เกิดในช่วง 10 ปีนี้เป็นตัวกำหนดเส้นทางรถไฟฟ้าเส้นทางแรกของกรุงเทพมหานครโดยแท้จริงไม่ว่าจะกำหนดแบบใดก็ตาม

ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2541 -2550 เป็นช่วงเวลาที่มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่มากขึ้น มีอาคารสำนักงานขนาดพื้นที่มากกว่า 50,000 ตารางเมตรมากถึง 9 อาคารด้วยกันที่เปิดให้บริการในช่วง 10 ปีนี้ นอกจากนี้ยังมีอาคารสำนักงานที่มีพื้นที่มากกว่า 140,000 ตารางเมตรเป็นครั้งแรกอีกด้วย พื้นที่รวมของอาคารสำนักงานทั้งหมดตั้งแต่อดีตถึงสิ้นปี พ.ศ. 2550 อยู่ที่ประมาณ 7.45 ล้านตารางเมตร โดยกว่า 80% ของพื้นที่อาคารสำนักงานทั้งหมดนี้เปิดให้บริการก่อนปี พ.ศ.2540 อาคารสำนักงานหลายอาคารที่สร้างเสร็จและเปิดให้บริการในช่วง 10 ปีนี้ เป็นอาคารที่หยุดการก่อสร้างช่วงปี พ.ศ. 2540 และมาเริ่มการก่อสร้างใหม่อีกครั้งหลังจากนั้น

ช่วงเวลานี้นับเป็นช่วงเวลาที่ตลาดอาคารสำนักงานเริ่มกลับมาค่อยๆ ฟื้นตัว เพราะปัจจัยสำคัญคือเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวหรือที่เราเรียกกันติดปากว่า BTS ซึ่งเพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจให้กับอาคารสำนักงานต่างๆ ที่อยู่ในแนวเส้นทาง และตอกย้ำความเป็น CBD ของกรุงเทพมหานครให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อาคารสำนักงานที่อยู่ในพื้นที่ CBD ของกรุงเทพมหานครค่อยๆ มีอัตราการเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่อาคารสำนักงานจำนวนมากมีพื้นที่ว่างเพราะบริษัทจำนวนมากปิดกิจการในช่วงปีพ.ศ. 2540 – 2541 แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว ความต้องการพื้นที่สำนักงานก็กลับมามากขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน

ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2541 – 2550 มีพื้นที่สำนักงานที่ได้รับการเช่าใหม่มากกว่า 2 ล้านตารางเมตร อาจจะไม่มากเท่าช่วงก่อนปีพ.ศ. 2540 แต่ก็มากกว่าช่วงเวลาหลังจากปี พ.ศ. 2550 นอกจากนี้มีบางปีที่มีพื้นที่สำนักงานเช่าใหม่มากกว่า 300,000 ตารางเมตรต่อปี นอกจากนี้ยังเป็น 10 ปีที่ความต้องการพื้นที่สำนักงานมีมากกว่าพื้นที่สำนักงานที่เปิดให้บริการใหม่ ดังนั้นอัตราการเช่าพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพมหานครจึงค่อยๆ กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานก็กลับมาสูงขึ้นอีกครั้งเช่นกัน หลังจากที่ค่าเช่าปรับลดลงไป 15 – 20% ในช่วงปี พ.ศ. 2541 – 2542 โดยอาคารสำนักงานเกรด A ใน CBD มีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400 – 500 บาทต่อตารางเมตรในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2541 – 2545 และปรับเพิ่มขึ้นมาเกิน 700 บาทต่อตารางเมตรในปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา

ในขณะที่ค่าเช่าพื้นที่ในอาคารสำนักงานเกรด B ใน CBD อยู่ที่ประมาณ 250 – 350 บาทต่อตารางเมตร และค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นมาเกิน 450 – 550 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือนในช่วงหลังจากปี พ.ศ.2547 – 2548 เป็นต้นมา ค่าเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานในพื้นที่นอกเขต CBD ในช่วงเวลานี้ก็เช่นกันที่มีค่าเช่าค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยกเว้นอาคารสำนักงานที่อยู่ในพื้นที่ตามแนวถนนรัชดาภิเษกที่มีเส้นทางรถไฟใต้ดินซึ่งเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2547 ที่อาจจะมีการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าพื้นที่อื่นๆ อาคารเกรด A นอกพื้นที่ CBD มีค่าเช่าเฉลี่ยมากกว่า 500 บาทต่อตารางเมตรในปี พ.ศ. 2549 ตามหลังอาคารสำนักงานเกรด A ในพื้นที่ CBD อยู่ 2 – 3 ปี และค่าเช่าอาคารสำนักงานของทุกเกรดในทุกพื้นที่ไม่เคยปรับลดลงไปแบบช่วงหลังจากปี พ.ศ. 2541 อีกเลย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ราคาที่ดินในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเริ่มมีราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า BTS เพราะคนใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้นต่อเนื่อง จำนวนผู้ใชบริการเติบโตขึ้นทุกปีจากจำนวนคนใช้บริการเพียง 150,000 – 160,000 คนต่อวันในช่วงปีแรกๆ ที่เปิดให้บริการ และขยายสถานีรวมไปถึงเส้นทางมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งราคาที่ดินที่ปรับเพิ่มนั้นเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาที่ดิน เพราะมีเพียงโครงการคอนโดมิเนียมเท่านั้นที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาบนที่ดินที่มีราคาสูง และราคาที่ดินเป็นเสมือนปัจจัยควบคุมการขยายตัวของอาคารสำนักงานในพื้นที่ CBD เพราะอาคารสำนกังานสร้างผลตอบแทนที่มึคุ้มค่าในการลงทุนเมื่อเทียบกับการพัฒนาที่ดินเป็นโครงการคอนโดมิเนียม อีกทั้งอาคารสำนักงานยังต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะคืนทุน ในขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมรอไม่เกิน 3 ปีก็ได้ทั้งเงินและกำไรกลับคืนมาหมดแล้ว (ถ้าขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้หมด)

ตอนต่อไปมาดูว่าอาคารสำนักงานในพื้นที่ CBD ยังขยายตัวไปได้อีกมั้ย และมีพื้นที่ใดที่มีอาคารสำนักงานเพิ่มมากขึ้นครับ

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง