โควิด-19รอบ 3 แรงผลักดันเกิดจุดเปลี่ยนอสังหาฯ ไทย

เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตทฯเผยวิกฤติโควิด-19 เป็นแรงผลักดันเกิด 6 จุดเปลี่ยนตลาดอสังหาฯไทย บ้านราคาถูกหดตัว เหตุผู้มีรายได้ต่ำมีโอกาสซื้อบ้านน้อยลง ผลสำรวจพบตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 1/64 หดตัว 49% เทียบไตรมาส 1/63 ระบุพื้นที่พัฒนาขายจะเหลือเพียงกทม.-EEC ด้านธุรกิจรร.อ่วม เปลี่ยนมือเป็นของกลุ่มทุนจีนช้อปราคาถูก แนะรัฐตั้ง “ปรส. 2564” ซื้อทรัพย์ในราคาที่เป็นธรรม ขณะที่ความต้องการที่อยู่สำหรับผู้สูงวัยมีมากขึ้น
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือ AREA เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบภาวะการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบ3 และโรคนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ของไทยในอนาคต จะมีนิวนอร์มอลของนิวนอร์มอลในวงการนี้อยู่ต่อไปอีกหลายตลบ ซึ่งที่ผ่านมาโควิด-19 คร่าชีวิตของคนไทยไปน้อยมากเพียง 148 ราย เมื่อปี 2563 มีผู้เสียชีวิต 1 คนในทุกๆ 100 คนที่ติดเชื้อคือ 0.89% แต่ในปี 2564 แม้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 7 เท่า แต่มีผู้เสียชีวิตเพียงแค่ 0.17% เท่านั้น ในรอบนี้มีผู้ติดเชื้อมาก แต่ตายน้อยลงมาก และเกือบทั้งหมดก็รักษาหาย ยกเว้นผู้ที่มีโรคประจำตัว เป็นผู้สูงวัย เป็นต้น อย่างไรก็ตามโดยที่เป็นโรคอุบัติใหม่ จึงทำให้เกิดความกลัวกันมาก ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เกิด 6 จุดเปลี่ยนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย

จุดเปลี่ยน 1: สินค้าบ้านถูก หมดสิทธิ์เกิด

จากการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์สฯ พบว่า ในการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยไตรมาสที่ 1/2564 สินค้าที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพียง 1,630 หน่วย ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นห้องชุดพักอาศัย อาจกล่าวได้ว่าสินค้าราคาถูก แบบนี้มีสัดส่วนเพียง 17% ของตลาดที่อยู่อาศัยทั้งหมด หากมองในด้านมูลค่า คิดเป็นเม็ดเงิน 4,808 ล้านบาท หรือเป็นเพียง 7% ของมูลค่าที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่เปิดตัวในไตรมาสแรกนี้

ในทางตรงกันข้าม สินค้าที่อยู่อาศัยที่มีราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป แม้มีจำนวน 1,310 หน่วย ซึ่งน้อยกว่าที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเล็กน้อยก็จริง แต่มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 32,454 ล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่ง (47%) ของมูลค่าการเปิดตัวทั้งหมด นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่บ้านราคาถูกลดน้อยลง แต่บ้านราคาแพงๆ กลับยังเติบโตได้ ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลาง มีโอกาสซื้อบ้านได้น้อยลงมาก เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุด ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้ค่อนข้างสูงขึ้นไปยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จึงมีอุปทานมารองรับมาก

อย่างไรก็ตามจุดที่ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งก็คือ ที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดยังครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 52% ของจำนวนหน่วยทั้งหมดที่เปิดขายในไตรมาสแรกนี้ ข้อวิตกกังวลว่าโควิด-19 จะทำให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดติดเชื้อเพิ่มขึ้นจึงไม่เป็นความจริง แม้ในนครนิวยอร์กที่มีการติดเชื้อมาก ต่างคนต่างก็อยู่ในห้องชุดของตนเอง โควิด-19 ไม่ได้แพร่เชื้อง่ายเหมือนโรคไข้หวัดนก หรือซาร์ส ซึ่งติดเชื้อง่ายกว่าผ่านระบบประปา แต่ในปี 2563 โครงการอาคารชุดเกิดน้อยลงมาก เหลือเพียงราว 1 ใน 3 ของอุปทานทั้งหมด แต่ทั้งนี้เพราะภาวะล้นตลาดที่มีมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้เกี่ยวกับโควิด-19 แต่อย่างใด

สำหรับกลยุทธ์ที่มักใช้ในอดีต คือ พัฒนาสินค้าราคาถูก จึงใช้แทบไม่ได้ เพราะความสามารถในการซื้อ (Affordability) ลดลงอย่างชัดเจนตามภาวะเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามหากทำสินค้าราคาถูกจริงๆ ก็ยังสามารถขายได้ เพราะผู้ที่มีรายได้สูงจะมาซื้อไว้เก็งกำไร ขายต่อให้ผู้มีรายได้น้อยในอนาคตอันใกล้ต่อไป อย่างไรก็ตามกลยุทธ์สำคัญก็คือการสร้างสินค้าราคาปานกลางค่อนข้างสูงหรือราคาสูง เพราะสินค้ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

จุดเปลี่ยน 2: บริษัท SMEs ใกล้สูญพันธุ์

ในการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงปี 2537-2540 บริษัทพัฒนาที่ดินมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทในเครือ มีสัดส่วนในตลาดเพียง 1ใน 3 เท่านั้น แต่ ณ ไตรมาสที่ 1/2564 บริษัทมหาชนและบริษัทในเครือมีสัดส่วนในตลาดสูงถึง 84% ในด้านมูลค่าการพัฒนาโดยรวม และ 71% ในด้านของจำนวนหน่วยขายที่เปิดตัว ทั้งนี้ในปี 2563 ทั้งปี ก็มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

อาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้บริษัทพัฒนาที่ดินประมาณ 10 บริษัทที่ใหญ่ที่สุด ครองส่วนแบ่งในตลาดถึงประมาณ 2 ใน 3 ของทั้งตลาด แม้ว่าจะไม่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่งสามารถเป็น “เจ้าตลาด” เช่นเดียวกับสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น “น้ำดำ” ที่มีอยู่เพียง 2 ยี่ห้อหลัก แต่มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลสนับสนุนอยู่ในเวลานี้ ก็เอื้อต่อบริษัทขนาดใหญ่เป็นสำคัญ เช่น การลดภาษีและค่าธรรมเนียมโอน (2% ของราคาซื้อขาย) และค่าจดจำนอง (1% ของค่าจดจำนอง) ก็เป็นการสนับสนุนรายใหญ่ที่ขายกันอยู่โดยตรง ทั้งที่ก่อนออกมาตรการนี้ บริษัทต่างๆ ต่างก็เป็นผู้ออกภาระภาษีเหล่านี้แก่ผู้ซื้อเองอยู่แล้ว ทั้งนี้jรัฐบาลควรส่งเสริมบริษัทพัฒนาที่ดิน SMEs มากกว่าบริษัทใหญ่ เพื่อให้ตลาดที่อยู่อาศัยมีการแข่งขันมีการแข่งขันสูงขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อบ้านและประเทศชาติโดยรวม

จุดเปลี่ยน 3: ตลาดหดตัวต่อเนื่อง 2562-2564

เมื่อเทียบระหว่างไตรมาสที่ 1/2564 เทียบกับ 1/2563 จะพบว่าตลาดที่อยู่อาศัยหดตัวลงอย่างชัดเจนโดยจำนวนหน่วยหายไปถึงเกือบครึ่งหนึ่ง (49%) จาก 18,591 หน่วยในไตรมาสที่ 1/2563 เหลือ 9,428 หน่วยในไตรมาสที่ 1/2564 อย่างไรก็ตามสินค้าในปี 2564 เน้นราคาสูง จึงทำให้มูลค่าลดลงเพียง 6% จาก 72,953 ล้านบาท เป็น 68,931 ล้านบาท และการนี้ส่งผลให้ราคาขายต่อหน่วยที่ 3.924 ล้านบาท ณ ไตรมาส 1/2563 เพิ่มขึ้นเป็น 7.311 ล้านบาท สินค้าราคาถูกหรือปานกลางจึงหดหายไปอย่างชัดเจน

ตามที่ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์สฯ สำรวจไว้ว่าในไตรมาสที่ 1/2564 มีหน่วยขายที่อยู่อาศัยเกิดเพิ่มขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 9,428 หน่วยนั้น หากคาดการณ์ทั้งปี 2564 คาดว่าจะมีหน่วยขายเปิดรวมกันประมาณ 60,151 หน่วย เมื่อเทียบกับการเปิดตัวในปี 2563 ที่ 73,043 หน่วยแล้ว ก็ถือได้ว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะหดตัวประมาณ 18% หรือราว 1ใน 5 ซึ่งนับว่าเป็นการหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.5% ในขณะที่ปี 2563 ลดลง 6% การนี้น่าจะทำให้การผลิตที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าคงเป็นการฟื้นตัวเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูง ไม่ใช่ทั่วทุกภาคส่วน จึงทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยอาจจะยังหดตัวต่อเนื่องจากปี 2563 อาจกล่าวได้ว่าอุปทานใหม่ของที่อยู่อาศัยในปี 2564 เท่ากับเพียงครึ่งเดียวกับที่เปิดตัวในปี 2562 ในการนี้บริษัทพัฒนาที่ดิน SMEs คงต้องหาทางถอยไว้ก่อนแล้ว เพราะอุปทานมีค่อนข้างน้อย

จุดเปลี่ยน 4: ประเทศไทยคือ กทม.และภาคตะวันออก

โอกาสการพัฒนาที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูมิภาคจะหดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วง 1- 2 ปีนี้ จะเห็นได้ว่าในจำนวนที่อยู่อาศัยที่เหลือมาขายจากปี 2563 มาขายในปี 2564 นั้นมีอยู่ 376,757 หน่วย ทั้งนี้ตามการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์สฯ แต่ในจำนวนนี้อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถึง 226,645 หน่วย หรือ 60% ของทั้งหมด ที่เหลืออีก 40% หรือ 150,112 หน่วยขายอยู่ในจังหวัดภูมิภาคทุกจังหวัดรวมกัน

จังหวัดภูมิภาคที่ว่านี้ กลุ่มใหญ่ที่สุดจำนวน 62,657 หน่วยอยู่ในจังหวัดชลบุรี ระยองและฉะเชิงเทรา หรืออาจกล่าวได้ว่า 42% ของอุปทานในปี 2564 อยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ที่เหลือเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย ถึงแม้จะมีเมืองอื่นอีกจำนวนหนึ่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ แต่ก็มีอุปทานเหลือมารอขายอยู่น้อยมากทั้งที่ประเทศไทยมีถึง 77 จังหวัด
การปรับตัวสำคัญของบริษัทพัฒนาที่ดินไทยก็คือการมุ่งเน้นการพัฒนาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมทั้งใน EEC เป็นสำคัญ ในภูมิภาคอื่นโอกาสพัฒนามีน้อยมาก ยิ่งเมื่อมีปัญหาการท่องเที่ยว แรงงานในภาคธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวก็หดตัวลง รายได้ก็ลดลง โอกาสการซื้อที่อยู่อาศัยก็ลดลงไปด้วย นี่คือภาพที่ชัดเจนที่กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองโตเดี่ยว (Primate City) และยิ่งเมื่อรวมกับEEC ก็จะกลายเป็นอภิมหานครขนาดยักษ์ (Megalopolis)

จุดเปลี่ยน 5: โรงแรมร่วงระนาว

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือธุรกิจโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่กลุ่มโรงแรมราคาประหยัด และโรงแรมขนาดกลาง ที่มีกำไรขั้นต้นต่ำและเน้นรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นกรุ๊ปทัวร์ รวมทั้งกลุ่มโรงแรมระดับบนที่มีมูลหนี้สูงโดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมที่เพิ่งเปิดใหม่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และก่อนเกิดโควิด-19 ก็มีปัญหาโรงแรมไทยล้นตลาดอยู่แล้ว การที่โรงแรมจะกลับมาฟื้นคืนได้ในปี 2565 หรือฟื้นตัวเต็มที่ในปี 2566 คงทำให้โรงแรม “เจ๊ง” กันระเนระนาด ซึ่งมูลค่าโรงแรมจะลดลงไปเท่าไหร่ ได้มีการทดลองคำนวณให้ชัดเจน อาทิ

1.สมมติโรงแรมแห่งหนึ่งมีราคาตลาดก่อนเกิดโควิด-19 ณ ปี 2562 เป็นเงิน 1,000 ล้านบาท

2.ในกรณีที่ขาดรายได้ไป 3 ปี (2563-2565) และจะสามารถเปิดบริการและรับรู้รายได้ได้ตามปกติในปี 2566 มูลค่าก็ควรลดไปเหลือ 816.3 ล้านบาท หรือ 81.63 หรือคร่าวๆ = 1 / (1+7%)^3ปี โดยนัยนี้ราคาโรงแรมจึงไม่ควรลดไปเกินกว่า 20% เท่านั้น ทั้งนี้ใช้อัตราผลตอบแทนที่ 7%

3.อย่างไรก็ตามสำหรับโรงแรมที่ยังติดหนี้สถาบันการเงิน เช่น โรงแรมมูลค่า 1,000 ล้านบาท หากเป็นเงินกู้ยืม 800 ล้านบาท หากตั้งแต่เริ่มเปิดก็พบกับวิกฤติโควิด-19 จนขายรายได้ไป 3 ปีเต็มๆ ไม่สามารถจ่ายเงินคืนแก่สถาบันการเงิน โดยสมมติ ณ อัตราดอกเบี้ย 10% สำหรับธุรกิจ หนี้ก็จะพอกไปเป็นเงิน 1,064.8 ล้านบาท หรือ = (1+10%)^3ปี ทำให้มูลหนี้เพิ่มขึ้น 264.8 ล้านบาท

4.เงินที่ต้องใช้หนี้ให้กับสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 264.8 ล้านบาท (ข้อ 3) เมื่อนำมาลบกับมูลค่าที่หดหายไปเพราะขาดรายได้ 3 ปี ที่ 816.3 ล้านบาท ก็จะทำให้มูลค่าซื้อขายของโรงแรมที่มีหนี้เหลือเพียง 551.5 ล้านบาท หรือ 55.2% ของมูลค่า ในกรณีนี้ความสามารถในการต่อรองของเจ้าของโรงแรมก็จะลดน้อยลง

ดังนั้นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับโรงแรมไทยก็คือ การเปลี่ยนเจ้าของจากนายทุนไทย เป็นนายทุนต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะนายทุนจากประเทศจีน ที่คงมากวาดซื้อโรงแรมในไทยเป็นอันมาก เพราะขณะนี้ราคากำลังถูก แรงต่อรองของเจ้าของโรงแรมมีน้อยทางออกสำหรับโรงแรมที่รัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือได้ก็คือ รัฐควรตั้ง “ปรส. 2564” ขึ้นมาเพื่อซื้อทรัพย์สินประเภทโรงแรมในราคาที่เป็นธรรม ช่วยเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อ Hair Cut หนี้ที่จะเกิดขึ้นตามสัญญา ออกพันธบัตรเพื่อตั้งกองทุนขึ้นมาซื้อโรงแรม หรือให้หยุดหนี้ระยะหนึ่ง เช่น 3 ปี แทนที่จะต้องขายให้กับต่างชาติในราคา 40-50% ของมูลค่าจริง เพื่อช่วยให้เหล่านี้สามารถฟื้นคืนมาได้อีกครั้งหนึ่งหลังโควิด-19 ในการนี้เชื่อว่าจะมีคนไทยร่วมกันซื้อพันธบัตรเพื่อร่วมลงทุนพยุงโรงแรมให้สามารถอยู่ต่อไปได้

จุดเปลี่ยน 6: บ้านพักผู้สูงวัย

แม้โควิด-19 จะคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย แต่กลุ่มเป้าหมายสำคัญกลายเป็นผู้สูงวัยเป็นหลัก ทำให้จำนวนผู้สูงวัยลดน้อยลงพอสมควร ในมุมหนึ่งอาจทำให้สังคมในอนาคตเป็นสังคมของคนหนุ่มสาวมากขึ้นก็ได้ แต่ก็คงเป็นคนหนุ่มสาวที่ใกล้จะสูงวัย เนื่องจากไม่มีปรากฏการณ์ “เบบี้บูม” เช่นแต่ก่อน ความต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยก็ยังจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่ผู้สูงวัยในประเทศอุตสาหกรรมอาจเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น

การที่ในประเทศไทยมีประชากรสูงวัยประมาณ 10.5% หรือ 7.3 ล้านคนนั้น หากเป็นผู้สูงวัยที่ยากไร้ขาดที่พึ่ง น่าจะมีประมาณ 730,000 คน หรือราว 10% ของผู้สูงวัยทั้งหมด ในจำนวนนี้หากต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลคนละประมาณ 500 บาทต่อวัน ก็จะเป็นเงินปีละ 79,935 ล้านบาท หรือเพียง 2.8% ของงบประมาณแผ่นดินปี 2561 เท่านั้น แสดงว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุน ยิ่งกว่านั้นหากคิด ณ อัตราคืนทุนที่ 10% เงิน 79,935 ล้านบาท ก็เป็นเงิน 799,350 ล้านบาท เงินส่วนนี้อาจต้องระดมทุนจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องมีการวางแผนในระยะยาว

“นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เริ่มจากสินค้าบ้านถูกๆ หมดสิทธิ์เกิด บริษัทพัฒนาที่ดินระดับ SMEs ใกล้สูญพันธุ์ ตลาดที่อยู่อาศัยหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2562-2564 และจุดที่ยังพัฒนาขายได้มีเหลือเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมทั้งภูมิภาคEEC เป็นหลักเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นโรงแรมก็ยังร่วงระนาว มีโอกาสถูกซื้อโดยต่างชาติได้ง่ายถ้าไม่รีบแก้ไข แต่ในท่ามกลางวิกฤติยังมีโอกาส คือ ผลิตภัณฑ์ใหม่โดยเฉพาะบ้านพักผู้สูงวัย” ดร.โสภณ กล่าวในที่สุด

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง