3 นายกฯฟังธงอสังหาฯปีเสือยังไม่ฟื้น เคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่อยู่อาศัยปรับราคาสูงแต่อัตราดูดซับน้อย

จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ในช่วงแรกถึงขั้นเรียกว่า “กระอัก” แต่เมื่อตั้งหลักได้ ทุกค่ายก็พร้อมกันที่ปรับตัวรับมือสู้กับวิกฤติ ทั้งในเรื่องการนำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ในเรื่องการขายเพื่อเร่งระบายสต๊อกให้ได้มากที่สุดและใช้ป้องกันในโครงการที่ก่อสร้างและมีผู้อยู่อาศัยแล้ว ขณะเดียวกันโครงการใหม่ก็มีการชะลอการเปิดตัว แต่หลังจากที่รัฐบาลประกาศเปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น หลายค่ายประกาศแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2565 กันมากขึ้น แต่บางส่วนก็ยังไม่มั่นใจว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯปี 2565 จะฟื้นจริง เพราะหนี้ครัวเรือนยังสูง ดีมานด์ส่วนใหญ่ยังไม่มีกำลังในการซื้อที่อยู่อาศัย จะทำให้ไม่สมดุลกับซัพพลายใหม่ที่จะเกิดขึ้น
นายวสันต์ เคียงศิริ
ผู้บริโภคกระอักราคาบ้านปีเสือปรับขึ้นแน่
นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า เชื่อว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯแนวราบในปี 2564 และ 2565 คงไม่ต่างกันมากนัก โดยในส่วนของปัจจัยบวกนั้น มองว่าความต้องการบ้านแนวราบยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ส่วนปัจจัยลบยังมีอีกมากเช่นเดิม โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากภาครัฐสามารถควบคุมได้ ภาพรวมเศรษฐกิจและอสังหาฯก็จะฟื้นตัวได้เร็ว แต่ถ้าหากยังมีการแพร่ระบาดอีกรอบทุกอย่างก็จะเหมือนในปี 2564 โดยในปี 2564 อสังหาฯแนวราบมียอดการโอนจริงประมาณ 98,000 หน่วย(กทม.-ปริมณฑล) คิดเป็น 50% จากอสังหาฯแนวราบทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามคาดว่าในปี 2565 ยอดโอนอาจโตประมาณ 3% ขณะที่สถาบันการเงินยังมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่นเดิม ส่วนต้นทุนการก่อสร้างก็จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น  โดยมีสัญญาณจากเหล็กเส้นมีการปรับตัวขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 30% ด้านสุขภัณฑ์ก็ปรับเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 10% ขณะที่ต้นทุนราคาที่ดินก็ปรับขึ้นอีกประมาณ 15-20% ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกภาระเพิ่มขึ้น เพราะกำลังซื้อก็ยังไม่เพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใดส่วนเรื่องแรงงานก็ยังเป็นปัญหาที่ยุ่งยาก เพราะจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งแต่ละบริษัทต้องมีวิธีบริหารจัดการของตนเอง โดยทุกอย่างถือเป็นความท้าทายในปี 2565 เป็นอย่างมาก

ด้านการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2565 คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 50% (พื้นที่กทม.-ปริมณฑล)จากฐานเดิมที่มีการเปิดตัวต่ำอยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมาเพียง 26,000 หน่วย (ลดลงไป 29% จากปี 2563) โดยบ้านระดับกลาง ราคา 5-10 ล้านบาทยังคงเป็นพระเอก เนื่องจากกำลังซื้อระดับนี้ยังมีมาก ขณะที่ตลาดระดับล่างแม้จะมีดีมานด์ที่มาก แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องยอด Reject มากที่สุด

ส่วนมาตรการต่างๆที่ทั้ง 3 สมาคมอสังหาฯส่งหนังสือร้องเรียนไปยังภาครัฐเพื่อให้ช่วยเหลือภาคธุรกิจนั้น มีทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว เพื่อต้องการให้ประชาชนมีบ้านเป็นของตนเอง ซึ่งอยากให้ภาครัฐคงค่าธรรมเนียมการจดจำนอง และการโอน บ้านหลังแรกอย่างถาวร แต่ที่ผ่านมาหลายมาตรการภาครัฐยังไม่ตอบสนองมากนัก มีเพียงเรื่องการผ่อนคลายมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value : LTV)ชั่วคราวถึงปลายปี 2565 เท่านั้น ทำให้เริ่มมีบรรยากาศการซื้อขายที่ดีขึ้น หากทุกอย่างฟื้นตัว ก็อยากให้สถาบันการเงินผ่อนคลายความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อรายย่อยด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคมีบ้านได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้จากการแพร่ระบาดของวิกฤติโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาฯมีการปรับตัวเป็นอย่างมาก ด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้เพื่อส่งเสริมการขายและเพิ่มทางรอดของธุรกิจ เชื่อว่าในปี 2565 คงไม่ต้องมีอะไรให้ปรับตัวมากแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการทุกรายได้ผ่านวิกฤติที่หนักหนาสาหัสมากันได้แล้ว และมั่นใจว่ากำลังซื้อจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว ซึ่งหวังว่าภายในระยะเวลา 1-2 เดือนก็จะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นว่า โควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน (OMICRON) จะมีความรุนแรงระดับไหน แต่ผู้ประกอบการเองก็ต้องมีมาตรการป้องกันที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

“ผมเชื่อว่าความท้าทายในปี 2565 ก็คือเรื่องซัพพลายใหม่ที่จะเข้ามา ว่าจะสมดุลกับกำลังซื้อ และดีมานด์สามารถเข้าถึงสินค้าได้ แต่ก็แอบหวั่นว่าซัพพลายจะเข้ามามากเกิน เพราะดีมานด์ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่”

นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ
ฟันธงอสังหาฯปี’65 ยังไม่ฟื้น อัตราการดูดซับยังน้อย
นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย  กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาฯมองว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯในปี 2565 น่าจะดีกว่าปี 2564 แม้ว่าในช่วงปี 2562-2564 ยอดโอนกรรมสิทธิ์จะมีการชะลอตัวไปประมาณ 30-40% ก็ตาม แต่อสังหาฯบางตลาดก็ดีขึ้นถึงประมาณ 30% ส่วนตลาดคอนโดฯนั้น ผู้ประกอบการบางรายมีการออกมาคาดการณ์ว่าในปี 2565 ตลาดจะดีขึ้นประมาณ 70% จึงเตรียมแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่เป็นจำนวนมาก

โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจากวิกฤติโควิด-19 ทำให้มีผู้ประกอบการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไปเป็นจำนวนมาก แต่ในปี 2565 ผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวและเร่งการเปิดตัวโครงการใหม่กันมากขึ้น เพราะหลายรายซื้อที่ดินเตรียมรอการพัฒนาไว้แล้ว บางรายก็เป็นการพัฒนาโครงการที่เลื่อนการเปิดตัวจากในช่วงปี 2564

 

“มองว่าซัพพลายใหม่ที่จะเกิดขึ้นต้องสะท้อนถึงดีมานด์ด้วย ซึ่งหวั่นว่าหากผู้ประกอบการแห่กันเปิดตัวโครงการใหม่กันมาก แต่ดีมานด์ยังไม่ค่อยฟื้นตัว เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ดีมานด์บางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงราคาสินค้าได้ ซึ่งยังไม่มีปัจจัยอะไรมาช่วยมากนัก จึงฟันธงว่าตลาดอสังหาฯในปี 2565 ยังไม่ดีขึ้น เพราะอัตราการดูดซับยังน้อยไม่ถึง 1.1% และน่าจะลากยาว เนื่องจากพื้นฐานด้านท่องเที่ยวและส่งออกยังไม่เป็นบวก”

นายมีศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเรื่องมาตรการของภาครัฐนั้นมองว่ายังไม่มีแนวโน้มที่จะต่ออายุมาตรการการจดจำนองและการโอน เพราะปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-performing Loan : NPL)ในปี 2565 ยังมีอีกมากและแนวโน้มจะยิ่งชัดเจนมากขึ้น และคิดว่าภาครัฐควรผลักดันเรื่องการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ จาก 3.3% เหลือ 0.01%

สำหรับอสังหาฯที่จะเป็นพระเอกมาแรงในปี 2565 จะเป็นโครงการแนวราบระดับกลาง-บน โดยที่ผ่านมามีแรงซื้อจากนักลงทุนชาวจีนที่ดำเนินการผ่านนอมินี จึงยากให้ภาครัฐออกกฎหมายผลักดันให้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะได้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพราะที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนักลงทุนชาวจีนยังใช้นอมินีซื้อที่ดินแปลงใหญ่มากขึ้น เพื่อพัฒนาอสังหาฯในการขายคนจีนด้วยกันมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเห็นในพื้นที่พัทยา ,เชียงใหม่ และเชียงราย จึงอยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว เพราะมิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเหมือนทัวร์ศูนย์เหรียญ (Zero-Dollar Tour)

“ที่ผ่านมาจากการที่ภาครัฐแก้ประมวลกฎหมายที่ดินให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อบ้านเดี่ยวระดับราคา 10-15 ล้านบาทขึ้นไปได้ แต่จากข้อมูลพบว่าประเทศไทยไม่มีในลิสต์ที่ชาวต่างชาติระดับ High NetWorth โดยเฉพาะชาวจีน ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยระดับดังกล่าว ส่วนใหญ่จะสนใจซื้อระดับ 4-5 ล้านบาทมากกว่า เพราะชาวจีนถูกจำกัดด้วยนโยบายของรัฐบาลจีน จึงหันมาลงทุนนอกประเทศกันมากขึ้น”นายมีศักดิ์ กล่าว

นายมีศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการต่างปรับตัวรับมือกับวิกฤติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงประกาศสั่งปิดแคมป์คนงาน และไซต์งานก่อสร้าง ซึ่งในส่วนโครงการที่ตนพัฒนาใน จ.ชลบุรี ก็ประสบปัญหาเช่นกัน แต่ก็ป้องกันด้วยวิธีการตรวจแบบ Antigen Test Kit (ATK) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และหากพบผู้ติดเชื้อ ก็จะสามารถแยกออกไปรักษาตัวได้อย่างทันท่วงที จึงอยากให้ภาครัฐมีมาตรการการใช้วิธีการตรวจแบบ ATK ในทุกไซต์งานก่อสร้างในทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแพร่ระบาด ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจและภาคธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้

“สิ่งที่ท้าทายที่สุดในปี 2565 หากมองในระยะยาวก็คือเรื่องสภาวะเศรษฐกิจและรายได้ครัวเรือน เช่น จ.ชลบุรี รายได้หลักจะอยู่ในโซนนิคมอุตสาหกรรม และท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมาโรงงานมีการขยายตัวใหม่น้อยมาก ทำให้กำลังการผลิตน้อยตามไปด้วย ทำให้รายได้ไม่พอเพียง การซื้อบ้านก็ไม่เกิดขึ้น จึงไม่มั่นใจว่าในปี 2565 อัตราการดูดซับจะมีมากน้อยเพียงใด เนื่องจากวัสดุก่อสร้างก็ปรับราคาขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 5% แล้ว  อีกทั้งผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)ของปี 2560-2561 ที่ผ่านมาโตต่ำที่สุดในอาเซียน อีกทั้งธนาคารโลก (World Bank)ก็มีการประเมินเศรษฐกิจไทยและGDP ที่ต่ำสุดเช่นกัน” นายมีศักดิ์ กล่าวในที่สุด

 

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์
ดีมานด์คอนโดฯเริ่มฟื้นตัวชัดเจนในปี’66
ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า แนวโน้มภาพรวมตลาดอสังหาฯในปี 2565 โดยเฉพาะดีมานด์คอนโดมิเนียมจะค่อยๆฟื้นตัวดีขึ้น และจะเห็นได้อย่างชัดเจนในปี 2566 ส่วนสถานการณ์ต่างๆที่รัฐบาลเคยประกาศล็อกดาวน์ไป ก็ต้องเร่งผลักดันให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ เพื่อเร่งให้ GDP ในประเทศโตตามเป้าหมาย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก

ส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2565 คงต้องจับตาดูในแต่ละไตรมาส เพราะต้องรอดูการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและรายได้ของครัวเรือนเป็นหลัก  แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายมีที่ดินที่รอการพัฒนาอยู่แล้ว และส่วนใหญ่จะเข้าไปพัฒนาในทำเลที่มีการแข่งขันไม่มากนัก เพื่อลดความเสี่ยง

สำหรับสินค้าที่คาดว่าจะเป็นพระเอกในปี 2565 คือคอนโดฯระดับราคา 1 ล้านบาทต้นๆ เพราะดีมานด์กลุ่มดังกล่าวยังเป็นฐานสามเหลี่ยมที่ใหญ่ ขณะที่กลุ่มระดับกลาง-บน ราคา 3-7 ล้านบาท ดีมานด์ยังมีกำลังซื้อ แต่ฐานยังไม่ใหญ่มากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มระดับ 1 ล้านบาทต้นๆ

ด้านมาตรการที่อยากให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือคือ มาตรการการลดค่าจดจำนองและการโอน ด้วยการไม่จำกัดราคา แต่ได้รับสิทธิ์ที่ระดับราคา 3 ล้านบาทแรกทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงบ้านมือสอง และบ้านสั่งสร้างด้วย เพื่อกระตุ้นให้คนอยากมีบ้านมากขึ้น

สำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะนำมาใช้ในปี 2565 นั้นมองว่า ด้วยระบบเทคโนโลยีการสื่อระดับ 5G และ 6G ทำให้การดำเนินการในธุรกิจได้เร็วขึ้นและสั้นลง ดังนั้นแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจจึงมีความจำเป็นมากขึ้น

 

“มองว่าการต้องติดตามพฤติกรรมความต้องการผู้บริโภคให้ทันและเร็วขึ้น คือสิ่งที่ท้าทายที่สุดในปี 2565 เพราะหากใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ก็ยิ่งจำเป็นมากขึ้น เนื่องจากตลาดจะเป็นของผู้ซื้อมากขึ้นนั้นเอง”

คงต้องจับตาดูกันว่าในปี 2565 นี้วิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะจางหายไปหรือไม่ เศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาฯจะฟื้นหรือชะลอตัว  และภาครัฐจะมีมาตรการอะไรออกมากระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และให้ดีมานด์เข้าถึงสินค้า เพื่อสนองนโยบายภาครัฐที่อยากให้คนไทยมีบ้านหรือไม่

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง