อุปสงค์-อุปทานตลาดที่อยู่อาศัยEEC 9 เดือนแรกหดตัวแรง


ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเผยข้อมูลตลาดอสังหาฯ3จังหวัดเขตเมือง EEC ช่วง9 เดือนที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เต็มๆ  ส่งผลให้อุปทานและอุปสงค์ของตลาดที่อยู่อาศัยหดตัวแรง โครงการที่่ขอออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลงถึง -31.3% ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่ลดลงเหลือ 4,913 ยูนิต  และอาคารชุดมือสองจำนวน 2,223 ยูนิต

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัด EEC ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาว่า อุปทานและอุปสงค์ของตลาดที่อยู่อาศัยหดตัวลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลงทั้งจำนวนโครงการถึง -31.3% และจำนวนหน่วย -34.6% ส่วนการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.1% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19  และรัฐบาลมีการควบคุมการดำเนินธุรกิจบางประเภท รวมถึงจำกัดการเดินทางเข้า-ออกในบางจังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) และมีการสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในช่วงการแพร่ระบาด COVID-19

แต่ยังมีปัจจัยบวกจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดที่อยู่ในระดับต่ำมาก รวมถึงรัฐบาลได้ขยายระยะเวลามาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทไปจนถึงสิ้นปี 2565 และลดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเหลือร้อยละ 10

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายของธนาคารแห่งประเทศที่ได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการ LTV ชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 มีส่วนทำให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในจังหวัด EEC ลดลงไม่รุนแรง

ดังนั้นศูนย์ข้อมูลฯ คาดการณ์ว่าในปี 2564 สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC ในด้านการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน จะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วง -16%ถึง-31.3% และการขอใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วง -9.1% ถึง 11.2%

ส่วนด้านอุปสงค์ในปีนี้ คาดว่าหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วง -14.8%ถึง -30.3% ขณะที่จำนวนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยคาดว่าจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วง -0.1%ถึง -18.3% เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2563

โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3  มีโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินจากกรมที่ดินจำนวน 28 โครงการ 2,575 ยูนิต ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ซึ่งมี  52  โครงการ  6,358 ยูนิต  โดยเฉพาะจำนวนหน่วยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลง -59.5% ต่ำที่สุดในรอบ 9 ปีนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 4,043 ยูนิต

ขณะที่ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 มีโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินจากกรมที่ดินจำนวน  99  โครงการ 9,665 ยูนิต ลดลงทั้งจำนวนโครงการและจำนวนหน่วย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ซึ่งมี  144   โครงการ  14,767 ยูนิต

โดยในจำนวนที่อยู่อาศัย 9,665 ยูนิต ส่วนใหญ่ออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเป็นทาวน์เฮ้าส์มากที่สุด จำนวน    4,872 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 50.4% ของจำนวนการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั้งหมด แต่ลดลง -37.4% รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยวจำนวน  2,425 ยูนิต และบ้านแฝดจำนวน  2,234 ยูนิต ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์ และที่ดินจัดสรร

ด้านการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยใน 9 เดือนแรก ทั้งบ้านที่ประชาชนสร้างเอง บ้านในโครงการจัดสรร และอาคารชุด มีจำนวนประมาณ 25,411 ยูนิต เพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 แบ่งออกเป็นการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบประมาณ 20,269 ยูนิต และอาคารชุดประมาณ 5,142 ยูนิต

ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน3ล้านครองแชมป์สูงสุด
สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยประเภทบ้านแนวราบใน 9 เดือนแรกของปี 2564 พบว่า เป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่หรือบ้านสร้างใหม่ที่โอนจากนิติบุคคลจำนวน  9,119 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 24,291 ล้านบาท และการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองจำนวน 10,084 ยูนิต มูลค่า 21,240 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่ต่อที่อยู่อาศัยมือสองใน 9 เดือนเท่ากับ 47 : 53 ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ของบ้านสร้างใหม่ต่อบ้านมือสองมีสัดส่วน 53:47

ในจำนวนหน่วยนี้เมื่อจำแนกตามระดับราคา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในระดับราคา 2.01 – 3ล้านบาทมากที่สุด มีจำนวน 7,027 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 36.6% ของหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์แนวราบทั้งหมด โดยแบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่จำนวน 3,992 ยูนิต บ้านมือสองจำนวน 3,035 ยูนิต รองลงเป็นบ้านระดับราคา 1.51 – 2 ล้านบาท มีจำนวน  4,581 ยูนิต คิดเป็น 23.9% โดยแบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่จำนวน 2,203 หน่วย บ้านมือสองจำนวน 2,378 หน่วย และเป็นระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท มีจำนวน 2,649 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.8 โดยแบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่จำนวน 1,740 หน่วย บ้านมือสองจำนวน  909 หน่วย ตามลำดับ

ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดใน 9 เดือนแรก เป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่จำนวน 4,913 ยูนิต  คิดเป็นมูลค่า 11,311 ล้านบาท และโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดมือสองจำนวน 2,223 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 4,353 ล้านบาท

ทั้งนี้หากจำแนกตามระดับราคา พบว่าส่วนใหญ่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในระดับดับราคา 1.51 – 2 ล้านบาทมากที่สุดจำนวน 2,228 ยูนิต แบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่จำนวน 1,860 ยูนิต อาคารชุดมือสองจำนวน 368 ยูนิต รองลงเป็นระดับราคา 2.01 – 3 ล้านบาทมีจำนวน 1,490 ยูนิต แบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่จำนวน 1,095 ยูนิต อาคารชุดมือสองจำนวน 395 ยูนิต ส่วนระดับราคาไม่เกิน 1.01 – 1.5 ล้านบาท มีจำนวน 1,318 ยูนิต ในจำนวนนี้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่จำนวน 770 ยูนิต

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง