ORIขยายไลน์ธุรกิจ AMC ประกาศเปิด 20 โครงการใหม่ มูลค่า 2 หมื่นล้าน

ออริจิ้นฯรุกขยายไลน์ธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ หวังเข้าประมูลหนี้ที่มีหลักประกัน จากสถาบันการเงิน เน้นที่ปรับโครงสร้างให้ลูกหนี้-หาช่องทางในการช่วยหารายได้ ด้านธุรกิจที่อยู่อาศัยประกาศเปิดตัวใหม่ 20 โครงการ มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท ตั้งเป้ากวาดยอดขายรวมปีนี้แตะ 29,000 ล้านบาท รับรู้รายได้รวม 14,000 ล้านบาท เติบโต 26%
นายพีระพงศ์ จรูญเอก
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI  เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯปี 2564 ว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการนำวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามา  แต่ทั้งนี้ต้องเฝ้าระวังเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งเป็นความท้าทายของบริษัทในเรื่องของการบริหารจัดการช่วยเหลือและให้คำปรึกษาในการยื่นขอสินเชื่อให้ผ่าน ทำให้ลูกค้าสามารถโอนโครงการได้ แต่ในส่วนของบริษัทฯเองก็จะรุกในธุรกิจใหม่ๆใน 3 กลุ่มหลัก โดยใช้งบลงทุนไว้ที่ 2,000 ล้านบาท จากงบลงทุนรวมทั้งปี 10,000 ล้านบาท ได้แก่

1.ธุรกิจเฮลท์แคร์ โดยบริษัทได้ตั้งบริษัทร่วมทุน คือ บริษัท ออริจิ้น เฮลท์แคร์ จํากัด ซึ่งร่วมทุนกับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ที่จะเข้ามาร่วมดำเนินธุรกิจทั้งศูนย์ความงาม และศูนย์สุขภาพ โดยที่ศูนย์ความงามบริษัทจะเปิดตัวภายในปีนี้ คือ Cheva+ สาขาเมอคิวรี่ พื้นที่ 200 ตารางเมตร และวางแผนจะเปิดให้ครบ 10 สาขา ภายในปี 2566  และอยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์สุขภาพ 2 แห่ง คือที่แบริ่ง เตรียมเปิดตัวในปี 2565 และรามอินทรา เตรียมเปิดตัวในปี 2566

2.ธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ (AMC) ด้วยการจัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ พรอมมิเนนท์ จํากัด ขึ้นมา และได้ยื่นขออนุญาตปนะกอบธุรกิจดังกล่าวกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในช่วงไตรมาส 3/2564 โดยที่บริษัทจะเข้าประมูลหนี้ที่มีหลักประกัน (Secure loan) จากสถาบันการเงินต่างๆที่เปิดประมูลออกมา โดยรูปแบบการดำเนินธุรกิจ AMC ของบริษัทจะเน้นที่ปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ และหาช่องทางในการช่วยหารายได้ให้กับลูกหนี้ที่เป็นหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อนำเงินมาชำระคืนหนี้ได้ เช่น การหาผู้เช่าให้ หรือการหาคนมาซื้อต่อ เป็นต้น โดยระหว่างที่รอใบอนุญาต บริษัทได้มีความร่วมมือกับพันธมิตรที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับ AMC และสถาบันการเงิน ในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ของลูกหนี้และการรีโนเวททรัพย์ของพันธมิตร โดยที่บริษัทเตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจดังกล่าวในเร็วๆนี้  รวมทั้งประมูลหนี้เข้ามาบริหารในพอร์ตมูลค่า 800-1,000 ล้านบาท โดยใช้เงินลงทุน 400-500 ล้านบาท

“ตอนนี้ อยู่ระหว่างยื่นขอ License ในการดำเนินธุรกิจกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าไปซื้อหนี้และทรัพย์สินรอการขายมาบริหาร โดยในระยะแรกก่อนได้ใบอนุญาตเราจะเข้าไปช่วยบริหารหนี้ และเมื่อได้ License  ก็จะเข้าไปซื้อพอร์ตมา คาดว่าภายในไตรมาส 3/2564  จะเข้าไปประมูล 400-500 ล้านบาท หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของราคาตลาด โดยพอร์ตหนี้ที่เข้าไปจะเป็นประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัย ประเภทคอนโดฯ บ้าน เช่น หากเราเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ หาผู้เช่า หรือช่วยขายห้องชุดได้ ก็จะเบ่งเบาภาระลูกหนี้ได้” นายพีระพงศ์ กล่าว

3.กลุ่มธุรกิจศูนย์โลจิสติกส์ ดำเนินกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์

ด้านธุรกิจโรงแรมแม้ว่าจะเผชิญกับผลกระทบของโควิด-19 แต่บริษัทยังเชื่อว่าธุรกิจโรงแรมจะค่อยๆกลับมาฟื้นตัวขึ้นหลังจากโควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งหลังจากที่บริษัทเปิดโรงแรมใหม่ไปเมื่อปีก่อนที่ทองหล่อและศรีราชา ซึ่งมีอัตราการเข้าพักใระดับที่ดีที่ 50% และยังมีโรงแรมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในทำเลที่ดีอีก 3 โรงแรม จำนวน 1,000 ห้อง ได้แก่ ทองหล่อ ,สุขุมวิท 24 และพญาไท ซึ่งหากพัฒนาโรงแรมครบถ้วนแล้วบริษัทจะขึ้นเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมารัพย์ที่มีจำนวนห้องโรงแรมสูงถึง 3,000 ห้อง และติด Top5 ของผู้ประกอบที่มีโรงแรมในประเทศที่มีจำนวนห้องมากที่สุด

สำหรับแผนการลงทุนในกลุ่มโครงการที่อยู่อาศัยนั้น ในปีนี้จะมีการเปิดตัวใหม่จำนวน 20 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบจำนวน  11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 10,400 ล้านบาท หรือสูงติดระดับท็อปของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กลุ่มแนวราบในปีนี้ ตอกย้ำความแข็งแกร่งที่เติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และการขยายตลาดในปีนี้ มุ่งเน้นการเติบโตในทำเลใหม่ๆ โดยเฉพาะในฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯที่ยังมีดีมานด์สูง เพื่อเป็นรากฐานสู่การเปิดโครงการสะสมจนครอบคลุม 10 จังหวัดในปี 2565 ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ เพื่อแสดงตัวตนและสื่อถึงความเป็นผู้ประกอบการที่มีการปรับตัวให้ทันสมัยต่อสถานการณ์ในยุคนี้

และแนวสูง 9 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 9,600 ล้านบาท เกาะแนวรถไฟฟ้าและโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) โดยมีแบรนด์ใหม่ถึง 4 แบรนด์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ได้แก่

1.ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play) เจาะตลาดกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำสตาร์ทอัพของตัวเอง โดยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะกับคนกลุ่มดังกล่าว

2.บริกซ์ตัน (Brixton) แบรนด์ราคาเข้าถึงง่าย สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Affordable Niche) คอนเซ็ปต์แต่ละโครงการ อาจเจาะลูกค้าแตกต่างกันไป เช่น เจาะกลุ่มนักศึกษา-คนทำงานใกล้มหาวิทยาลัย (Campus) เจาะกลุ่มคนรักสัตว์ (Pet Lover)

3.แฮมป์ตัน (Hampton) แบรนด์คอนโดเจาะตลาดนักลงทุนโดยเฉพาะ โดยมีสิทธิพิเศษและการันตีผลตอบแทนแก่ผู้ซื้อ นำร่องในศรีราชาและระยอง

4.ออริจินอล (Original) คอนโดสำหรับเจาะตลาดผู้สูงอายุ (Silver Age)

“11 ปีของออริจิ้น เราพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมสะสมถึงกว่า 110,000 ล้านบาท โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพราะเราคิดเร็ว ปรับตัวเร็ว และพัฒนาสินค้าและบริการคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคในยุคใหม่ได้ดีอยู่เสมอ เมื่อ 4 แบรนด์ใหม่นี้ ประกอบกับแบรนด์ดั้งเดิมทั้งดิ ออริจิ้น ไนท์บริดจ์ โซโห แบงค็อก และพาร์ค ออริจิ้น จะช่วยให้เราขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากขึ้น” นายพีระพงศ์ กล่าว

โดยที่ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมที่ 29,000 ล้านบาท และรับรู้รายได้รวมที่ 14,000 ล้านบาท เติบโต 26% จะมีการรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ราว 12,800  ล้านบาท จาก Backlog ทั้งหมดที่มี 35,800 ล้านบาท

 

 

 

 

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง