SCG จ่อปรับราคาสินค้ารับทุนพลังงานเพิ่มจากสงครามยูเครน

เอสซีจีชี้สงครามยูเครน-รัสเซีย ดันต้นทุนราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น กระทบธุรกิจเคมีภัณฑ์ กลุ่มซิเมนต์และวัสดุก่อสร้าง กลุ่มบรรจุภัณฑ์และกระดาษ เตรียมปรับราคาสินค้าเพิ่มตามตามกลไกตลาดและต้นทุนที่ปรับขึ้นไปมาก มั่นใจปัญหาการสู้รบกันของทั้งสองประเทศไม่ยืดเยื้อ เตรียมมาตรการรับมือไว้พร้อมเพราะมีประสบการณ์ตรงจากผลกระทบของโควิด-19

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า สถานการณ์การสู้รบกันระหว่างประเทศรัสเซียกับยูเครน มีผลกระทบต่อต้นทุนราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศรัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของโลก โดยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 2ของโลก และเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน 1ใน 4 ของความต้องการน้ำมันในกลุ่มประเทศอียู นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยสินค้าทั้งในยุโรป อเมริกา และในประเทศแถบเอเซีย เพราะจะเกิดปัญหาสินค้าขาดแคลน ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น

โดยในส่วนของธุรกิจเอสซีจีได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นมากที่สุด คือ กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ ซึ่งทำยอดขายได้กว่า 50% ของพอร์ตยอดขายรวมทั้งกลุ่มเอสซีจีและทำกำไรได้ประมาณ 60% ของกำไรทั้งหมด รองลงมาเป็นกลุ่มซิเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีต้นทุนด้านพลังงานประมาณ 20% และกลุ่มบรรจุภัณฑ์และกระดาษ ซึ่งมีต้นด้านพลังงานอยู่แค่ 5%ของต้นทุนพลังงานโดยรวม  โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ ซึ่งต้องใช้น้ำมันนาฟต้าเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ขณะที่ยอดขายสินค้าในเครือเอสซีจีที่ส่งไปจำหน่ายในประเทศยูเครนและรัสเซียมีน้อยมาก คิดเป็นยอดขายแค่ 1-2%เท่านั้นของพอร์ตยอดขายรวมต่อปี

ดังนั้นราคาสินค้าบางผลิตภัณฑ์ของเอสซีจีอาจจะต้องปรับขึ้นตามกลไกตลาดและต้นทุนที่ปรับขึ้นไปมาก ซึ่งจะส่งผลต่อกำไรสุทธิของบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่นเดียวกับยอดขายปีนี้ที่เอสซีจีได้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 10% เมื่อเทียบกับปี 2564 อาจจะปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าปัญหาการสู้รบกันระหว่างยูเครนกับรัสเซียไม่น่าจะยืดเยื้อนานและมีความรุนแรงไม่มาก เพราะมีหลายฝ่ายได้พยายายเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ เมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมากว่า2ปีและส่งผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันหลายภาคธุรกิจยังไม่ฟื้นตัว เช่น ภาคธุรกิจท่องเที่ยว

“หลายธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวดีจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ดังนั้นหลายธุรกิจมีสภาพเหมือนคนยังไม่หายป่วยและต้องออกมาเจอกับโรคใหม่ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ทำให้มีความรุนแรงมากขึ้นเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด”


นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า ในส่วนของเอสซีจีได้เรียนรู้วิธีการรับมือจากวิกฤติโควิด-19 มาแล้ว ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ได้ โดยแผนธุรกิจระยะสั้น จะเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยง  ทั้งต้นทุนพลังงานหรือการดูแลซัพพลายเชน (Supply Chain) รวมถึงการควบคุมต้นทุนทางการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจสามารถเดินไปได้

นอกจากนี้จะต้องประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้าว่าอะไรคือเรื่องสำคัญ อาทิ โครงการเคมิคอลที่บริษัทลงทุนในเวียดนามยังต้องดำเนินการต่อให้ครบ 100% รวมถึงการเดินหน้าทำธุรกิจในตลาเอเชียซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของบริษัท ตลอดจนการปรับกระบวนการผลิต การบริหารจัดการโครงการก่อสร้างต่างๆ ให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero – Go Green – Lean โดยจะเพิ่่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก วิจัยและลงทุุนในเทคโนโลยีขั้้นสููง (Deep Technology) อย่างต่อเนื่่อง รวมทั้้งพัฒนาธุุรกิจคาร์์บอนต่ำ เพื่่อให้บรรลุุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง