โอกาสพัฒนาอสังหาฯทำเล”เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ”ยังมีสูง คาดรถไฟฟ้าสีม่วงใต้กระตุ้นมูลค่าที่อยู่อาศัยไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นลบ.

ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย  เผยการพัฒนาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) เป็นอีกหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญ หนุนให้ภาคเอกชนลงทุนต่อเนื่อง เชื่อหลังรถไฟฟ้าก่อสร้างเสร็จ ช่วยดันมูลค่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียมทาวน์เฮาส์ ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อยูนิต และ 3-5 ล้านบาทต่อยูนิต  ทำเลโดยรอบเส้นทางมีโอกาสตอบโจทย์ดีมานด์ได้รับการพัฒนามากที่สุด นอกจากตอบโจทย์ดีมานด์ในพื้นที่แล้ว ด้านราคาที่ดินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถนำไปพัฒนาโครงการได้ตามปกติ และภายใน 1-2 ปียังไม่ปรับราคาสูง  คาดหลังเปิดประเทศเพิ่มมาตรการกระตุ้นชาวต่างชาติ-ผ่อนคลายกฎเกณฑ์  เศรษฐกิจมีทิศทางการเติบโตแน่นอน
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยในงานเสวนาภายใต้หัวข้อ “โอกาสของธุรกิจอสังหาฯในทำเลเตาปูนราษฎร์บูรณะ” จากการมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ ว่า การลงทุนในโครงการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.1 แสนล้านบาทของภาครัฐ นอกจากจะเป็นการขยายโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาก่อสร้างราว 5 ปี ซึ่งส่งผลบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งงานระบบรถไฟฟ้า นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการรถไฟฟ้ายังก่อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา (Crowding-in effect) โดยเฉพาะในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย

 

“ในอดีต การก่อสร้างรถไฟฟ้าในอดีตทั้งสายสีเขียวตอนเหนือ (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) สายสีชมพู (มีนบุรี-แคราย) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ที่ภาครัฐใช้เม็ดเงินลงทุนเองกว่า 115,000 ล้านบาท ได้ส่งผลให้ภาคเอกชนลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบเพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า 81,500 ล้านบาท คิดเป็น Multiplier Effects อย่างน้อย 0.7 เท่า ส่วนในอนาคต เมื่อการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลาย คาดว่าการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้จะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยในเตาปูน-ราษฎร์บูรณะมีมูลค่าการพัฒนาเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับที่ผ่านมา”ดร.พชรพจน์ กล่าว

ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS KTB กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) มี 3 จุดเด่นที่น่าสนใจได้แก่

1.การมีเส้นทางที่พาดผ่านทั้งสถานที่ทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และโซนที่อยู่อาศัย ตลอดจนสามารถเชื่อมต่อไปย่านธุรกิจ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ จะช่วยส่งเสริมให้การเดินทางของคนในพื้นที่มากขึ้น

2.การมีสถานีที่เป็นจุดตัดกับโครงข่ายรถไฟฟ้าอื่นๆ อีกหลายเส้นทาง เช่น จุดตัดกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่สถานีวงเวียนใหญ่ ที่จะช่วยให้คนในพื้นที่ย่านคลองสาน ประชาอุทิศ-พุทธบูชา เดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจ เช่น สาทร สีลม สุขุมวิท ได้สะดวกขึ้น ทำให้เหมาะสำหรับการต่อยอดสู่ Hub ในการเดินทางและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้หลายรูปแบบ และ

3.การมีอาคารจอดแล้วจรที่สามารถรองรับจำนวนรถยนต์ได้มากถึงราว 7,900 คัน ซึ่งมากกว่าเส้นทางรถไฟฟ้าสายอื่นๆ รวมถึงสถานที่ตั้งของอาคารจอดแล้วจรที่กระจายอยู่ทั้งตอนเหนือและใต้ของเส้นทาง

“การมีเส้นทางรถไฟฟ้าที่พาดผ่านสถานที่สำคัญ อีกทั้งยังมีจุดตัด (Interchange) ที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางกับโครงข่ายรถไฟฟ้าในเส้นทางอื่นๆ รวมถึงการมีอาคารจอดแล้วจรที่มีความจุ และมีสถานที่ตั้งที่เหมาะสม จะช่วยสนับสนุนให้จำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าในภาพรวมให้สูงขึ้น และส่งผลบวกต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณรอบๆ อีกด้วย”ดร.สุปรีย์ กล่าว

นายกณิศ อ่ำสกุล

นายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS KTB กล่าวว่า การมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้จะป็นปัจจัยบวกสำคัญให้ยอดขายที่อยู่อาศัยในพื้นที่เตาปูน-ราษฎร์บูรณะมีแนวโน้มสูงขึ้น 25% จากปีละ 7,700 ยูนิต ในช่วงปี 2561-2563 มาอยู่ที่ 9,600 ยูนิต เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง ซึ่งการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้ามาถึงก็จะทำให้ยอดขายโครงการอสังหาฯในบริเวณใกล้เคียงเติบโตขึ้น อาทิ สายสีเขียวเหนือ ยอดขายปรับตัวสูงขึ้นมากถึง 97%  คิดเป็นจำนวน 6,500 ยูนิต  ที่เห็นชัดเจนคือทำเล 5 แยกลาดพร้าวและสะพานใหม่,สายสีเหลือง ยอดขายปรับตัวสูงขึ้น 23%  คิดเป็นจำนวน 12,200 ยูนิต  ,สายสีชมพู ยอดขายปรับตัวสูงขึ้น 31% คิดเป็นจำนวน 6,400 ยูนิต   และสายสีม่วงตอนใต้ ยอดขายปรับตัวสูงขึ้น 25% คิดเป็นจำนวน 9,600 ยูนิต

สำหรับทำเลรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) แบ่งได้เป็น 4 ทำเลย่อย

1.ทำเลบางซื่อรอบคลุมสถานีเตาปูน-รัฐสภา-ศรีย่าน-วชิรพยาบาล-หอสมุดแห่งชาติ-บางขุนพรหม ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก สามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบ มียอดขายสูงสุด 3,300 ยูนิตต่อปี โดยทำเลนี้ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์มากที่สุดคือ คอนโดฯต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อยูนิต จะได้รับความนิยมมาก ขายหมดได้เร็วภายในระยะเวลา 22 เดือน รองลงมาเป็นราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งได้มีผู้ประกอบการเข้าไปพัฒนาหลายรายในช่วงที่ผ่านมา

2.ทำเลพระนคร ครอบคลุมสถานีผ่านฟ้า และ สามยอด  ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ราชการ และพระบรมมหารราชวัง มียอดขาย 12   ยูนิตต่อปี

3.ทำเลคลองสาน ครอบคลุมสถานีสะพานพุทธ-วงเวียนใหญ่-สำเหร่-ดาวคะนอง ที่มีที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก คล้ายกับทำเลบางซื่อ ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ที่สุดคือคอนโดฯต่ำกว่า 3 ล้านบาท และ 3-5 ล้านบาท มียอดขายประมาณ 2,150 ยูนิตต่อปี

4.ทำเลประชาอุทิศพุทธบูชา ครอบคลุมสถานีบางปะแก้ว-บางปะกอก-สะพานพระราม9-ราษฎร์บูรณะ-พระประแดง-ครุใน ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่น-ปานกลาง ส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ มากกว่าคอนโดมิเนียม โดยที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ที่สุดคือ ทาวน์เฮาส์ ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท มียอดขายประมาณ 1,200 ยูนิตต่อปี

สำหรับราคาที่ดินนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคอนโดฯ ส่วนทาวน์เฮาส์ควรพัฒนาในซอย หรือถนนรองเป็นหลัก โดยทำเลบางซื่อและคลองสาน หากต้นทุนราคาที่ดินมากกว่า 40% จะทำให้การพัฒนาโครงการได้ยากขึ้น โดยราคาที่ดินเปล่าย่านบางซื่อ ที่เหมาะสมในการพัฒนาโครงการระดับราคา 3 ล้านบาท และ 3.5 ล้านบาท ควรอยู่ที่ราคา 200,000 บาทต่อตารางวา  และที่ดินเปล่าย่านคลองสาน ควรอยู่ที่ระดับราคา 250,000 บาทต่อตารางวา   ขณะที่ทำเลประชาอุทิศ-พุทธบูชา การพัฒนาทาวน์เฮาส์ ส่วนใหญ่มักอยู่ในซอยหรือถนนรอง  โดยราคาที่ดินติดถนนสุขสวัสดิ์ ราคาอยู่ที่ประมาณ 175,000 บาทต่อตารางวา ซึ่งสูงเกินไปต่อการพัฒนาทาวน์เฮาส์ ระดับราคา 3-3.5 ล้านบาท ดังนั้นผู้ประกอบการจึงหันไปพัฒนาโครงการในซอยสุขสวัสดิ์ 26 หรือ 30 แทน

โดยปัจจุบันราคาที่ดินยังปรับตัวไม่สูงไม่มากนัก ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยในย่านต่างๆจึงไม่สูงมากนักเช่นกัน อย่างไรก็ตามในช่วง 1-2 ปีนี้ ดีมานด์ยังไม่สูงตามสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดังนั้นจึงเชื่อว่าราคาที่ดินและราคาที่อยู่อาศัยจึงยังไม่ปรับตัวสูงมากเช่นกัน ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ คาดว่าไตรมาส 4/2564 จะมียอดโอนกรรมสิทธิ์มากกว่าช่วงไตรมาส 3/2564 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะบ้านจัดสรร มียอดโอนโต 4.8%  และปี 2565 คาดว่าจะมียอดโอนโตประมาณ 5.1% ด้านตลาดคอนโดฯยอดโอนติดลบ 4.4% ส่วนปี 2565 น่าจะฟื้นตัวมาที่ 3.2%

ส่วนแนวโน้มปี 2565  จากมาตรการเปิดประเทศรวมถึงมาตรการกระตุ้นชาวต่างชาติ และผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆซึ่งรายละเอียดต่างๆจะทยอยออกมา คาดว่าจะมีทิศทางการเติบโตอย่างแน่นอน

“การพัฒนาคอนโดมิเนียมในทำเลบางซื่อ และคลองสาน รวมถึงทาวน์เฮาส์ในทำเลประชาอุทิศ-พุทธบูชาที่ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อยูนิต และ 3-5 ล้านบาทต่อยูนิต มีโอกาสที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่มากที่สุดแล้ว ราคาที่ดิน ณ ปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปพัฒนาโครงการ โดยที่ยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 30-40% ได้ตามปกติ นอกจากนี้ หากพิจารณาในระยะถัดไป คาดว่าธุรกิจร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ก็มีโอกาสเพิ่มจำนวนสาขาขึ้นอีก 2-3 เท่า จากปัจจุบันที่ 4-5 สาขาต่อประชากร 10,000 คน เพื่อรองรับการอยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน” นายกณิศ กล่าวในที่สุด

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง