อสังหาฯโค้งสุดท้ายปี’64ฟื้นตัวยากปัจจัยเสี่ยงเยอะ

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่าภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีการหดตัวค่อนข้างแรงหลังจากมีการออกมาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ประเมินว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวแค่ 0% ส่วนแนวโน้มปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ประมาณ 3.6-4.00% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการฉีดวัคซีนของประชาชน การแพร่ระบาดของโควิด-19 การเปิดประเทศ และการเดินทางของนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทย

โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง คือ เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศจีนที่อยู่ในภาวะตึงตัว  จะเห็นได้จากบริษัทเอเวอร์แกรนด์ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของประเทศกำลังประสบปัญหายอดขายและกำลังจะผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงอาจจะต้องประกาศล้มละลายหากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน  ทำให้เกิดการปั่นป่วนไปทั่วตลาดการเงินและตลาดหุ้นของจีน รวมถึงโลกด้านการเงิน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากธุรกิจเกิดใหม่ และสถานการณ์ Global stagflation ที่ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นมาก กดดันให้ภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

ตลาดอสังหาฯปีนี้หดตัว ปีหน้าฟื้น อนาคตเผชิญปัจจัยเสี่ยง

ส่วนทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจมหภาคค่อนข้างสูง ตั้งแต่ช่วงปี 2563 มาจนถึงปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ค่อนข้างมาก ทำให้กำลังซื้อลดลง ส่งผลให้ตลาดชะลอตัวค่อนข้างมากแต่ในอนาคตช่วง 1-2ปีข้างหน้าอาจจะเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาฯ หลังจากมีข่าวว่าภาครัฐอาจจะต่ออายุมาตรการลดค่าจดจำนองการโอนบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปถึงปีหน้า

รวมถึงการเปิดตัว Bangkok Sandbox ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้และอาจจะขยายไปในบางพื้นที่ของจังหวัดอื่น เป็นการเพิ่มช่องทางให้ชาวต่างชาติที่สนใจซื้ออสังหาฯในเมืองไทย สามารถดเดินทางเข้ามาในเมืองไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว ล่าสุดครม.ได้มีมติผ่อนปรนให้ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง สามารถซื้อหรือเช่าอสังหาฯระยะยาวได้ในช่วง 5ปีตั้งแต่ปี 2565-2569

แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคตธุรกิจอสังหาฯยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง 3 เรื่องหลัก คือ การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค จากอาคารสูงสู่บ้านแนวราบมากขึ้น รายได้ของประชาชนลดลง ทำให้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทจะเพิ่มมากขึ้น และในระยะยาวผู้ซื้อยังคงได้รับผลกระทบจากนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ที่ยังคงใช้มาตรการ LTV ควบคุมการซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 และ 3ขึ้นไป รวมถึงความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินชื่อ และแนวโน้มในการขึ้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาครัฐได้เข้ามาช่วยเหลือภาคธุรกิจอสังหาฯด้วยการออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ 3  เรื่องหลัก คือ มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับปีภาษี 2564  การขยายกำหนดเวลาดำเนินการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย

ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตด้วยการผลักดันการลงทุนในอีอีซี ถือว่าเป็นมาตรการที่ส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาฯ โดยตามเป้าหมายการลงทุนในช่วงปี 2561-2565 มีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาททั้งจากภาครัฐและเอกชน  ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการอนุมัติการลงทุนไปแล้วมูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท ล่าสุดได้มีการปรับแผนการลงทุนในพื้นที่อีอีซีช่วงปี 25565-2569 เป็นมูลค่าสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท

โดยเฉพาะการดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เข้ามาลงทุนในอีอีซีมูลค่า 4 แสนล้นบาทต่อปี อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่มูลค่า 4 หมื่นล้านบาท  ดิจิทัลละอิเล็กทรอนิกส์มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท การแพทย์และสุขภาพมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท การขนส่งและโลจิสติกส์มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท  และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุกระดับสินค้า

นางสาวสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัทเทอร์ร่า มีเดีย แอนด์คอนซัลติ้ง จํากัด กล่าวถึงผลการวิจัยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนที่ผ่านมา พบว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีผลกระทบกับกลุ่มตัวอย่างสูงถึง 78% โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีงบประมาณในการซื้อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทจะมีความกังวลด้านเศรษฐกิจ และกลัวว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19จะรุนแรงมากขึ้น รวมถึงความกังวลในอาชีพการงานและรายได้ที่ไม่มั่นคง ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีงบประมาณซื้อที่อยู่อาศัยตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไปถึง 10 ล้านบาท จะเลือกเก็บเงินสดไว้ก่อน เพราะมีภาระทางการเงินอื่นๆ

ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างจึงได้ลดงบประมาณในการซื้อที่อยู่อาศัยลงมากถึง 37% โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทและไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้จะเลือกซื้อโครงการที่มีโปรโมชั่นเยอะๆ หรือเลือกซื้อโครงการจากผู้ประกอบการที่มีความเชื่อถือและไว้ใจได้

ส่วนรูปแบบสินค้าที่กลุ่มตัวอย่างที่มีงบซื้อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต้องการ คือ พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านต้องตอบโจทย์การทำงานแบบ Work from Home มีพื้นที่ประกอบอาหารขนาดกว้างขวาง มีระบบระบายอากาศภายในบ้าน และนวัตกรรมประหยัดพลังงาน

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง