ลุ้นตลาดอสังหาฯฟื้นตัวไตรมาส 4 หากรัฐคุมโควิด-19ได้

“ลุมพินี วิสดอม” ประเมินตลาดอสังหาฯมีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 4 ปีนี้ หากภาครัฐสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ภายในไตรมาส3 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง คาดทั้งปีในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล การเปิดตัวโครงการใหม่มีแนวโน้มเติบโต 8% ถึงติดลบ 20% เทียบกับปี 2563 ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรก มีที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่จำนวนทั้งหมด 23,551 ยูนิตลดลง 18%


นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด ในเครือบริษัทแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน)หรือ
LPN กล่าวถึงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ว่า ภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากผู้ประกอบการมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นจำนวนมาก โดยมีโครงการที่เลื่อนเปิดตัวในช่วงครึ่งแรกมาเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังเพิ่มด้วย

ดังนั้นหากรัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ภายในไตรมาส 3ของปีนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯทยอยเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3และไตรมาส4 เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ทั้งปี 2564 จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ 52,000-60,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 265,000-300,000 ล้านบาท หรือหดตัวประมาณ 5% ถึงขยายตัว 8% เมื่อเทียบกับปี 2563

ขณะเดียวกันหากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 ได้ภายในปี 2564 นี้ คาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีจำนวนที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ประมาณ 45,000-52,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 225,000-265,000 ล้านบาท หรือหดตัว 5-20% ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันจากปี 2563

อย่างไรก็ตามแม้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังคงมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ นอกเหนือจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่อาจจะยืดเยื้อจากไตรมาส3และ 4 มาตรการปิดแคมป์ก่อสร้างในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่องานก่อสร้าง ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งมอบบ้านได้ตามแผนที่วางไว้

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกระทบจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะราคาเหล็ก ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ผนวกกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งมีอัตราการว่างงานสูงแตะระดับ 2 ล้านกว่าคน ภาระหนี้ครัวเรือนแตะระดับ 90%  ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง สถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่ออยู่ในระดับสูง 40-50% ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในตลาด และการตัดสินใจเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ครึ่งปีแรกตลาดอสังหาฯ หดตัว 18%
โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 มีที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวนทั้งหมด 23,551 ยูนิตลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 แต่มูลค่าโครงการรวมสูงถึง 130,051 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เนื่องจากมีการเปิดตัวโครงการ The Forestias ของบริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านบาท

สำหรับจำนวนที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ทั้งหมด 23,551 ยูนิต แบ่งเป็นอาคารชุดจำนวน 9,235 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4% มูลค่าโครงการรวม 55,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 และมีอัตราขายได้เฉลี่ย 29% ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีการประกาศบังคับใช้มาตรการด้านสินเชื่อ Loan to Value:LTV เป็นครั้งแรกจึงเกิดแรงกดดันต่อการตัดสินใจซื้อ บวกกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถานบันการเงินที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอาคารชุดระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท  มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 70% จากหน่วยที่ขายได้ของอาคารชุดทั้งหมด

ส่วนการเปิดตัวบ้านแนวราบในช่วงครึ่งปีแรกก็ลดลงเช่นเดียวกัน แต่ยังคงมีจำนวนยูนิตและมูลค่าที่มากกว่าอาคารชุด คิดเป็นสัดส่วน 61% ของหน่วยเปิดตัวใหม่ทั้งหมด โดยมีการเปิดตัวโครงการบ้านแนวราบจำนวน 14,316 ยูนิต ลดลง 28% มูลค่าโครงงการรวม 74,435 ล้านบาทลดลง 18% แต่อัตราขายได้ใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 13% ใกล้เคียงกับอัตราขายได้ในปี 2563ที่ผ่านมา

โดยสินค้าทาวน์เฮ้าส์ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง มีการเปิดตัวโครงการใหม่เป็นจำนวน 8,568 ยูนิต มูลค่า 25,267 ล้านบาท และมีอัตราขายได้เฉลี่ย 14% ส่วนบ้านเดี่ยวมีจำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่ 2,984 ยูนิตมูลค่า 33,499 ล้านบาท มีอัตราขายได้เฉลี่ย 11% และบ้านแฝด มีอัตราขายได้เฉลี่ย 12% เพราะผู้ประกอบการพัฒนาฟังก์ชชั่นการใช้สอยให้ใกล้เคียงกับบ้านเดี่ยว บวกกับราคาขายเฉลี่ย 5-8 ล้านบาท จึงเป็นอีกตัวเลือกที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยในครึ่งปีแรกเปิดตัวใหม่เป็นจำนวน 2,764 ยูนิต มูลค่า 15,669 ล้านบาท

สำหรับทำเลที่อยู่อาศัยในเขตปริมณฑลและรอบกรุงเทพฯ อาทิ ทำเลรังสิต ปทุมธานี และบางนา เป็นทำเลที่ถูกพัฒนาเป็นโครงการบ้านแนวราบจำนวนมาก เนื่องจากเป็นทำเลที่สามารถเดินทางได้สะดวกทั้งถนนสายหลัก ทางหลวงพิเศษหรือถนนวงแหวนรอบนอก ทำให้เดินทางเข้า-ออกสู่ใจกลางเมืองหรือศูนย์กลางธุรกิจได้ง่าย  รวมถึงปัจจัยด้านราคาที่ดินที่ยังสามารถพัฒนาโครงการเพื่อทำบ้านราคาขายไม่เกิน 5 ล้านบาทได้อยู่

สต็อกสินค้าเหลือขายทรงตัวกว่า 2แสนยูนิต ใช้เวลาขาย 51 เดือน
ผลจากการเปิดตัวโครงการใหม่ที่หดตัวลง บวกกับอัตราการขายได้เฉลี่ยที่ลดลงในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา  นายประพันธ์ศักดิ์ประเมินว่า สินค้าคงค้างในตลาดช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มทรงตัวจากสิ้นปี 2563 โดยมีจำนวนทั้งหมดประมาณ 222,000 ยูนิต ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการขายประมาณ 51 เดือนเพื่อระบายสต็อกสินค้าคงค้างทั้งหมด แบ่งออกเป็นอาคารชุดประมาณ 85,300 ยูนิต หดตัวลงจากสิ้นปีที่ผ่านมาประมาณ 6% เนื่องจากมีการชะลอแผนและเลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ในขณะที่สินค้าคงค้างของบ้านแนวราบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 ประมาณ 4% จำนวน 136,700 ยูนิต เพราะผู้ประกอบการหันมาเน้นพัฒนาบ้านแนวราบมากกว่าอาคารชุด

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง