SENA มั่นใจศก.ไทยเริ่มฟื้นตัวหลังรัฐเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ลุยพัฒนาที่อยู่อาศัยติดโซลาร์รูฟท็อปลดค่าใช้จ่ายลูกบ้านหนีค่าไฟพุ่ง

“เสนา” มั่นใจหลังเปิดประเทศวันที่ 1 พ.ค.65 นักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นช่วยหนุนเศรษฐกิจปี 2565 กลับมาดีขึ้นจากปีก่อน แต่กังวลค่าครองชีพประชาชนที่สูง ขณะที่ต้นทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ของไทยปีนี้พุ่งขึ้นต่อเนื่อง คาดผู้ประกอบการอาจทยอยปรับราคาที่อยู่อาศัย 10% โดยเสนาฯ คาดจะทยอยขยับไตรมาส 3 ปีนี้มากน้อยขึ้นอยู่แต่ละโครงการ มองเงินเฟ้อที่สูง-ดอกเบี้ยทิศทางขาขึ้น ยังเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อ มั่นใจคอนโดฯ ต่ำล้านยังสดใส เพราะมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมเดินหน้าพัฒนาบ้านโซลาร์รูฟท็อปทุกโครงการ ลดภาระค่าใช้จ่ายลูกบ้านหลังค่าไฟฟ้าปรับขึ้น
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA  เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลเริ่มนโยบายการเปิดประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมาอย่างเต็มรูปแบบคาดว่าจะส่งผลให้การท่องเที่ยวของไทยทยอยฟื้นตัว ซึ่งจะส่งต่อภาวะเศรษฐกิจไทย ในปี 2565 ปรับตัวดีกว่าในปีที่ผ่านมา โดยจะเห็นชัดเจนในช่วงไตรมาส 3-4  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กังวลคือในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าภาวะค่าครองชีพของประชาชนจะสูงขึ้นจากระดับราคาสินค้า ค่าพลังงานที่ปรับเพิ่ม เช่นเดียวกับต้นทุนของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นแล้วเฉลี่ยประมาณ 10%

ส่วนสถานการณ์ของต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการอาจจะทยอยปรับราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น โดยในส่วนของเสนาฯ อาจจะมีการปรับเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ประมาณ 10% โดยมากน้อยขึ้นอยู่แต่ละโครงการ ซึ่งปัจจุบันเสนาฯ ได้ออกแคมเปญต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มลูกค้า รวมถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาทุกโครงการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกบ้าน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีในช่วงสถานการณ์โควิด-19  ระบาด 2 ปีที่ผ่านมาที่คนทำงานต้องปรับการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ โดยทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home :WFH ) ค่าไฟฟ้าจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่เป็นภาระค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ในปี 2565 กำลังต้องเผชิญกับวิกฤติราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น มีผลต่อราคาค่าไฟฟ้า  คณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติให้ปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT)  สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2565 โดยให้เรียกเก็บที่ 24.77 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนเพิ่มเป็น 4.00 บาทต่อหน่วย จากเดิมเรียกเก็บที่ 3.76 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 5.82% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นที่อยู่อาศัยที่ติดตั้งโซลาร์ จะช่วยบรรเทาภาระลดภาระค่าไฟฟ้าได้อย่างแท้จริง ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยในปี 2565 นี้ จะมีการผลักดันการใช้โซลาร์รูฟท็อปในโครงการใหม่ของเสนาฯ ทุกโครงการ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดของปีนี้ โดยเฉพาะในโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ

“เรากำลังเปิดประเทศและโควิด-19 ก็เริ่มคลี่คลาย นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะต่างชาติก็น่าจะทยอยกลับมา แต่เราต้องยอมรับว่าการจะกลับไปยังจุดเดิมเหมือนก่อนเกิดโควิด-19 อย่างกทม.มีต่างชาติเข้ามาเที่ยวถึง 60 ล้านคนเป็นที่ 11 ของโลกคงต้องใช้เวลา ดังนั้นเศรษฐกิจไทยก็จะค่อย ๆ ฟื้นตัว แต่แน่นอนว่าจะดีกว่าช่วงที่ไม่เปิดท่องเที่ยว แต่ระหว่างที่เศรษฐกิจเรากำลังทยอยกลับมาเราก็ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูง ต้นทุนธุรกิจที่แพงขึ้น ดังนั้นช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ต้องกัดฟันสู้กันและมั่นใจว่ารัฐบาลน่าจะออกมาตรการมาดูแลประชาชาชนโดยรวมเพิ่มเติม” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว

สำหรับธุรกิจอสังหาฯ ตัวแปรขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ เพราะหากเศรษฐกิจดีประชาชนก็จะมีกำลังซื้อที่ดี ที่อยู่อาศัยก็จะมียอดขายดีตามไปด้วย โดยหากเทียบกับช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์แม้เงินเฟ้อจะสูงขึ้นแต่เศรษฐกิจภาพรวมดีทำให้มีการปรับขึ้นค่าจ้าง แต่เศรษฐกิจไทยขณะนี้เผชิญกับเงินเฟ้อและชะลอตัวจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 และเศรษฐกิจโลกจากผลสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้รายได้สวนทางกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่มีฐานเงินเดือน 20,000-30,000 บาทต่อเดือน หากซื้อที่อยู่อาศัยต้องห่างไกลจากตัวเมือง เมื่อคิดค่าเดินทางคงไม่คุ้ม ส่งผลให้กลุ่มคนดังกล่าวชะลอหรือไม่คิดซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งกระทบต่อภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ของไทย

นอกจากนี้ ต้นทุนของผู้ประกอบการอสังหาฯ ภาพรวมที่ขึ้นมา 10% ซึ่งมาจากทั้งราคาเหล็กก่อสร้างที่ปรับขึ้นจากกิโลกรัมละ 22 บาท เพิ่มเป็น 28 บาท รวมถึงคอนกรีตและสินค้าอื่นๆ ที่เป็นการซ้ำเติมภาคอสังหาฯ จากก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้ต้นทุนด้านแรงงานสูงขึ้นไปก่อนแล้ว จึงทำให้ผู้ประกอบการอาจต้องมีการทยอยปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับเสนาที่อาจจะปรับราคาขาย 0-10% มากน้อยขึ้นอยู่กับโครงการและทำเลที่ตั้ง ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายรวมทั้งสิ้น 90 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 52,617 ล้านบาท โดยในปี 2565 มีโครงการใหม่ 49 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 27,480 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวสูง 21 โครงการ และแนวราบ 28 โครงการ ส่วนหนึ่งเกิดจากการควบรวมกิจการบริษัท เจ.เอส.พี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่าล้านบาท ส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้แบรนด์ เสนาคิทท์ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีจากกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากคู่แข่งขันในตลาดน้อย และมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะพนักงานบริษัท ปัจจุบันเสนาฯ มีประมาณ 10 โครงการ กระจายอยู่ในพื้นกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่ใกล้เคียงกับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ บางชัน, ลาดกระบัง, บางกระดี และนวนคร เป็นต้น

“ภาพรวมอสังหาฯ ตลาดยังพอไปได้ แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะปรับตัวในการควบคุมต้นทุนการก่อสร้างและปรับตัวให้เข้ากับธุรกิจของตัวเองให้มากที่สุดได้มากกว่า หากใครทำบริหารจัดการส่วนนี้ได้มากก็จะทำให้มีความได้เปรียบ และนอกเหนือจากต้นทุนที่สูงสิ่งที่ต้องติดตามก็คือแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจจะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งขณะนี้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินต่างๆ ก็เข้มงวดมากอยู่แล้วจะเห็นได้จากลูกค้าถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อกว่า 40-50% จากจำนวนผู้ขอสินเชื่อ 100% เพราะมีหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเสนาฯ จึงได้จัดตั้ง บริษัท Power Cash ธุรกิจบริการสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อซื้อบ้านและคอนโดมิเนียม เพื่อให้ลูกค้าทุกคนสามารถมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.เกษรา กล่าวในที่สุด

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง