LALINประกาศแผนปี 65 จ่อผุดแนวราบ 10-12 โครงการ มูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท มั่นใจกำกระแสเงินสดเพียงพอขยายธุรกิจ

ลลิลฯเผยภาพรวมตลาดอสังหาฯปี 65 โตอย่างน้อย 10% จาก 5 ปัจจัยบวก ส่งผลแรงอั้นจากปี 64 กลับมาซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ประกาศแผนปีเสือจ่อเปิดแนวราบ 10 – 12 โครงการ ใหม่ มูลค่ารวม 7,000 – 8,000 ล้านบาท เน้นทำเลกทม. 90% ส่วนหัวเมืองรอง-EEC รอสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย พร้อมตั้งเป้ายอดขายแตะ 8,500 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 7,200 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 10% ทั้งรุกกลยุทธ์ด้าน Digital Marketing หวังเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างมีศักยภาพ-ตรงตามไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน มั่นใจกำกระแสเงินสดเพียงพอขยายธุรกิจอีกกว่า 1,000 ล้านบาท
นายไชยยันต์ ชาครกุลประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN เปิดเผยถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่เกิดรูปแบบการฟื้นตัวที่ขาดสมดุลขึ้น หรือการฟื้นตัวแบบ K-Shaped   เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีการฟื้นตัวได้ดี  โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะกลับมาขยายตัวได้ราว 5.9% จากที่หดตัว 3.1% ในปี 2563    ในขณะที่เศรษฐกิจของอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีการฟื้นตัวที่ช้า โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยที่ราว 1% จากที่หดตัวถึง 6.1% ในปี 2563 ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวล

สำหรับปี 2565 นี้ คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทย (GDP) จะขยายตัวได้ประมาณ 3 – 4% ซึ่งถือว่ายังไม่กลับไปสู่ระดับปกติในช่วงก่อนเกิดการะบาดของโควิด-19  ทั้งนี้เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่  ตลอดจนการเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก นำไปสู่การเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศ  ในขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอจากผลกระทบของการระบาด  ระดับหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง  ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์    อย่างไรก็ดีภาคอสังหาริมทรัพย์มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ได้มีการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปจนถึงสิ้นปี 2565 อีก 1 ปี  ,การผ่อนปรนเกณฑ์มาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value : LTV) จากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)  รวมถึงตลาดแนวราบที่ยังได้แรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูงมาเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้ดีกว่าในยุค New Normal

“ภาพรวมอสังหาฯในปีนี้ น่าจะเป็นบวก คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างน้อย 10% จาก 5 ปัจจัยบวก คือ จีดีพีมีการเติบโต 3-4% จะมีแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจต่างๆมีการฟื้นตัว และทำให้ภาคประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีเงินมาซื้อบ้าน ส่วนโควิด-19 รอบนี้จะไม่ร้ายแรงเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่มาตรการของรัฐที่ขยายค่าธรรมเนียมโอนไปอีก 1 ปี  รวมไปถึงการผ่อนปรนมาตรการ LTV ของแบงก์ชาติ และอัตราดอกเบี้ยในไทยอาจจะปรับขึ้นไม่ขึ้นเท่าสหรัฐอย่างแน่นอน เชื่อว่าน่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ และราคาอสังหาฯในปีนี้ หรือความต้องการซื้อในปีที่แล้วที่ยังอั้นอยู่ น่าจะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจออกมาซื้อในปีนี้ เชื่อว่าทั้ง 5 ปัจจัยนี้จะเป็นผลบวก ทำให้คนมีความต้องการเพิ่มขึ้น” นายไชยยันต์ กล่าว

ทั้งนี้มองว่าแม้สภาวะเศรษฐกิจ และสภาวะอุตสาหกรรม ในปี 2565 นี้ จะยังไม่เอื้ออำนวยมากนัก แต่บริษัทฯ ยังมีความเชื่อมั่นในแผนกลยุทธ์ การบริหารงาน และความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในตลาดแนวราบของบริษัทฯ  จึงมั่นใจว่าจะเป็นอีกปีที่จะสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เดินหน้าสู่การเป็น National Housing Company และก้าวสู่การเป็น 1 ใน 5 แบรนด์แรกของผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อมองหาที่อยู่อาศัยแนวราบในระดับราคา 2 -8 ล้านบาท  โดยในปีนี้มีแผนเปิดโครงการเพิ่มเติมอีก 1012 โครงการ มูลค่ารวม 7,000 – 8,000 ล้านบาท ซึ่งเน้นทาวน์เฮาส์ สัดส่วน 52% ที่เหลืออีกประมาณ 48% เป็นบ้านเดี่ยว เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเรียลดีมานด์ โดยเป็นการพัฒนาโครงการในพื้นที่กรุงเทพฯสัดส่วน 90% ส่วนโครงการในต่างจังหวัดในหัวเมืองรองและพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) นั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูล โดยเฉพาะในพื้นที่จ.ชลบุรี ที่ขณะนี้มีอัตราผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นมาสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ อีกประการหนึ่งมองว่าการฟื้นตัวของอสังหาฯในตลาดต่างจังหวัด จะช้ากว่าในกทม.ประมาณ 1 Wave ซึ่มั่นใจว่าจะสามารถเปิดโครงการใหม่ได้ตามเป้า เพราะไม่มีปัญหาเรื่องกระแสเงินสด เนื่องจากมีเพียงพอที่จะขยายธุรกิจ

ส่วนการร่วมมือกับพันธมิตรนั้น ที่ผ่านมาก็ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง แต่การต่อยอดทางธุรกิจแล้วทำองค์กรมีความเสี่ยง ก็จะไม่ดำเนินการ ซึ่งก็มองอยู่ตลอดว่าธุรกิจไหนที่จะสามารถร่วมทุนได้ แต่การเจรจาที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เพิ่มความเสี่ยงมากกว่าที่จะเพิ่มการเจริญเติบโต จึงยังไม่มีแผนที่จะร่วมทุนแต่อย่างใด

“ปีนี้เป็นปีที่มีอุปสรรคและยุ่งยากอีกปีหนึ่ง  ผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนให้ได้ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯจึงไม่ค่อยมีการปรับราคามากนัก และมองว่าอัตราดอกเบี้ยไทยยังไม่ปรับตัวมากนัก เมื่อเทียบกับต่างชาติ แต่การวางแผนกลยุทธ์ที่ถูกต้อง จะทำให้ฟันฝ่าอุปสรรคในปีนี้ไปได้  โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 8,500 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 7,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่ทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมาย” นายไชยยันต์ กล่าว

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล
ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN กล่าวว่า ในปีนี้ ลลิลฯ จะมีการต่อยอดการใช้กลยุทธ์ด้าน Digital Marketing เพิ่มมากขึ้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างมีศักยภาพและตรงตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โดยได้นำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์เกี่ยวกับ Customer Insight  เพื่อนำเสนอรูปแบบผลิตภัณฑ์และการบริการที่เข้าถึง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ  รวมไปถึงการยกระดับการบริหารจัดการระบบสารสนเทศภายในองค์กร โดยนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานในทุกภาคส่วนในองค์กร เพื่อยกระดับสู่ Digital Company อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2565 นี้ จะยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบที่เป็น Real Demand  ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุค New Normal ได้ดีกว่า เพราะมีพื้นที่สีเขียวในการผ่อนคลาย และมีพื้นที่ใช้สอยที่รองรับการใช้ชีวิต ตอบสนองความต้องการในหลากหลายรูปแบบทั้งการ Work from Home และการเรียนผ่านระบบออนไลน์  ซึ่งบริษัทฯให้ความสำคัญอย่างมากในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ทั้งในเรื่องความสวยงามด้านการออกแบบ และฟังก์ชันการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ   โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ถือเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์รายแรกที่จุดกระแสนิยมในแบบบ้านสไตล์ฝรั่งเศสในประเทศไทยด้วยการออกแบบ French Colonial Style ที่นำความงดงามของสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่เรียบหรูมาประยุกต์เข้ากับการสร้างสรรค์ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตสังคมเมือง บนทำเลศักยภาพในราคาที่คุ้มค่าจับต้องได้

ทั้งนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ Lalin The Next เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์เพื่อคนไทย พร้อมมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยแบบใหม่ที่ดีกว่า ที่รวม 3 แนวทางหลักเพื่อสร้างการเติบโตจากปัจจุบันสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย Next Dynamic Sustainable การบริหารโดยยึดหลัก  ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน  ด้วยการเป็นองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และมองเห็นคุณค่าในการประหยัดพลังงาน มีการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีการสนับสนุนช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ ทั้งยังดำเนินกิจการด้วยหลักจริยธรรม ยุติธรรม และโปร่งใส มีการดำเนินกิจการที่ดีเพื่อสร้างผลประกอบการที่ดี โดยมุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความยั่งยืนต่อไป ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรต่างๆ รวมถึงตัวองค์กรเองด้วย  Next Living Experience มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อลูกค้า เฟ้นหาที่ตั้งโครงการในทำเลศักยภาพ  สร้างสรรค์การออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมและดีไซน์ที่ทันสมัยในวิสัยทัศน์แห่ง Trend setter  เลือกสรรวัสดุคุณภาพในการก่อสร้างและตอบโจทย์ในเรื่องของฟังก์ชัน สะท้อนทุกๆการใช้ชีวิตในแบบที่ลูกค้าต้องการ พร้อมส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพ  สร้างประสบการณ์ใหม่ในการอยู่อาศัย  รวมทั้งใส่ใจการบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตอีกระดับให้กับครอบครัวลลิล

โดยได้นำเสนอนวัตกรรมการอยู่อาศัย LI (Lalin Innovation for Living) ที่ครอบคลุม 3 ส่วน ประกอบด้วย

1.LI-Smart & Security เสริมความสะดวกสบายและระบบรักษาความปลอดภัย

2.LI-Eco System ส่งมอบบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้าเพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน

3.LI-Lively & Healthy “บ้านสุขภาพดี” ให้ความสำคัญต่อเรื่องการถ่ายเทอากาศ การคำนึงถึงทิศทางลมและแสงแดด และคัดสรรวัสดุที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการอยู่อาศัย และ Next Innovative Co-Creation เพราะตระหนักดีว่าสินทรัพย์ที่มีค่าสูงสุดคือ “บุคลากร”

ดังนั้น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในองค์กรอยู่เสมอ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยมีการจัดตั้ง  Lalin  Academy แหล่งความรู้สนับสนุนบุคลากรในการทำงาน มีการ Training อย่างต่อเนื่อง ทั้ง New Skill, Re-Skill และ Up Skill เป็นการเตรียมพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีการใช้เทคโนโลยี Data Analytics ในการทำงานทั่วทั้งองค์กร ต่อยอดการทำงานในรูปแบบการตลาด Offline สู่ Online ได้เต็มรูปแบบ และทั้งนี้ยังนำมาปรับใช้ในเรื่องการทำงานยุค New normal ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

“ในส่วนภาพรวมสถานะด้านการเงิน กล่าวได้ว่าบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพียง 0.6 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 1.4 -1.5 เท่า  รวมทั้งมีกระแสเงินสดสำรองเพื่อรองรับการขยายธุรกิจอีกกว่า 1,000 ล้านบาท  โดยในปี 2565 นี้ บริษัทฯ ได้จัดสรรงบในการซื้อที่ดินไว้ประมาณ 1,100-1,300 ล้านบาท และพร้อมปรับเพิ่มให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจตามแผนงาน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ” นายชูรัชฏ์ กล่าวในที่สุด

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง