ทิศทางขาขึ้นของค่าไฟหนุนตลาดโซลาร์รูฟท็อปภาคธุรกิจ เติบโตกว่า 54% ในปี 65

ท่ามกลางทิศทางขาขึ้นของอัตราค่าไฟฟ้าที่ได้รับแรงกดดันจากราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลในตลาดโลกที่มีแนวโน้มยืนตัวในระดับสูงโดยเฉพาะจากวิกฤตรัสเซียยูเครน ส่งผลช่วยยกระดับความน่าสนใจในการลงทุนโซลาร์รูฟท็อปในภาคธุรกิจเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าพร้อมทั้งตอบสนองกระแสพลังงานสะอาด แม้ว่าในปัจจุบันราคาแผงโซลาร์กำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัญหาด้านอุปทานวัตถุดิบในตลาดโลก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ปัจจัยดังกล่าวน่าจะมีส่วนหนุนให้ตลาดโซลาร์รูฟท็อปภาคธุรกิจในปี 2565 ขยายตัวสู่ระดับ 125.9 เมกะวัตต์ หรือเติบโตราวร้อยละ 54.2 จากปีก่อน ในขณะที่ความคุ้มค่าของการลงทุนโซลาร์รูฟท็อปของผู้ประกอบการภาคธุรกิจจะยังคงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละผู้ประกอบการ
พลังงานไฟฟ้า นับได้ว่าเป็นต้นทุนสำคัญประการหนึ่งของการประกอบธุรกิจทั้งภาคการผลิตและบริการ โดยคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยโดยรวมราวร้อยละ 4.0 ของต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ โดยแหล่งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันมาจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราวร้อยละ 64 และเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นอย่างน้ำมันและถ่านหินรวมกว่าร้อยละ 20 ภายใต้โครงสร้างเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าของไทยดังกล่าว อัตราค่าไฟฟ้าของไทยกำลังมีทิศทางขาขึ้น จากแรงกดดันของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลในตลาดโลกที่มีแนวโน้มยืนตัวในระดับสูงจากผลกระทบวิกฤตรัสเซียยูเครน และกำลังการผลิต LNG ในอ่าวไทยที่ลดลงราวครึ่งหนึ่งจากช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านผู้รับสัมปทาน ภาวะดังกล่าวมีส่วนเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อปเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นทางเลือกที่อยู่ในกระแสความสนใจของภาคธุรกิจไทยมาระยะหนึ่งแล้ว แม้ว่าจะมีแนวโน้มการลงทุนที่สะดุดตัวลงบ้างในปีที่ผ่านมาจากภาวะราคาแผงโซลาร์ที่พุ่งสูงขึ้นจากปัญหาอุปทานวัตถุดิบ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

ในช่วงก่อนโควิด-19 ความคุ้มค่าในการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องท่ามกลางแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าไฟเฉลี่ยของภาคธุรกิจในช่วงก่อนโควิด-19 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ[1] และต้นทุนการผลิตไฟของประเทศที่สูงขึ้น สวนทางกับต้นทุนการผลิตไฟโดยโซลาร์รูฟท็อปที่มีแนวโน้มลดลงตามการพัฒนาของเทคโนโลยี โดยนับตั้งแต่ปี 2562 ส่วนต่างซึ่งเป็นค่าไฟที่ประหยัดได้โดยเฉลี่ยในภาคธุรกิจที่ลงทุนใช้งานโซลาร์รูฟท็อปอยู่ในระดับที่มากกว่า 1.36 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2560 ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ผู้ประกอบการภาคธุรกิจโดยเฉพาะรายกลางและใหญ่เริ่มหันมาสนใจลงทุนในโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้งานเองภายในธุรกิจมากขึ้น แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะไม่มีมาตรการใหม่จากทางภาครัฐในการรับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ดี แนวโน้มการลงทุนโซลาร์รูฟท็อปก็สะดุดตัวลงบ้างในปีที่ผ่านมาจา ผลกระทบโควิด-19 ต่อภาวะธุรกิจ และอัตราค่าไฟของภาครัฐที่ลดลง ขณะที่ราคาแผงโซลาร์กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2564 จากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อการนำเข้าหรือใช้โพลีซิลิคอนซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในแผงโซลาร์ที่มาจากมณฑลซินเจียงของจีน ยิ่งไปกว่านั้น ต้นทุนแผงโซลาร์ก็ยังได้รับแรงกดดันจากราคาทองแดงและอะลูมิเนียมที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ภายใต้ภาวะดังกล่าว ส่งผลให้ต้นทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกลับมามีทิศทางขาขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วอีกครั้ง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ต้นทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในปี 2565 น่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 22.9 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ หรือราวร้อยละ 7.0 จากปีก่อน

แม้ต้นทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในปี 2565 ยังมีทิศทางขาขึ้น แต่แรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าไฟในปีนี้น่าจะมีส่วนยกระดับความน่าสนใจและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการภาคธุรกิจหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น การทยอยเพิ่มขึ้นของอัตราค่าไฟของภาครัฐตั้งแต่ช่วงต้นปีและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า น่าจะมีส่วนหนุนให้ค่าไฟเฉลี่ยของภาคธุรกิจในปี 2565 เพิ่มขึ้นแตะ 4 บาทต่อหน่วย หรือเร่งตัวสูงขึ้นราวร้อยละ 10.5 จากปีก่อน ทำให้ระดับความน่าสนใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มสูงขึ้นจากค่าไฟที่จะประหยัดได้มากขึ้น แม้ว่าต้นทุนการติดตั้งจะยังคงมีทิศทางขาขึ้นดังที่กล่าวมาข้างต้น ขณะที่ การลงทุนโซลาร์รูฟท็อปภาคธุรกิจในปีนี้น่าจะยังคงเป็นไปเพื่อใช้งานภายในธุรกิจเป็นหลัก แม้ว่าหน่วยงานรัฐกำลังพิจารณาเปิดรับซื้อไฟส่วนเกินจากผู้ประกอบการธุรกิจที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ก็เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์หลักในการลดผลกระทบของต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของภาครัฐที่ยืนตัวในระดับสูง จึงทำให้เงื่อนไขรับซื้อซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาเป็นไปในลักษณะจำกัดทั้งราคา ขนาด และระยะเวลาในการรับซื้อ

จากตัวเลขการยื่นขอติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคธุรกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 ที่ขยายตัวกว่าร้อยละ 82.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขึ้นสู่ระดับ 31.8 เมกะวัตต์ ประกอบกับยอด Backlog บางส่วนที่อยู่ระหว่างรอการติดตั้ง ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในปี 2565 ตลาดโซลาร์รูฟท็อปภาคธุรกิจน่าจะขยายตัวสู่ระดับ 125.9 เมกะวัตต์ หรือเติบโตราวร้อยละ 54.2 จากปีก่อน ในขณะที่ค่าไฟที่น่าจะประหยัดได้โดยเฉลี่ยของภาคธุรกิจหากลงทุนใช้งานโซลาร์รูฟท็อปในปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นจากปี 2564 เนื่องจากค่าไฟเฉลี่ยของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก ซึ่งค่าไฟที่ประหยัดได้ดังกล่าวเป็นการประเมินเบื้องต้นจากภาพรวมของภาคธุรกิจ ในขณะที่ค่าไฟที่จะประหยัดได้จริงของแต่ละผู้ประกอบการจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์ ปริมาณการใช้ไฟ เงินลงทุนในการติดตั้ง งบการเงินของกิจการ เป็นต้น

แรงหนุนการเติบโตของตลาดโซลาร์รูฟท็อปภาคธุรกิจในปี 2565 คาดว่าจะมาจากกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนการดำเนินธุรกิจจากค่าไฟที่สูง ทั้งธุรกิจในภาคการผลิต ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตซีเมนต์และเหล็ก และธุรกิจในภาคบริการ เช่น โกดังสินค้า โรงแรม ค้าปลีกอย่างห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ที่เน้นให้ความสำคัญกับการประหยัดต้นทุนและความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะกลางถึงยาว โดยที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจเฉพาะหน้าจำกัด รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนเนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากบีโอไอภายใต้มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพทั้งภาคการผลิตและบริการ

นอกจากนี้ ตลาดโซลาร์รูฟท็อปในปีนี้ยังได้รับแรงหนุนฝั่งอุปทานจากการรุกทำตลาดเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการธุรกิจผลิตและบริหารจัดการพลังงาน ทั้งจากผู้เล่นเดิมที่อยู่ในธุรกิจพลังงานทางเลือก และกลุ่มผู้เล่นใหม่ที่มาจากธุรกิจพลังงานฟอสซิล โดยผู้ประกอบการโซลาร์รูฟท็อปต่างแข่งขันการนำเสนอโมเดลการลงทุนที่จูงใจผู้ประกอบการภาคธุรกิจในลักษณะที่พยายามลดภาระจากการลงทุนและบำรุงรักษาโซลาร์รูฟท็อปขององค์กรธุรกิจ เช่น โมเดลการผ่อนชำระค่าติดตั้งโดยทยอยหักจากค่าใช้จ่ายไฟฟ้าที่ประหยัดได้จริงในแต่ละเดือนหากใช้โซลาร์รูฟท็อปแทนโครงข่ายไฟฟ้าของภาครัฐ หรือแม้แต่โมเดลในลักษณะที่องค์กรธุรกิจไม่ต้องออกเงินลงทุนติดตั้งและดูแลรักษาระบบเอง แต่ต้องทำสัญญาซื้อไฟในระยะยาวโดยได้รับส่วนลดราวร้อยละ 10 ถึง 30 จากอัตราค่าไฟของภาครัฐ (ขึ้นกับขนาดการติดตั้งและเงื่อนไขอื่นในสัญญา) เป็นต้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การลงทุนโซลาร์รูฟท็อปน่าจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในระยะข้างหน้า จากแรงหนุนที่สำคัญคือ กระแสการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESG) รวมถึงแรงผลักดันจากนโยบายภาครัฐในหลายประเทศรวมถึงไทยที่ตั้งเป้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และน่าจะมีการทยอยออกมาตรการผลักดันที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นในระยะข้างหน้า เช่น มาตรการเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งเริ่มมีการประกาศมาตรการบ้างแล้วในยุโรป ในขณะที่ภาครัฐไทยกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการภาคธุรกิจไทยต้องพิจารณาปรับตัวโดยหันมาลงทุนใช้พลังงานสะอาดซึ่งรวมถึงโซลาร์รูฟท็อปเพื่อตอบสนองกระแส ESG ดังกล่าวมากขึ้น อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้วก่อนจะตัดสินใจลงทุน ผู้ประกอบการแต่ละรายยังคงต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าในประเด็นต่างๆ อย่างรอบคอบ เพราะสถานการณ์แวดล้อมและกฎระเบียบทางการอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไปข้างหน้าอัตราดอกเบี้ยก็จะมีแนวโน้มปรับมาเป็นทิศทางขาขึ้นด้วย

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง