ศูนย์วิจัยกสิกรฯคาดกำไรรวมกลุ่มแบงก์ไตรมาส 2/65 วูบเหลือ 4.61 หมื่นล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินรายได้จากธุรกิจหลักช่วงไตรมาส 2ของธนาคารพาณิชย์อ่อนแอ  โดยเฉพาะรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหดตัวต่อเนื่องตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ขณะที่กำไรสุทธิของธนาคารที่จดทะเบียนในประเทศอยู่ที่ระดับ 4.61 หมื่นล้านบาท ลดลง 19.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ชี้แนวโน้มจะได้รับแรงหนุนจากสัญญาณเศรษฐกิจช่วยกระตุ้นให้มีการเบิกใช้สินเชื่อต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ปรับตัวเลขคาดการณ์สินเชื่อของระบบธนาคารไทยในปีนี้อยู่ที่ 5.0%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานรายได้จากธุรกิจหลักของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ระบบธ.พ. ไทย 18 แห่ง) ในไตรมาส 2/2565ว่า  รายได้จากธุรกิจหลักยังคงอ่อนแอ โดยเฉพาะรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยซึ่งถูกกดดันจากความเปราะบางของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั้งค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนและบริการโอนเงินและเรียกเก็บเงิน เช่น รายได้ค่าธรรมเนียมคาดว่าจะหดตัวถึง 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564

นอกจากนี้ความผันผวนของตลาดทุนที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างไตรมาสยังมีผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนและการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินจากการ Mark to Market ด้วยเช่นกัน

ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอาจจะขยับขึ้นเล็กน้อยตามการเติบโตของสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าสินเชื่อไตรมาส 2 นี้จะเติบโตในกรอบ 5.7-6.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564  ทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน ส่งผลให้อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) มีแนวโน้มขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.58% ในช่วงไตรมาสท 2 นี้

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์มีการเข้าไปดูแลคุณภาพสินทรัพย์ในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเข้าไปจัดการปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ทั้งการขาย NPLs การตัดหนี้สูญ และการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ ส่งผลทำให้สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 ทรงตัวอยู่ในกรอบ 2.90-2.93% ต่อสินเชื่อรวม ใกล้เคียงกับระดับ 2.93% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองฯ ต่อสินเชื่อ (Credit Cost)ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.20% จาก 1.45% ในช่วงเดียวกันปีก่อน

ดังนั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ากำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 2 นี้ประมาณ 4.61 หมื่นล้านบาท ลดลง 19.6% เมื่อเทียบกับฐานที่สูงในไตรมาส 2 ปี 2564 ซึ่งมีการบันทึกรายการพิเศษกำไรจากเงินลงทุนจากการขายหุ้นในบริษัทย่อยของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง

ส่วนทิศทางรายได้จากธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ธนาคารพาณิชย์ยังมีโจทย์ต้องดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ภายใต้สถานการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยในประเทศที่เริ่มขยับสูงขึ้น แม้ว่าสัญญาณเศรษกิจอาจช่วยคลายแรงกดดันที่มีต่อธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ลงบางส่วนก็ตาม

อย่างไรก็ตามการคลายล็อกมาตรการโควิด-19 จะช่วยหนุนสัญญาณเศรษฐกิจและสินเชื่อ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2565 จะอยู่ที่ 5.0% เพิ่มขึ้นจากคาดกาณณ์เดิมเมื่อเดือนมีนาคมที่ตั้งไว้ที่ 4.5% เนื่องจากการเบิกใช้สินเชื่อเติบโตต่อเนื่องของภาคธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาและมีแนวโน้มความต้องการสินเชื่อต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่อง เพราะได้รับอานิสงส์จากสัญญาณกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม และยังมีแรงหนุนในส่วนของสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือ Working Capital ที่เพิ่มขึ้นตามราคาวัตถุดิบและต้นทุนอื่นๆ ในการผลิตสินค้าและบริการ

ดังนั้นจากสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และปัญหาของลูกหนี้อีกจำนวนกว่า 1.6 ล้านบัญชี หรือคิดเป็นสัดส่วนภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือประมาณ 12.1% ของสินเชื่อรวมยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและยังไม่ได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ อาจทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะแรกของธนาคารพาณิชยจะเป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อและเงินฝากบางประเภท อาทิ เงินฝากประจำระยะยาวและสินเชื่อที่มีระยะเวลาการผ่อนค่อนข้างยาว เช่น การยกเลิกแคมเปญดอกเบี้ยคงที่สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และลดการแข่งขันด้านราคาในผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย

ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียม แม้มีโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง แต่การแข่งขันและดูแลผู้บริโภค อาจทำให้แนวโน้มการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างจำกัด อาทิ ค่าธรรมเนียมเงินโอนระหว่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้โมเดลธุรกิจของการให้บริการทางการเงินดิจิทัลยังคงต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในระดับบุคคลอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ภาพรวมของกำไรจากการดำเนินงาน ก่อนการกันสำรองฯ และภาษีเงินได้ในปี 2565 จะอยู่ในกรอบ 4.01-4.03 แสนล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปีก่อนวิกฤตโควิด-19

ส่วนแนวโน้มสัดส่วน NPL ในปี 2565 คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 2.95-3.05% ใกล้เคียง 2.98% ในปี 2564 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการปัญหาหนี้เสียในเชิงรุกที่ดำเนินการควบคู่ไปกับการบริหารจัดการสินทรัพย์รอการขายที่เพิ่มขึ้น  ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม มียอดคงค้างอยู่ที่ 1.62 แสนล้านบาทเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 1.25 แสนล้านบาท

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง