SPALI เผยแนวโน้มที่อยู่อาศัยใน “เมลเบิร์น” มีการเปลี่ยนแปลงตามตัวแปรภาครัฐ ด้านที่ดินดิบราคาพุ่งสูงต่อเนื่อง

ศุภาลัยฯเผยตลาดที่อยู่อาศัยในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ไตรมาสแรกปี64 กลับมาขยายตัวอีกครั้งเป็นประวัติการณ์ จากนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลกลางกระตุ้นแรงจูงใจสำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย  ทั้งธนาคารกลางประกาศลดอัตรานโยบายจาก 1.5% เหลือเพียง 0.10% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลงเหลือ 2% จับตาอัตราดอกเบี้ยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นตัวแปรส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ที่อยู่อาศัยอย่างรุนแรง  ด้านอุปทานที่ดินดิบมีราคาสูงขึ้นมาก ส่งผลผู้ประกอบการลดขนาดแปลงที่ดิน เพื่อให้ผู้ซื้อเอื้อมถึง ส่วนตลาดอพาร์ตเมนต์ ความยืดหยุ่นในการปรับลดราคาขายให้สอดรับกำลังซื้อยังมีจำกัด และขายได้เฉพาะในตัวเมืองเมลเบิร์น ราคาประมาณ $600,000-700,000 สำหรับครอบครัวขนาดเล็ก  นอกจากนั้นแล้วถือว่าตลาดอิ่มตัว
ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม
ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน)หรือ SPALI  และผู้ดูแลโครงการในประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในเมลเบิร์นถือว่าเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2556

รูปที่ 1 แสดง State Final Demand ของรัฐสำคัญ ๆ ในออสเตรเลีย 

รูปที่ 2 แสดงแนวโน้มของจำนวนแปลงที่ดินที่ขายได้ในแต่ละปี 

รูปที่ 3 แสดงจำนวนหน่วยอพาร์ตเมนต์ (คอนโดมิเนียม) ใหม่และเก่าที่ขายได้ในแต่ละปี โดยรูปที่ 2 และ 3 แสดงเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยในเมลเบิร์นและปริมณฑล

เมื่อพิจารณากราฟแสดงอัตราการขยายตัวของ State Final Demand (อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ) สำหรับ New South Wales และ Victoria แล้ว จะพบว่าอัตราการขยายตัวเริ่มตกตั้งแต่ปี 2559 และตกชัดในปี 2560 แต่การตกยังไม่ถึงขั้นรุนแรง  เมื่อพิจารณาจำนวนแปลงที่ดินที่ขายได้ในรูปที่ 2 และ จำนวนหน่วยที่อพาร์ตเมนต์ที่ขายได้ในรูปที่ 3 แล้ว จะพบว่าลดลงเล็กน้อยตั้งแต่ 2559  ไปถึง 2560 ตามอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลงเล็กน้อย  อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงรุนแรงตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2562 ซึ่งก็สะท้อนเป็นจำนวนแปลงที่ดินและจำนวนหน่วยอพาร์ตเมนต์ที่ขายได้ที่ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีส่วนสัมพันธ์กับจำนวนที่อยู่อาศัยที่ขายได้

ทั้งนี้ในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยออสเตรเลียตกต่ำลงอย่างรุนแรง กล่าวกันว่าเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ Australian Prudential Regulation Authority (APRA) ได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดต่อการให้สินเชื่อจำนองแก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัย  ที่จริงแล้ว Santhebennur (2564) ได้สรุปมาตรการของ APRA ไว้ชัดเจนมากว่าจำกัดเฉพาะช่วงปี 2557-2561 ได้แก่ 2557 จำกัดสัดส่วนเงินให้กู้ยืมแก่นักลงทุนที่ซื้อที่อยู่อาศัยไม่เกิน 10% ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่โดยรวมในแต่ละปีและปี 2560 จำกัดสัดส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ชำระดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่เกิน 30% ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่โดยรวม  ข้อจำกัดหลังนี้ได้ยกเลิกไปในปี 2561 ทั้งนี้เนื่องจากธนาคารต่าง ๆ ได้ลดอัตราการเพิ่มของสินเชื่อประเภทดังกล่าวได้ 20-40 หน่วยเปอร์เซ็นต์และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อประเภทดังกล่าว 0.1-0.3 หน่วยเปอร์เซ็นต์ภายในหนึ่งปี

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนแปลงที่ดินที่อยู่อาศัยที่ขายได้ลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2560  ที่ปีละ 26,000 แปลงเหลือเพียงประมาณ 7,000 แปลงต่อปี ในปี 2562 และจำนวนอพาร์ตเมนต์ที่ขายได้ทั้งใหม่และเก่าลดลงจากปีละประมาณ 40,000 หน่วย ในปี 2559  เป็นประมาณ 20,000 หน่วยในปี 2562  ตลาดที่อยู่อาศัยในเมลเบิร์นอาจจะตกลงบ้างในช่วงหลังจาก APRA ได้ประกาศข้อจำกัดเล็กน้อยในปี 2557 ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าสอดคล้องกัน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงมาจากตลาดที่อยู่อาศัยที่ร้อนแรงเกินไปเป็นประวัติการณ์ของออสเตรเลียที่ประจวบกับช่วงเวลาที่ APRA ได้ขอให้สถาบันการเงินเข้มงวดมาตรฐานอื่น ๆ ของการให้กู้ยืมอื่นในช่วงปี 2558-2559 มากกว่า (APRA 2562) เช่น การทดสอบความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินคิดกับลูกค้าบวกด้วย 2 หน่วยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่น้อยกว่า 7%  ทั้ง ๆ ที่อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อใหม่ในขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 4.5% ในช่วงปี 2559-2562  อีกทั้ง APRA ยังมีการติดตามตัวเลขความสามารถชำระหนี้ที่สถาบันการเงินดำเนินการอยู่อย่างใกล้ชิด  มาตรการนี้นำมาซึ่งการปรับลด Loan-to-Value Ratio (LVR) และ/หรือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้าของสถาบันการเงินในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะกับลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุน

ในปี 2562 ทั้งปีเป็นช่วงที่ตลาดหดตัวและผู้ประกอบการต่างลดราคาขายลงเพื่อรักษายอดขาย ซึ่งทำให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยก่อนหน้านั้นต่างกู้เงินสถาบันการเงินไม่ผ่าน เนื่องจากราคาประเมินของที่อยู่อาศัยที่ซื้อและเป็นหลักทรัพย์มีราคาสูงกว่าราคาตลาด ทำให้รายได้ในขณะที่ลงนามสัญญาไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้  สภาพตลาดปี 2563 ดีขึ้นและประจวบกับรัฐบาลกลางและรัฐบาลแต่ละรัฐต่างให้แรงจูงใจสำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีหลังของ 2563  รวมกันหลังละ 50,000 เหรียญ และ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 หลังละ 30,000 เหรียญ  ตลาดที่อยู่อาศัยในเมลเบิร์นจึงกลับมาขยายตัวเป็นประวัติการณ์อีกครั้งและยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าจะพ้นช่วงที่ให้เงินอุดหนุนไปแล้ว ขนาดของเงินอุดหนุนที่ให้นี้มีมูลค่าในราว 6.7-10% ของมูลค่าที่อยู่อาศัย

หลังจากตลาดที่อยู่อาศัยตกลงอย่างรุนแรง ธนาคารกลางออสเตรเลียได้ประกาศลดอัตรานโยบายจาก 1.5% ลงมาในเดือนมิถุนายน 2562 และลดลงมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันเหลือเพียง 0.10% ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลงมาจากประมาณ 5% เมื่อต้นปี 2562 เหลือ 2% เล็กน้อยในปัจจุบันนี้ ดังรูปที่ 4  ทำไมตลาดจะไม่ขยายตัวอย่างเป็นประวัติการณ์  เพียงอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเพียงอย่างเดียวก็เพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ผ่อนชำระถึง 36%! ปริมาณการขายของตลาดที่กระเตื้องขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2562 ก็เป็นผลสืบเนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางและการยกเลิกมาตรการทดสอบความสามารถชำระหนี้ของ APRA ด้วย

สิ่งที่น่าสังเกต ก็คือราคาของอพาร์ตเมนต์ได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างปี 2556-2562 ถึงประมาณ 40% หรือคิดเป็นประมาณกว่า 4% ต่อปี ติดต่อกัน 6 ปีนั้น เป็นสิ่งที่เปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากนโยบายรัฐบาลได้ทุกเมื่อโดยเฉพาะการทดสอบความสามารถการชำระหนี้ ณ อัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 7%  อีกด้านหนึ่ง การให้ลูกจ้างออกในออสเตรเลียต้องจ่ายชดเชยในจำนวนสูงมาก แม้แต่ในช่วงโควิด-19 ระบาด การให้ลูกจ้างออกจึงมีน้อย  กำลังซื้อโดยรวมจึงได้รับผลกระทบน้อย

รายงานของรัฐสภาออสเตรเลีย (ไม่ระบุปี แต่ประมาณปี 2552) เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ที่อยู่อาศัย ได้ระบุถึงรายได้ประชากร อัตราดอกเบี้ย LVR และ นโยบายเชิงภาษีทั้งเก็บโดยตรงและนำไปสู่การหักลดหย่อนภาษีประเภทต่าง ๆ เช่น ค่าดอกเบี้ยจ่าย ภาษีกำไร ภาษีที่ดิน การหักค่าเสื่อมราคา การหักส่วนขาดทุนของมูลค่า การเสียภาษีค่าเช่าแฝงของผู้อยู่อาศัยที่เป็นเจ้าของ  ในบรรดานโยบายเชิงภาษีต่าง ๆ ข้างต้นนี้ ผู้อยู่อาศัยที่เป็นเจ้าของเองมักจะไม่ต้องเสียภาษีประเภทต่าง ๆ (ยกเว้นภาษีที่ดิน)  แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะหักลดหย่อนภาษีใด ๆ จากค่าเสื่อมหรือการขาดทุนใด ๆ  การหักลดหย่อนต่าง ๆ จะเป็นแรงจูงใจให้มีผู้ลงทุนซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มเติมไปจากอุปสงค์ของผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยตามปกติที่จะขยายตัวไปตามแนวโน้มของรายได้และจำนวนประชากรที่มากขึ้น  แนวโน้มของอุปสงค์ที่อยู่อาศัยระยะยาวนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีหรือการหักลดหย่อนเท่านั้น เช่น การจำกัดสัดส่วนของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนต่อสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่โดยรวมทำให้จำนวนที่อยู่อาศัยที่ขายได้ทั้งตลาดลดลงประมาณ 6,000-7,000 หน่วย เป็นต้น  ตัวแปรที่จะเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ที่อยู่อาศัยได้ในขนาดที่มากได้แก่อัตราดอกเบี้ยดังที่ได้กล่าวได้ข้างต้นว่า อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงตั้งแต่ปี 2562  เพิ่มกำลังซื้อถึง 36%  ในขณะเดียวกันก็ต้องย้ำว่าการทดสอบความสามารถในการชำระหนี้ของผู้บริโภค ณ อัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 7% ทำให้กำลังซื้อลดลงไปถึง 24%

ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจึงเป็นตัวแปรสองตัวที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของที่อยู่อาศัยอย่างรุนแรง  การดำเนินนโยบายของภาครัฐจึงต้องระมัดระวังตัวแปรทั้งสองนี้เป็นพิเศษ  การป้องกันตลาดที่อยู่อาศัยไม่ให้ร้อนแรงเกินสมควรเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้มีการเก็งกำไรจนตลาดร้อนแรงเกินสมควร แต่ควรจะต้องใช้ตัวแปรที่เฉพาะเจาะจงที่จำกัดเฉพาะเจาะจงนักลงทุนโดยไม่ให้กระทบต่อผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่เป็นเจ้าของเอง

เมื่อพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจแวดล้อมที่บรรยายข้างต้นแล้ว อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่อยู่อาศัยในออสเตรเลียได้ลดลงมากจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากประมาณ 5% เหลือ 2%  APRA เองก็ได้ประกาศเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2562 ว่า ไม่คาดหมายให้สถาบันการเงินทดสอบความสามารถการชำระหนี้ของลูกค้า ณ อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ 7% อีกต่อไป  สภาพแวดล้อมนี้ถือว่าอำนวยต่อการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัยเป็นอย่างมากดังที่ได้ปรากฏแล้วภายหลังจากที่นโยบายอุดหนุนผู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้สิ้นสุดลง  ความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่คือ หากธนาคารกลางออสเตรเลียและ APRA จะเปลี่ยนใจและทำการปรับอัตราดอกเบี้ยและการทดสอบความสามารถชำระหนี้ตามลำดับ  ส่วนภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปแม้จะไม่ถึงกับดี แต่ก็สนับสนุนตลาดที่อยู่อาศัยได้ระดับหนึ่ง

ในตลาดที่ดินสำหรับอยู่อาศัยนั้น อุปทานที่ดินดิบมีราคาสูงขึ้นมากเนื่องจากที่ดินดิบที่ออกสู่ตลาดมีจำกัด ทำให้เป็นข้อจำกัดต่อผู้ซื้อที่อยู่อาศัยไม่น้อย  แต่ว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเองได้ปรับตัวต่อราคาที่ดินโดยการลดขนาดแปลงที่ดินลงและทำให้ผู้ซื้อยังคงมีกำลังซื้อแปลงที่ดินสำหรับอยู่อาศัยได้เรื่อย ๆ โดยที่ไม่ติดขัด ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในรอบสิบปีที่ผ่านมา  ส่วนทางด้านที่อยู่อาศัยแบบอพาร์ตเมนต์นั้น ความหยืดหยุ่นในการปรับลดราคาขายให้สอดรับกับกำลังซื้อมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากอาคารที่ขออนุญาตและเริ่มก่อสร้างแล้วปรับเปลี่ยนได้ยาก  ตั้งแต่ปี 2555-2564 ราคา me-dian ของอพาร์ตเมนต์เพิ่มขึ้นประมาณ 40% หรือ กว่า 4% ต่อปี แต่ว่า GSP ของรัฐ Victoria เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 20% หรือ 2.5% ต่อปีเท่านั้น ทำให้ความสามารถในการดูดซับอุปทานลดลงจากปีละประมาณ 40,000 หน่วยเหลือเพียงประมาณ 20,000 หน่วยเท่านั้น  เมื่อพิจารณาอุปทานที่จะก่อสร้างเสร็จสิ้นออกสู่ตลาดแล้วตั้งแต่ปี 2564  ที่มีจำนวนถึงประมาณ 200,000 หน่วยแล้ว จะเห็นว่าอุปทานล้นอุปสงค์อย่างชัดเจน  จำนวนอพาร์ตเมนต์ใหม่ที่ขายได้เพิ่มขึ้นในปี 2563  หลังจากการยกเลิกมาตรการของ APRA และ อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงมีเพียงประมาณ 4,000 หน่วยต่อปีเท่านั้น ในขณะที่แปลงที่ดินสำหรับอยู่อาศัยขายได้เพิ่มขึ้นถึง 7,000 หน่วย  นี่เป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ราคาอพาร์ตเมนต์ไม่อาจสูงขึ้นได้อีก ซึ่งตรงกันข้ามกับราคาต่อตารางเมตรของที่ดินที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การพิจารณาตลาดที่อยู่อาศัยในเมลเบิร์นยังมีข้อควรสังเกตอีกประการหนึ่งคือ อพาร์ตเมนต์ทั่ว ๆ ไปในเมลเบิร์นเป็นแบบ 1-2 ห้องนอน  ราคาอพาร์ตเมนต์ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 จอดรถ มีราคาประมาณ $1,400,000 ในขณะที่บ้านมาตรฐาน 30 กิโลเมตร(กม.) จากตัวเมือง ที่ดิน 400 ตารางเมตร(ตร.ม.) 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 จอดรถ ราคาประมาณ $550,000 เท่านั้น  สินค้าทั้งสองตัวนี้จึงเทียบและทดแทนกันไม่ได้ แต่เป็นสินค้าสำหรับโครงสร้างครอบครัวที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ดังนั้นอพาร์ตเมนต์ที่ยังคงขายได้ในตัวเมืองเมลเบิร์นคือราคาประมาณ $600,000-700,000 สำหรับครอบครัวขนาดเล็ก  นอกจากนั้นแล้ว ถือว่าตลาดอิ่มตัว  ในขณะที่ที่ดินสำหรับอยู่อาศัยยังคงขายได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับขนาดที่ดินให้เล็กลง ถ้าหากไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลออกนโยบายที่เป็นโทษต่อตลาดเสียก่อนเหมือนอย่างที่ผ่านๆ มา

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง