“ไนท์แฟรงค์”หวั่นตลาดรร.ลักชัวรี่ในกทม.ส่อเค้าซึมยาวตลอดปี’64

ไนท์แฟรงค์ฯเผย อัตราการเข้าโรงแรมในช่วงต้นปี 64 หดตัว จากวิกฤติโควิด-19-แผนกระจายวัคซีนล่าช้า นักท่องเที่ยวต่างชาติลงฮวบถึง 98%  ระบุแม้แห่ดัมพ์ราคา อัดโปรโมชั่นแรงตลาดยังซบ ส่วนโรงแรมเปิดตัวใหม่ประกาศเลื่อนออกไปร่วม 3 แห่ง ประมาณ 960 ห้องพัก คาดอัตราการเข้าพักราคาเฉลี่ยรายวันยังคงอยู่ในระดับต่ำตลอดทั้งปี 64 โควิด-19 ยังเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจต่อไป แต่กทม.ยังเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว
 มร.คาร์ลอส มาร์ติเนซ ผู้อำนวยการฝ่ายประเมินและที่ปรึกษา บริษัท ไนท์แฟรงค์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า อัตราการเข้าพักโรงแรมลดลงเป็นอย่างมากในช่วงต้นปี 2564 เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลไทยหลังจากมีการแพร่ระบาดระลอกที่สองในจังหวัดสมุทรปราการที่แพร่ระบาดเข้าสู่กรุงเทพฯอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้อัตราการจองโรงแรมลดลง แม้ว่าประเทศไทยจะประสบความสำเร็จบางส่วนในการหาวิธีควบคุมโควิด-19 แต่แผนการกระจายวัคซีนยังคงล่าช้า โดยเริ่มการกระจายวัคซีนครั้งแรกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2564 และ ณ เดือนพฤษภาคม ปี 2564 อัตราการฉีดวัคซีนอยู่ที่เพียง 3.6% โดยได้รับวัคซีนอย่างต่ำ 1 โดส

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 140,000 คนในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ซึ่งลดฮวบลงถึง 98% เมื่อเทียบปีต่อปี จาก 7.1 ล้านคนในช่วงครึ่งปีแรก 2563 เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างประเทศ ในช่วงครึ่งปีแรก 2564 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาจากยุโรป คิดเป็น 44% ตามมาด้วยเอเชียตะวันออก (28%) และสหรัฐอเมริกา (13%) แต่กลับไม่ใช่นักท่องเที่ยวชาวจีน เนื่องจากจีนห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

อุปทานและอุปสงค์

ทั้งนี้เขตสุขุมวิทตอนต้นเป็นที่ตั้งของโรงแรมระดับลักชัวรี่เป็นส่วนใหญ่ โดยคิดเป็น 39% ของอุปทานทั้งหมด รองลงมา คือ เขตลุมพินี (24%) โรงแรมบริเวณริมแม่น้ำ (17%) และเขตสีลม/สาทร (14%) ช่วงครึ่งปีแรก 2564 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมระดับลักชัวรี่ในกรุงเทพฯ ปรับลดลง 20% โดยหลังจากการระบาดระลอกที่ 2 ในช่วงต้นปี ภาคการท่องเที่ยวเริ่มค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยมีอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นจาก 18 % ในเดือนมกราคม เป็น 27% ในเดือนมีนาคม แต่พอเมื่อเจอการระบาดระลอกที่ 3 ในเดือนเมษายน อัตราการเข้าพักปรับลดลงเหลือ 16% และ 17% ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ตามลำดับ

ในส่วนของราคาเฉลี่ยรายวัน (ADR) ของโรงแรมระดับลักชัวรี่ในช่วงครึ่งปีแรก 2564 ปรับลดลง 36% ปีต่อปี อยู่ที่ 3,072 บาท เพราะส่วนใหญ่โรงแรมที่ยังเปิดให้บริการอยู่ต้องแข่งขันกันจัดโปรโมชั่นและเสนอส่วนลดต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังซบเซา และไม่มีโรงแรมระดับลักชัวรี่เปิดใหม่ในกรุงเทพฯในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเปิดประเทศที่ยังไม่แน่นอนและระยะการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โรงแรมที่มีแผนจะเปิดให้บริการในปี 2564 จำต้องเลื่อนออกไป เช่น แอสคอทท์ เอ็มบาสซี สาทร กรุงเทพฯ (361 ห้อง) แอสคอทท์ ทองหล่อ กรุงเทพฯ (445 ห้อง) และ เดอะ สแตนดาร์ด โฮเทล มหานคร (154 ห้อง)

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีโรงแรมระดับอัพสเกลและมิดสเกลเปิดให้บริการรวมทั้งสิ้น 270 ห้อง ได้แก่ โรงแรมไมตรี พระราม 9 กรุงเทพฯ (110 ห้อง) และเดอะ ควอเตอร์ สีลม (160 ห้อง) จำนวนห้องพักโรงแรมระดับลักชัวรี่ในกรุงเทพฯ ณ ครึ่งปีแรก  2564 มีทั้งหมด 20,555 ห้อง ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 2563

 ภาพรวม

อย่างไรก็ตามภาคการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ จำเป็นต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก จำนวนผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เพราะกฎระเบียบการกักตัวก่อนเข้าประเทศที่เข้มงวด ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 ส่งผลให้อัตราการเข้าพักโรงแรมอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ โรงแรมหลายแห่งยังคงปิดให้บริการเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด เนื่องจากความต้องการโรงแรมมีเพียงจากนักท่องเที่ยวภายในประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาภายใต้โครงการสถานกักกันทางเลือก (Alternative State Quarantine) จนกว่าการเดินทางระหว่างประเทศจะเปิดขึ้นอีกครั้ง ผู้ประกอบการโรงแรมยังคงต้องพึ่งพาความต้องการจากนักท่องที่ยวในประเทศ โครงการสเตเคชั่น (staycation) และนักท่องเที่ยวที่ได้รับการกักตัวแล้ว ดังนั้นอัตราการเข้าพักและราคาเฉลี่ยรายวันคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำตลอดทั้งปี 2564

ก่อนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกครั้ง รัฐบาลไทยตั้งเป้าการฉีดวัคซีนประชาชนไว้ที่ 70% ในสิ้นปี 2564 อย่างไรก็ตาม อัตราเฉลี่ยของผู้ที่ได้รับวัคซีนที่มีเพียง 200,000 โดสต่อวัน ซึ่งยังคงห่างจากเป้าหมายที่ตั้ง โดยจำเป็นต้องฉีด 400,000 โดสต่อวัน เพื่อให้ 40% ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนภายในกลางเดือนตุลาคม รอบการระบาดที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในเดือนเมษายน และขึ้นไปจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน โดยมีกฎและข้อบังคับต่างๆ ถูกใช้ในเขตกรุงเทพฯ และอีก 9 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน ซึ่งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของโรงแรมในประเทศไทยในปี 2564 และปีต่อๆ ไป เพราะดูท่าทีการแพร่ระบาดนี้ยังไม่จบง่ายๆ รวมถึงการเดินทางระหว่างประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว

หากข้อจำกัดต่างๆ เริ่มผ่อนคลายลงและยกเลิกการกักตัว คาดว่าจะเริ่มค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นจากความต้องการสะสมจากการเดินทางระหว่างประเทศ กรุงเทพฯยังเป็นเมืองที่น่าสนใจ ในฐานะเป็นหนึ่งในจุดหมายที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมามากที่สุดในโลก ที่จัดทำโดยมาสเตอร์การ์ด ในปี 2557 ซึ่งสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในหลายๆ วิกฤติที่ผ่านมา นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชีย ที่มีการเชื่อมโยงกับเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญอื่นๆ ในภูมิภาค อีกทั้งจำนวนนักธุรกิจที่เดินทางเข้ามาในประเทศยังมีสัดส่วนค่อนข้างมาก ซึ่งคาดว่าน่าจะกลับมาหลังโควิด-19

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง