ศูนย์ข้อมูลฯหนุนต่างชาติซื้อบ้านกระตุ้นอสังหาฯ


หลังจากเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงแนวนโยบายการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สอง เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาซื้อหรือเช่าอสังหาฯระยะยาวในประเทศไทยให้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเกษียณอายุ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังในการใช้จ่ายเงินสูงจากเงินบำนาญ เงินเก็บออม และประกันสุขภาพจากรัฐสวัสดิการ

โดยรัฐบาลมีแนวคิดที่แก้กฎหมาย กฎเกณฑ์ และระเบียบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้คนต่างชาติมาซื้อหรือเช่าระยะยาว ผ่านแนวทางเชิงนโยบาย 3 เรื่องหลัก คือ การขยายเพดานสัดส่วนกรรมสิทธิ์ซื้อห้องชุดเป็น 70-80% จากปัจจุบัน 49% และปลดล็อกชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อบ้านพร้อมที่ดินระดับราคา 10-15 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมกับขยายเวลาสัญญาเช่าเพิ่มเป็น 50 ปี และต่อได้อีก 40 ปีให้นักลงทุนต่างชาติจากเดิมสูงสุด 30 ปี

ทั้งนี้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีฐานข้อมูลที่อยู่อาศัยมากที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุดในปัจจุบัน ได้นำเสนอข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติในเมืองไทย เพื่อสะท้อนให้เห็นภาวะของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของคนต่างชาติ (Freehold) และข้อมูลการเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวของคนต่างชาติ (Leasehold)

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยเผยถึงภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั้งประเทศในช่วงปี 2561 – 2563 ว่า มียอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด 3 ปีสะสมรวมประมาณ 34,651 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 145,577 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 11,550 ยูนิต มูลค่า 48,526 ล้านบาท โดย 5 จังหวัดที่คนต่างชาติรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดสูงสุด คือ ชลบุรี 30.3% รองลงมาคือ เชียงใหม่ 18.5%, ภูเก็ต 17%, กรุงเทพฯ 7.8% และสมุทรปราการ 6.3%

ทั้งนี้หากมองสัดส่วนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติในด้านราคาห้องชุด พบว่าคนต่างชาติส่วนใหญ่ 77.6% ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่มีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพียงแค่ 7.7% ของจำนวนห้องชุดที่รับโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ

ขณะที่ห้องชุดราคาเกิน 5 ล้านบาท มีสัดส่วนการซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์รวมกันแค่ 22.4% แต่มีสัดส่วนจำนวนยูนิตที่โอนกรรมสิทธิ์สูงถึง 20 %

โควต้าต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุด 49%ยังไม่ล้น
สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาชาวต่างชาติมีความสนใจที่จะซื้อห้องชุดในบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมืองศูนย์กลางทางภูมิภาค เมืองขนาดใหญ่ และเมืองท่องเที่ยว ขณะที่อัตราส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติยังต่ำกว่า 49% ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ยกเว้นบางพื้นที่มีความต้องการของคนต่างชาติสูงเกินโควตา ทำให้อัตราส่วนในกรรมสิทธิ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไม่เพียงพอ

ส่วนระดับราคาห้องชุดที่คนต่างชาติสนใจซื้อจะอยู่ระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของคนไทยส่วนใหญ่ แต่ด้วยระดับราคาห้องชุดในกลุ่มนี้มีอุปทานในตลาดมาก จึงทำให้มีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติมีไม่ถึง 10% ขณะที่ระดับราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท มีสัดส่วนประมาณ 20%

“การขยายสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้กับคนต่างชาติให้สามารถมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ได้มากกว่า 49% อาจจะมีความจำเป็นในบางพื้นที่เท่านั้น และระดับราคาห้องชุดที่ควรส่งเสริมให้เพิ่มสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ให้สูงขึ้นสำหรับคนต่างชาติควรเป็นห้องชุดระดับราคามากกว่า 5 ล้านบาท เพื่อป้องกันไม่ให้ห้องชุดระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทถูกซื้อไปโดยคนต่างชาติมากเกินควร”

นอกจากนี้ควรคำนึงถึงการใช้ชีวิตของคนไทยที่อยู่อาศัยในอาคารชุดให้สอดคล้องตามบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของไทย โดยผ่านการกำหนดสิทธิในการโหวต (Voting Right) ในนิติบุคคลอาคารชุดของเจ้าของร่วม โดยให้ชาวต่างชาติมีน้อยกว่าของเจ้าของร่วมที่เป็นคนไทย

สำหรับแนวคิดในการเปิดโควต้าให้คนต่างชาติซื้อและมีกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินได้ ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏข้อมูลที่ชัดเจน เนื่องจากกฎหมายยังคงจำกัดสิทธิของคนต่างชาติในการถือครองกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินอย่างมาก ขณะเดียวกันยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าคนต่างชาติบางรายมีการใช้ตัวแทน (Nominee) ในการถือครองกรรมสิทธิ์แทน หรืออาจถือในนามนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นอยู่

ดังนั้นหากประเทศไทยมีแผนจะเปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้ามามีกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดิน คาดว่าน่าจะมีคนต่างชาติที่ต้องการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพอสมควร เนื่องจากราคาบ้านและที่ดินในเมืองไทยยังคงมีราคาต่ำกว่าในหลายประเทศมาก และบางประเทศกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของรัฐ

โดยที่ภาครัฐอาจต้องกำหนดให้คนต่างชาติที่จะเข้ามาซื้อและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินได้เฉพาะราคาที่สูงกว่า 15 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากในปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ประมาณ 90% ซื้อบ้านจัดสรรในระดับราคาไม่เกิน 15 ล้านบาท

รวมทั้งควรการกำหนดสิทธิในการโหวต (Voting Right) ของคนต่างชาติในนิติบุคคลบ้านจัดสรรให้มีได้ไม่เกิน 49% เพื่อให้เจ้าของร่วมที่เป็นคนไทยสามารถมีสิทธิในการกำหนดกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในชุมชนอาคารชุดให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมตามบริบทของสังคมไทย

ตลาดเช่าอสังหาฯระยะยาวVolume ยังน้อย
ส่วนแนวคิดในการขยายระยะเวลาสัญญาเช่าให้นักลงทุนต่างชาติ จากเดิมสูงสุด 30 ปี จะขยายเพิ่มเป็น 50 ปี และต่อได้อีก 40 ปีนั้น ดร.วิชัยกล่าวว่า ที่ผ่านมามีคนต่างชาติที่ให้ความสนใจจำนวนไม่มากนัก ประเมินได้จากข้อมูลของชาวต่างชาติที่มีการทำสัญญาเช่าระยะยาวในระหว่างปี 2561 – 2563 สะสมรวมทั้งหมด 1,483 ยูนิตเท่านั้น คิดเป็นมูลค่า 5,390 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 494 ยูนิต มูลค่า 1,797 ล้านบาท ซึ่งถือว่าตลาดการเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวในช่วงที่ผ่านมามีขนาดเล็กมาก

โดยแบ่งเป็นคอนโดมิเนียมจำนวน 1,280 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 4,503 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 427 ยูนิต มูลค่า 1,501 ล้านบาท และบ้านและที่ดิน 203 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 888 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 68 ยูนิต มูลค่า 296 ล้านบาท ส่วนใหญ่ประมาณ 93.4% อยู่ในเมืองท่องเที่ยว คือ ภูเก็ต 78.8% ชลบุรี 10.3% และเชียงใหม่ 6.3%

สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดการเช่าระยะยาวปัจจุบันยังมีขนาดเล็กมาก เนื่องจากสัญญาเช่า 30 ปี และสามารถต่อครั้งละ 30 ปี อาจยังไม่จูงใจให้คนต่างชาติเข้ามาเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวในประเทศไทย ดังนั้นหากขยายเวลาเช่าเป็น 50 ปี และต่อได้อีก 40 ปี ก็น่าจะสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจของต่างชาติมากขึ้น รวมทั้งการทำสัญญาเช่า 2 ครั้งแทนที่จะเป็น 3 ครั้งสามารถลดความเสี่ยงไปได้ 1 ใน 3

ดร.วิชัยกล่าวเสริมอีกว่า หากนโยบายเหล่านี้สามารถทำได้จริง ก็จะเป็นผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างมาก เพราะเป็นนโยบายที่สามารถสร้างดีมานด์ใหม่ๆ จากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเพียง 10% ของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยทั้งหมด

อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายเหล่านี้จะต้องชัดเจนในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะแก้ไขด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งมาตรการเพิ่มอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้กับคนต่างชาติ การอนุญาตให้คนต่างชาติสามารถมีกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดิน หรือการขยายเวลาเช่าระยะยาวออกเป็น 50 ปี และต่อ 40 ปี ที่อาจจะต้องพิจารณากำหนดให้มีการขยายสิทธิ์ครอบครองที่อยู่อาศัยให้แก่คนต่างชาติในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ศูนย์กลางธุรกิจและพาณิชยกรรม เช่น กรุงเทพฯ,EEC,เชียงใหม่ และภูเก็ต เป็นต้น และการซื้ออยู่อาศัยในระดับราคาเกิน 15 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับราคาที่มีกระทบน้อยมากต่อผู้ซื้อคนไทย

 

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง