เอกชนเชื่อแก้กฎหมายต่างชาติถือครองที่ดิน-ห้องชุด ส่อเค้า “แท้ง”

หลังจากที่ไวรัสโคโรนา โควิด-19 ได้แพร่กระจายตั้งแต่ปี 2563 และลากยาวมาจนถึงปี 2564 ส่งผลให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมชะลอตัว เป็นอย่างมาก และโครงการไหนที่พึ่งพิงลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก ก็จะได้รับผลกระทบในหลายประการ เพราะชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ และขณะนี้มีกระแสข่าวลือออกมาว่า ขณะนี้ภาครัฐอยู่ในระหว่างดำเนินการเรื่องแก้กฎหมายเพื่อดึงดูดให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้สะดวกและจูงใจมากขึ้น ด้วยการแก้ไขกฎหมายต่างๆ รวมทั้งปลดล็อกให้ชาวต่างชาติซื้อบ้านแนวราบได้  นอกจากนี้จะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม 2542 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จากเดิมที่กำหนดให้นักลงทุนต่างชาติทำสัญญาเช่าได้สูงสุด 30 ปี จะมีการขยายเพิ่มเป็น 50 ปี+40 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติในกรณีที่ต้องการเข้ามาอยู่ระยะยาวอีกด้วย
สำหรับพ.ร.บ.อาคารชุดแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551   ที่กำหนดให้ต่างชาติสามารถซื้อและถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดในประเทศไทยได้สูงสุด 49% ของพื้นที่ขายของโครงการนั้น ๆ และอีก 51% เป็นสิทธิของคนไทยถือครอง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ได้เคยยื่นขอเสนอผ่านสมาคมต่างๆไปยังหลายรัฐบาลในการให้แก้กฎหมายการถือครองห้องชุดของชาวต่างชาติมากกว่า 49% แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ ไม่มีรัฐบาลไหนเปิดไฟเขียว

 

ซึ่งการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ มีข่าวลือหนาหูว่า รัฐบาลจะขยายเพดานให้ต่างชาติเข้าถือครองกรรมสิทธิ์ได้มากขึ้น โดยอาจถึง 70-80% แต่มีการกำหนดเงื่อนไขว่า สัดส่วนชาวต่างชาติที่ถือครองกรรมสิทธิ์ส่วนที่เกิน 49% ขึ้นไปจะไม่มีสิทธิในการออกเสียง  ในการประชุมนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาครอบครองและกำหนดระเบียบที่จำกัดสิทธิของคนไทย ซึ่งขณะนี้ภาครัฐอยู่ในระหว่างการหารือ เพื่อสรุปตัวเลขที่ชัดเจน
นายอธิป พีชานนท์
แก้กฎหมายต้องไม่เกิดผลกระทบประเทศ
นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวหากเป็นการกระตุ้นให้คนต่างชาติเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทย ก็จะเป็นการช่วยดึงเงินและนำมาหมุนเวียนในระบบภายในประเทศ ซึ่งการลงทุนของชาวต่างชาติจะมองระยะยาว เพราะประเทศไทยน่าลงทุนและน่าอยู่อาศัย ทั้งนี้ต้องดูหลายปัจจัยประกอบ ปัจจุบันพ.ร.บ.อาคารชุด มาตรการ 19 ระบุว่า คนต่างชาติที่ซื้ออสังหาฯไทย จะต้องแสดงหลักฐานการนำเงินต่างประเทศและเปลี่ยนเป็นเงินบาทผ่านธนาคารพาณิชย์ของไทย แต่ในบางประเทศก็มีข้อจำกัด เช่น จีน มีการจำกัดวงเงิน ห้ามนำเออกนอกประเทศเกิน 1.5 ล้านบาท/ปี ( ประมาณ 3 แสนหยวน) ซึ่งการบังคับให้แสดงหลักฐานการโอนเงินนั้นสร้างปัญหาให้คนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทย หากสามารถคลายล็อกได้ ก็จะช่วยได้เป็นอย่างมาก เพราะมองว่าไม่ควรจำกัดรูปแบบการนำเงินเข้ามาซื้ออสังหาฯของชาวต่างชาติ และหากคิดว่าจะเป็นการนำเงินมาฟอกเป็นสินทรัพย์นั้น ตนมองว่า ไม่ใช่อย่างแน่นอน  

สำหรับการเพิ่มสัดส่วนการซื้อและถือครองกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติให้ได้เกิน 49%  นั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่า สัดส่วนที่เกินจาก 49% จะไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงใดๆในอาคารชุด และไม่มีสิทธิ์รวมตัวกันเพื่อนำที่ดินที่ได้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น หากจะขายต่อต้องขายให้คนไทยเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคต หากทำเกินก็จะไปขัดแย้งกับกฎหมายกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ในอนาคต

ส่วนเรื่องการซื้อบ้านแนวราบของชาวต่างชาติ ซึ่งกฎหมายเดิมไม่ได้รองรับ ชาวต่างชาติไม่มีสิทธิ์ซื้อโดยตรง หากจะมีการการแก้ปัญหาโดยไม่ผ่านรัฐสภา ควรจะให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย ซึ่งต้องทำอะไรด้วยความรอบคอบ และต้องไม่สร้างปัญหาให้กับประเทศในอนาคต เชื่อว่าทุกอย่างสามารถทำให้เป็นจริงได้ เพียงแต่อย่าดำเนินการอย่างลุกลี้ลุกลนจนเกิดความเสียหาย

ผมว่าควรไปเน้นในเรื่องการแก้ไขพ.ร.บ.การเช่าอสังหาฯเพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม 2542 ที่เดิมกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติทำสัญญาเช่าได้สูงสุด  30 ปี ก็ควรที่จะขยายเพิ่มเป็น 90 ปี เพราะมองว่าชาวต่างชาติต้องการใช้ประโยชน์ในระยะยาวมากกว่าการถือครองกรรมสิทธิ์ถาวรอยู่แล้ว และที่ผ่านมา 3 สมาคมอสังหาฯได้เคยยื่นข้อเสนอ 5 เรื่องหลักกับรัฐบาลไปเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา แต่เรื่องก็เงียบหายไป ซึ่งถือว่าภาครัฐใช้ระยะเวลานานเกินไป หากใช้ระยะเวลาหลายเดือนก็จะไม่ทันการณ์ แต่หากรีบเกินไปก็ไม่คุ้มค่าและมีช่องโหว่ ทุกอย่างต้องคำนึงถึงผลกระทบในประเทศด้วย” นายอธิป กล่าวในที่สุด

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์

หวั่นข่าวลือกระทบภาคอสังหาฯ

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนกฎหมายถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดนั้นได้ยินมานานแล้วว่าจะมีการแก้ไข  แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และข่าวลือล่าสุดมีเพิ่มเติมว่าจะมีการแก้ไขให้ต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ได้ 70-80%  แต่กำหนดเงื่อนไขว่า สัดส่วนชาวต่างชาติที่ถือครองกรรมสิทธิ์ส่วนที่เกิน 49% ขึ้นไป จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงในการประชุมนิติบุคคลอาคารชุด  ซึ่งตนมองว่าคงเป็นไปได้ยาก เพราะชาวต่างชาติที่ซื้ออาคารชุด ก็มีความต้องการใช้สิทธิของตนในการออกเสียง และหากบังคับใช้เช่นนั้นก็อาจจะมีชาวต่างชาติซื้อน้อย หรืออาจจะไม่ซื้อเลย  และหากจะแก้กฎหมาย ทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการพิจารณาขั้นตอน จนถึงรัฐสภา ซึ่งเชื่อว่าไม่ผ่านโดยง่ายแน่นอน และผลของข่าวดังกล่าวจะเป็นการทำลายอุตสาหกรรมอสังหาฯ

“ส่วนการถือครองที่อยู่อาศัยแนวราบนั้น ตราบใดที่กฎหมายยังไม่เข้ารัฐสภา ก็ยังไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทางสมาคมฯก็ได้เสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว มั่นใจว่าจะยังไม่เกิดในรัฐบาลนี้อย่างแน่นอน หากจะออกเป็นพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน หรือมีปัญหาถึงขั้นกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง”นายพรนริศ กล่าวในที่สุด

นายอิสระ บุญยัง

แนะกำหนดเป็นกฎหมายเฉพาะกิจ มีกรอบเวลาชัดเจน

นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขกฎหมายให้ชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดเกินกว่า 49% นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 รัฐบาลในสมัยนั้นได้เคยมีการออกกฎหมายเฉพาะ เรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.อาคารชุด เพิ่มเติม ปี 2542 ( ประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2542) เพื่อแก้วิกฤตการณ์ รวมทั้งหมด 11 ฉบับ(มีอายุเพียง 5 ปี)  และ 1 ในจำนวนนั้น ก็เป็น 2 เรื่องที่เกี่ยวกับภาคอสังหาฯ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีอาคารชุดใดเลยมีชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์เกิน 49%

และอีกเรื่องคือการแก้ไข พ.ร.บ.การเช่าอสังหาฯเพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม ปี 2542ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ทั้งคนไทยและต่างชาติเช่าระยะยาวได้ 30 ปี ก็ผ่อนปรนให้เช่าได้ไม่เกิน 50 ปี และต่อได้อีกไม่เกิน 50 ปี แต่จนปัจจุบันพบว่ามีผู้เช่าตามกฎหมายดังกล่าวเพียงไม่เกิน 10 รายเท่านั้น  เพราะกฎหมายดังกล่าวมีความยุ่งยากและซับซ้อน ขณะเดียวกันก็ยังมีกฎหมายเปิดช่องว่างให้สามารถซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมได้ โดยไม่ต้องเช่า ดังนั้นกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ประสบความสำเร็จจวบกระทั่งปัจจุบัน

“หากจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.อาคารชุด ก็ทำได้ แต่ควรที่จะอยู่ในกรอบของกฎหมาย  ในความคิดเห็นของผมมองว่า   อาจจะมีการระบุโซนพื้นที่อย่างชัดเจน” นายอิสระ กล่าว

นายอิสระ กล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องซื้อบ้านจัดสรรของชาวต่างชาติ ว่า กฎหมายโดยทั่วไป ต่างชาติไม่มีสิทธิถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ที่ผ่านมาต่างชาติบางรายอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย ซื้อในนามบริษัท หรือใช้นอมินี ในพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มาก เช่น ภูเก็ต สมุย พัทยา หัวหินฯลฯ แต่ถ้าจะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายควรจะเป็นการเช่าระยะยาว 30 ปี ซึ่งรัฐบาลสามารถแก้กฎหมายให้ซื้อบ้านจัดสรรได้ แต่ต้องกำหนดกรอบระยะเวลาเช่นเดียวกับปี 2542 เช่นกัน และต้องจำกัดเรื่องที่ดิน เพื่อไม่ให้ถือครองที่ดินโดยเกษตรกรรมในทางอ้อม  หากรัฐบาลมีความจริงจังก็สามารถดำเนินการแก้ไขได้

หากเกรงว่า กฎหมายที่จะแก้ไขนี้จะเป็นหมัน หรือแท้ง ก็ใช้วิธีฝากอุ้มบุญก็อาจจะทำได้ โดยรัฐบาลก็ต้องมีการชี้แจงกับประชาชนถึงเหตุผลในการดำเนินการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว เพราะในหลายๆประเทศก็มีกฎหมายให้ต่างชาติเช่าระยะยาว แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในกรอบที่กำหนดเช่นกัน” นายอิสระ กล่าวในที่สุด

คงต้องจับตาดูว่า การแก้ไขกฎหมายต่างๆจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้หรือไม่  ฤาจะเป็นเพียงแค่ “ข่าวลวง” หรือ “ขายฝัน”

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง