EICปรับลด GDP ปี’64 เหลือ 1.9% หนี้ครัวเรือนยังเป็นปัจจัยกดดันศก.ทั้งปี

EIC ปรับลด GDP ปี 64 เหลือ 1.9% ผลจากวิกฤติโควิด-19 ระลอก 3 แต่ยังมีปัจจัยหนุนจากภาคารส่งออกที่ขยายตัวแข็งแกร่ง จากการที่สหรัฐฯ-ยุโรป มีการเร่งฉีดวัคซีน ทำให้กลับมาเปิดเมืองอีกครั้ง พร้อมปรับประมาณการตัวเลขการส่งออกในปี 64 ขยายตัวสูงถึง 15% จากเดิมที่ 8.6% ด้านการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะอสังหาฯยังไม่ฟื้นตัว แต่ยังมีความหวังจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการภาครัฐ ส่วนหนี้สินครัวเรือนยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจทั้งปี เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 88-90% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายยังตรึงไว้ที่ 0.50%
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC)ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2564 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 1.9% (ปรับลดจากประมาณการเดิมที่ 2.0%) หลังจากได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากการระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน (เมษายน-กรกฎาคม) ในการควบคุม ซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนโดยเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะ face to face ลดลงมาก ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศปีนี้มีแนวโน้มลดต่ำกว่าคาดมาอยู่ที่ 4 แสนคน แม้ทางการจะมีแผนเปิดประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ยังระมัดระวังในการเปิดให้ประชาชนเดินทางไปต่างประเทศจากความกังวลต่อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมแผลเป็นต่อธุรกิจ และแรงงานโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี สาเหตุที่เศรษฐกิจจะไม่ชะลอลงมากจากคาดการณ์ครั้งก่อน เป็นผลจากแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ฉีดวัคซีนได้เร็วกว่า รวมทั้งมาตรการความช่วยเหลือของภาครัฐทั้งจากวงเงิน 2.4 แสนล้านบาทภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และวงเงินจาก พรก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทที่ออกมาใหม่ ซึ่ง EIC คาดว่าจะมีเม็ดเงินบางส่วนราว 1 แสนล้านเข้าช่วยพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปีนี้ ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะยังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยเศรษฐกิจจะต้องรอถึงช่วงต้นปี 2566 จึงจะกลับไปเท่ากับระดับ GDP ก่อนเกิด COVID-19 รวมทั้งยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำสำคัญ ได้แก่ ระยะเวลาในการควบคุมการระบาดที่อาจนานขึ้น และความล่าช้าด้านการฉีดวัคซีน ซึ่งอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอ่อนแอและล่าช้าออกไปอีก ทั้งนี้การเร่งฉีดวัคซีนเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นควบคู่กับการผลักดันมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับ New Normal จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดขนาดของความเสียหายทางเศรษฐกิจแบบถาวร (permanent output loss) ของเศรษฐกิจไทย

ทั้งเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวได้แข็งแกร่งในปีนี้ แต่จะมีความแตกต่างกันระหว่างประเทศต่าง ๆ ค่อนข้างมาก ขึ้นอยู่กับการควบคุมการระบาด ความเร็วของการฉีดวัควีน และขนาดของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะขยายตัว 5.8% ดีกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 5.6% โดยการฟื้นตัวจะนำโดยเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนจนทำให้สามารถควบคุมการระบาดได้ดีและผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองได้ก่อน

อีกทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะได้แรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐขนาดใหญ่ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้นจะทำให้ภาคครัวเรือนนำเงินออมส่วนเกินบางส่วนที่สะสมไว้ในช่วงปีที่แล้วมาทยอยใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วย ขณะที่การฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (EM) ส่วนใหญ่ยังคงช้ากว่า เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนเป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้ภาครัฐยังต้องบังคับใช้มาตรการควบคุม (lockdown) ที่เข้มงวดยาวนานกว่า อีกทั้ง มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐจะมีขนาดที่เล็กกว่าตามข้อจำกัดเชิงนโยบายเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

อย่างไรก็ตามอุปสงค์โลกที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่อุปทานยังคงมีข้อจำกัดจากการขาดแคลนสินค้าและปัจจัยการผลิตบางกลุ่ม ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นในหลายประเทศ โดยการปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อโลกที่ผ่านมามีแรงผลักดันจาก

1.Pent-up demand และการใช้จ่ายจากปริมาณเงินเก็บส่วนเกินที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาสินค้าและบริการเร่งขึ้นหลังเริ่มมีการเปิดเมือง

2.การเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญให้ต้นทุนของผู้ผลิตสูงขึ้น

3.การขยายตัวต่อเนื่องของตลาดที่อยู่อาศัยโลกส่งผลให้ราคาบ้านปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ซึ่งราคาบ้านที่เพิ่มขึ้นจะมีผลให้อัตราค่าเช่าที่อยู่อาศัยสูงขึ้นตามไปด้วย

4.อัตราค่าจ้างแรงงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยตลาดแรงงานในบางประเทศ (เช่น สหรัฐฯ) ยังคงตึงตัวจากการที่แรงงานกลุ่มรายได้ต่ำที่ยังไม่กลับสู่ตลาดแรงงานทั้งหมด จากสถานการณ์การแพร่ระบาดและมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่ให้เงินชดเชยสูงจนลดแรงจูงใจต่อการกลับเข้ามาทำงาน

5.ปัจจัยเชิงเทคนิคที่มาจากฐานต่ำในปีก่อน อย่างไรก็ดี คาดว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะทยอยปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะทยอยหมดอายุลง อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะเริ่มทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามราคาที่สูงขึ้น และแรงกดดันด้านค่าจ้างที่คาดว่าจะชะลอลงหลังจากแรงงานกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นมานี้เป็นผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อย่างไรก็ดี แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักนั้น EIC มองว่าจะยังผ่อนคลายต่อเนื่องในปีนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังไม่ถูกปรับขึ้นแต่ธนาคารกลางหลักอาจเริ่มสื่อสารถึงการลดระดับการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE taper) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนในราคาสินทรัพย์และเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้

สำหรับเศรษฐกิจไทย มูลค่าส่งออกของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแข็งแกร่งตามการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก มูลค่าการส่งออกที่หักทองคำในช่วง 4 เดือนแรกขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 12.8%YOY และกระจายตัวไปในกลุ่มสินค้าหลักเกือบทุกประเภท ทั้งนี้เมื่อพิจารณาช่วงที่เหลือของปี แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวดีโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว และราคาสินค้าส่งออกที่เร่งตัวขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภท จึงทำให้คาดว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมที่จะมีปัจจัยฐานต่ำเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม ดังนั้น EIC จึงปรับประมาณการมูลค่าการส่งออกขยายตัวที่ 15.0% จากเดิมที่ 8.6% ทั้งนี้การส่งออกที่ปรับดีขึ้น จะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในส่วนของการลงทุนเครื่องมือเครื่องจักร แต่การลงทุนภาคเอกชนด้านการก่อสร้าง ยังมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ของภาคอสังหาริมทรัพย์

ในส่วนของภาคท่องเที่ยว EIC ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2564 เหลือ 4 แสนคน จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 1.5 ล้านคน โดยแม้ว่าไทยจะมีแผนการผ่อนคลายนโยบายเพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยว เช่น Phuket sandbox แต่หลายประเทศทั่วโลกยังมีนโยบายการเปิดประเทศให้คนเดินทางเข้าออกที่ค่อนข้างระมัดระวัง เนื่องจากความกังวลด้านการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักร (UK) ที่แม้จะมีการฉีดวัคซีนให้กับคนในประเทศในระดับสูงแล้ว แต่ก็มีนโยบายการเดินทางเข้าออกประเทศที่รัดกุม โดยจะใช้ระบบ Traffic Light system หรือระบบที่แบ่งประเทศทั่วโลกเป็นสีต่าง ๆ ได้แก่ สีแดง เหลือง และเขียว ตามลำดับ จากความเข้มงวดมากไปน้อย เพื่อกำหนดว่าคนที่เดินทางกลับเข้าสหราชอาณาจักร (UK) จะต้องมีการกักตัวกี่วัน (ไทยถูกจัดอยู่ในประเทศสีเหลืองซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องกักตัวที่บ้าน 10 วันเมื่อกลับถึง UK) ดังนั้น หากประเทศต่าง ๆ ที่เริ่มมีภูมิคุ้มกันหมู่ก่อน เลือกใช้นโยบายที่รัดกุมคล้าย UK ก็จะทำให้การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั่วโลกจะยังล่าช้าออกไปอีก ทำให้ EIC ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในรอบนี้

ด้านเศรษฐกิจในประเทศ จะได้รับความเสียหายจากการระบาดของโควิด-19 ในประเทศระลอกที่ 3 ที่มากกว่าคาด แม้ทางการจะหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการ lockdown ที่เข้มงวดมาก เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่การระบาดในระดับสูงต่อเนื่องทำให้ประชาชนมีความกังวลส่งผลให้การเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงค่อนข้างมากสะท้อนจากเครื่องชี้เร็ว เช่น mobility data ต่าง ๆ นอกจากนั้น ในคาดการณ์รอบก่อน EIC เคยคาดไว้ว่าการระบาดระลอกที่ 3 จะใช้เวลาควบคุมราว 3 เดือน แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์ปรับแย่ลงกว่าเดิม สะท้อนจากจำนวนผู้ติดเชื้อและคลัสเตอร์ต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้คาดว่าระยะเวลาในการควบคุมการระบาดจะยาวนานขึ้นเป็น 4 เดือน ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อการบริโภคภาคเอกชนราว 3.1 แสนล้านบาท ซึ่งรวมถึงผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศที่ปรับลดลงอีกด้วย

นอกจากนี้ การระบาดที่ยืดเยื้อยังมีแนวโน้มทำให้แผลเป็นทางเศรษฐกิจ (economic scars) ลึกขึ้น ซึ่งข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าอัตราการว่างงานกลับมามีทิศทางเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปีโดยเพิ่มจาก 1.86% ในไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.96% คิดเป็นจำนวนผู้ว่างงาน 7.6 แสนคน ซึ่งสูงกว่าช่วงปิดเมืองรอบแรกเมื่อปีก่อนไปแล้ว ทั้งนี้อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นมาในไตรมาสแรกนี้ยังไม่ได้รวมเอาผลของการระบาดระลอก 3 ซึ่งมีความรุนแรงมากเข้าไปด้วย ตัวเลขอัตราการว่างงานของไทยจึงมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นได้อีก ในขณะเดียวกัน จำนวนชั่วโมงทำงานก็ปรับตัวลดลงในไตรมาสแรกที่ -1.8% จากจำนวนคนทำงานต่ำระดับ (ทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนเสมือนว่างงานที่ยังไม่ตกงานแต่ไม่มีการทำงานและไม่มีรายได้ที่มีอยู่ถึง 7.8 แสนคน เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจาก 3.6 แสนคนในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่จำนวนคนทำงานเต็มเวลาและล่วงเวลาลดต่ำลง นอกจากนี้ รายได้จากการทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วยเงินเดือน โบนัส และค่าแรงโอที ก็ยังหดตัวอย่างมีนัยสำคัญถึง -8.8% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยเป็นการหดตัวในทุกสาขาธุรกิจสำคัญนอกภาคเกษตร ทั้งนี้แผลเป็นในตลาดแรงงานที่ลึกขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังรายได้และความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือน ทำให้การใช้จ่ายฟื้นตัวได้ยากและกระบวนการซ่อมแซมงบดุลของภาคครัวเรือนจากภาระหนี้ที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้เป็นไปได้อย่างล่าช้า โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปีตาม GDP ที่ยังคงหดตัว ก่อนที่จะทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2564 ตามมาตรการพักชำระหนี้ที่ยังมีอยู่ ขณะที่รายได้ไม่ได้ฟื้นตัวเร็วนัก ทำให้ปัญหาหนี้สูง (debt overhang) จะเป็นอีกอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในระยะข้างหน้า

ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจในปี 2564 ผ่านการใช้จ่ายทั้งในและนอกงบประมาณ โดยในส่วนของรายจ่ายในงบประมาณ EIC คาดว่าภาครัฐจะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนก่อสร้างในปี 2564 ให้ขยายตัวได้ถึง 9.6% จากการก่อสร้างหลายโครงการ อาทิ รถไฟความเร็วสูง กทม.-นครราชสีมา รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และรถไฟทางคู่ เป็นต้น ขณะที่รายจ่ายนอกงบประมาณ ส่วนใหญ่จะมาจากมาตรการภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่มีเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจในปีนี้ราว 5.3 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2.9 แสนล้านบาทก่อนการระบาดรอบ 3 และมีการอนุมัติเพิ่มเติมอีกราว 2.4 แสนล้านบาทหลังมีการระบาดรอบ 3 ซึ่งเป็นการใช้เม็ดเงินจนหมดวงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยมาตรการที่ออกมาใหม่ ได้แก่ การลดค่าน้ำค่าไฟ การขยายมาตรการเราชนะและ ม.33 เรารักกัน การให้เงินผู้ถือบัตรสวัสดิการ คนละครึ่งระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ นอกจากนี้ ล่าสุดภาครัฐยังได้ออก พรก. กู้เงินเพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถใช้วงเงินได้จนถึงช่วงปีหน้า โดยจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบหนักจากการระบาด ทำให้ EIC คาดว่าภาครัฐมีแนวโน้มใช้เม็ดเงินจากวงเงินใหม่เพิ่มเติมอีกราว 1 แสนล้านบาทเข้าสู่เศรษฐกิจในปี 2564 นี้ ทั้งนี้มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐดังกล่าวจะเป็นส่วนช่วยสำคัญที่ทำให้การบริโภคภาคเอกชนจะไม่ปรับลดลงมากแม้จะได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอก 3 ที่นานกว่าคาด โดย EIC คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวที่ 1.9% ในปีนี้ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมเล็กน้อยที่ 2.0%

ด้านนโยบายการเงิน คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2564 แต่จะเน้นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และการกระจายสินเชื่อให้ทั่วถึงมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงิน ภาวะการเงินโดยรวมของไทยยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายจากการที่ ธปท. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ภายใต้แนวโน้มเงินเฟ้อที่แม้จะสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าตามราคาน้ำมันแต่จะยังอยู่ในระดับต่ำ (คาดเงินเฟ้อทั่วไปปี 2564 อยู่ที่ 1.3%) อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทยที่สูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้ต้นทุนการระดมทุนของทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐปรับสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงได้รับผลกระทบมากกว่าจากการที่ credit spread ปรับสูงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ในระยะต่อไป EIC คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ตลอดปี 2564 ควบคู่กับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองเมื่อจำเป็นเพื่อดูแลดอกเบี้ยในตลาดการเงินให้อยู่ในระดับต่ำและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การยืดระยะเวลาของมาตรการเดิมที่ใช้อยู่ซึ่งกำลังจะหมดอายุลงออกไปก็มีความจำเป็นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปรับลดค่าธรรมเนียมของกองทุนฟื้นฟู (FIDF) จากฐานเงินฝาก และมาตรการผ่อนคลายการจัดชั้นคุณภาพสินเชื่อให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถให้การช่วยเหลือแก่ลูกค้าทั้งด้านต้นทุนทางการเงินและการปรับโครงสร้างหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้องติดตามประสิทธิผลของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูและมาตรการ “พักทรัพย์ พักหนี้” อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการให้เอื้อต่อการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ได้อย่างทั่วถึงและทันการณ์

สำหรับค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2564 EIC คาดว่ามีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากสิ้นปีก่อนมาอยู่ในช่วง 31-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยนับจากช่วงต้นปีนี้ เงินบาทได้อ่อนค่าลง 4.2% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการอ่อนค่าที่มากกว่าค่าเงินสกุลส่วนใหญ่ ในภูมิภาค ตามแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงจากการระบาดระลอกใหม่และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดต่ำลงเป็นสำคัญ สำหรับในช่วงที่เหลือของปี 2564 EIC มองว่า ปัจจัยภายในประเทศไทยจะยังคงเป็นแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท ทั้งจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่อาจขาดดุลครั้งแรกในรอบ 8 ปี และเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดการเงินไทยค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จะไม่อ่อนค่ามากเนื่องจากดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางอ่อนลงในช่วงครึ่งหลังด้วยเช่นกัน ตามการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ โดยเฉพาะยุโรปที่จะทยอยเร่งตัวขึ้นในระยะข้างหน้า ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเริ่มชะลอลง ประกอบกับในช่วงครึ่งหลังของปีธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินลง (ทำ QE taper) ก่อนธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีแนวโน้มดำเนินการในช่วงต้นปี 2565 ทั้งนี้ค่าเงินบาทอาจกลับมาโน้มแข็งขึ้นได้อีกครั้งในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้าหากไทยมีความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนจนใกล้จะมีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่

ด้านความเสี่ยงด้านต่ำของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป ประกอบไปด้วย

1.ระยะเวลาในการควบคุมการระบาดระลอกที่ 3 ที่อาจนานกว่าคาด รวมทั้งการระบาดรอบใหม่อาจเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ยังมีการฉีดวัคซีนในระดับต่ำ

2.ความล่าช้าในการฉีดวัคซีน และประสิทธิภาพของวัคซีนที่อาจมีไม่สูงพอโดยเฉพาะกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่

3.การกลับมาระบาดหรือการระบาดรอบใหม่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเอเชีย อาจส่งผลต่อการส่งออกของไทย

4. ผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่อาจมีมากกว่าคาด เช่น ภาวะหนี้เสียที่อาจปรับเพิ่มขึ้นมาก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยเศรษฐกิจจะต้องรอถึงช่วงต้นปี 2566 จึงจะกลับไปเท่ากับระดับ GDP ก่อนเกิดโควิด-19 และมีแนวโน้มที่จะเกิด Permanent Output Loss ขนาดใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคท่องเที่ยวในระดับสูง โดยภาคท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ประกอบกับยังมีอีกหลายปัจจัยท้าทายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เช่น แผลเป็นทางเศรษฐกิจของไทยที่ค่อนข้างรุนแรง ความเปราะบางที่สะสมมาก่อนหน้าจากหนี้ครัวเรือนที่สูง SMEs มีปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการแข่งขันที่รุนแรง เป็นต้น ดังนั้น ภาครัฐซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักในยามวิกฤติจึงควรออกมาตรการเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดขนาดของ permanent output loss โดย EIC เห็นว่าการออก พรก. 5 แสนล้านบาทเพิ่มเติมของภาครัฐ เป็นนโยบายที่มีความเหมาะสมเชิงหลักการ แต่ในทางปฏิบัติควรพิจารณาใช้เงินอย่างคุ้มค่าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะการเร่งจัดหาและฉีดวัคซีน การช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจ SME ที่ได้รับผลกระทบหนัก และการสนับสนุนการจ้างงาน ควบคู่กับการออกมาตรการเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสำหรับการฟื้นตัวในระยะปานกลางและยาว อาทิ การปรับทักษะของแรงงาน (Up/Re-skill) ให้ทันต่อยุคสมัย โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล การส่งเสริม SMEs ให้มีความรู้และสามารถปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ในทางปฏิบัติ และการสนับสนุน New growth industries ที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์พัฒนาเศรษฐกิจไทยต่อไปในอนาคต สำหรับระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้แม้จะมีแนวโน้มที่จะสูงกว่า 60% ของ GDP ได้ในปีหน้า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งช่วยให้สัดส่วนภาระการชำระดอกเบี้ยต่อรายได้ภาครัฐยังไม่สูงนัก อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้า มีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องมีแผนงานเชิงปฏิบัติที่ชัดเจนในการขยายฐานรายได้ภาครัฐและการบริหารจัดสรรค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังต่อไป

 

 

 

 

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง