“ศูนย์ฯ สิริกิติ์”การันตีความพร้อมเปิดตัวโฉมใหม่มูลค่า 1.5 หมื่นล้าน 12 กันยายนนี้

ทำหน้าที่ต้อนรับแขกข้านแขกเมือง รวมถึงเป็นสถานที่จัดงานประชุม อีเว้นท์สำคัญทั้งในระดับประเทศและนานาชาติมากว่า 20,000 งานในช่วงระยะเวลาเกือบ 30 ปีของการเปิดให้บริการของ “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”ก่อนที่จะประกาศปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ไปเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2562

ปัจจุบันศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง บริหารรงานโดยบริษัทเอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 12 กันยายน 2565นี้ หลังจากปิดปรับปรุงมานานกว่า 3 ปีครึ่งด้วยงบประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท พร้อมขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มมากขึ้นจากพื้นที่เดิมถึง 5 เท่า

เดิมที่มีพื้นที่โดยรวม 65,000 ตารางเมตร โดยแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับจัดงานอีเว้นท์ 25,000 ตารางเมตร รวมถึงพื้นที่จอดรถที่จอด 600 คัน และรองรับคนเข้าใช้บริการได้กว่า 5,000 คนต่อวัน ส่วนพื้นที่ใช้สอยใหม่มีขนาดใหญ่ถึง 300,000 ตาราง โดยแบ่งเป็นพื้นที่จัดงานอีเว้นท์ 78,500 ตารางเมตร และพื้นที่สำหรับร้านค้าปลีก 11,000 ตารางเมตร สามารถรองรับการจัดงานได้ทุกรูป ด้วยจำนวนฮอลล์จัดนิทรรศการ 8 ห้อง ห้องเพลนารี 4 ห้อง ห้องบอลรูม 4 ห้อง และห้องย่อยอีก 50 ห้อง สามารถรองรับผู้เข้าใช้บริการได้มากถึง 100,000 คน/วัน พร้อมลานจอดรถใต้ดินที่สำมารถจอดรถยนต์ได้มากถึง 3,000 คัน

นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า การกลับมาเปิดให้บริการของศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่คในเดือนกันยายนนี้ พร้อมที่จะรองรับการจัดงานในทุกรูปแบบและผู้ใช้บริการทุกไลฟ์สไตล์ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าใช้บริการมากกว่า 13 ล้านคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนที่จะปิดปรับปรุง ซึ่งมีผู้เข้าใช้บริการประมาณ 6 ล้านคนต่อปี  เพราะเชื่อมั่นว่าจะมีรูปแบบและโปรไฟล์อีเว้นท์ใหม่ๆ เข้ามาจัดงานที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์อีกเป็นจำนวนมาก

“บริษัทมีความตั้งใจในการพัฒนาศูนย์ฯ สิริกิติ์แห่งนี้ให้เป็นมากกว่า “ศูนย์การประชุม”  และรองรับงานมากกว่า “ไมซ์” (MICE) โดยได้ออกแบบพื้นที่โฉมใหม่ขึ้นมาให้มีความยืดหยุ่นรองรับการจัดงานทุกรูปแบบได้พร้อมๆ กันและเอื้อต่อการจัดการด้านโลจิสติกส์และขนย้ายสินค้าจัดแสดงทุกประเภท พร้อมทั้งเชื่อมตรงกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีศูนย์การประชุมฯสิริกิติ์เพื่อเข้าสู่พื้นที่จัดงานได้เลย”

ล่าสุดได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดงานระดับอินเตอร์ นำอีเว้นท์โปรไฟล์ใหม่ๆ จากหลากหลายประเทศ เข้ามาจัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก อาทิ  งาน Asia Pacific Leather Fair หรือ APLF งานแสดงสินค้าเครื่องหนังชั้นนำของโลก วันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2565 ซึ่งเดิมจะจัดงานอยู่ที่ประเทศฮ่องกง,ASIA FRUIT LOGISTICA งานแสดงสินค้านานาชาติด้านผักและผลไม้แห่งภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเดิมจัดอยู่ที่ฮ่องกงเช่นกัน วันที่ 2 – 4 พฤศจิกายน 2565 และ Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) งานจัดแสดงสินค้าอัญมณีที่รวบรวมทั้งการค้าขาย สัมมนา และกิจกรรมเสริมความรู้ด้านอัญมณี เพื่อผู้ซื้อและซัพพลายเออร์จากทั่วโลก เดิมจัดงานอนู่ที่ประเทศสิงคโปร์ กำหนดจัดงานวันที่ 2 – 5 พฤศจิกายน 2565

นอกจากงานยังมีงานอิเวนต์ทั้งในและต่างประเทศคอนเฟิร์มมาจัดงานที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์กว่า 160 งานนับตั้งแต่ศูนย์ฯเปิดให้บริการในเดือนกันยายนนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2566 มีทั้งงานไมซ์และงานไลฟ์สไตล์  เช่น งานคอนเสิร์ต “T-Pop Concert Fest” ในวันที่ 29-30 ตุลาคม 2565 งานมหกรรมเกมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “Thailand Game Show” ในวันที่ 21-23 ตุลาคม 2565  และงานประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) ในวันที่ 13-18 พฤศจิกายน 2565

“ไฮไลต์สำคัญของศูนย์ฯ สิริกิติ์คือ การก้าวสู่การเป็น The Ultimate Inspiring World Class Event Platform for All มีทั้งพื้นที่โซนรีเทล ภายใต้คอนเซ็ปต์แอคทีฟไลฟ์สไตล์มอลล์เต็มรูปแบบแห่งแรกของกรุงเทพฯบนเนื้อที่กว่า 11,000 ตารางเมตร ที่จะดึงดูดทุกกลุ่มไลฟ์สไตล์ทั้งในและต่างประเทศ มีทั้งร้านอาหาร เช่น  Food Street, KFC, Zen, Man Fu Yan, Tim Hortons, On The Table,เครื่องดื่มและของหวาน  เช่น Starbucks, TRUE COFFEE, Café Amazon, Seven Suns, Bake A Wish, After You, Krispy Kreme  นอกจากนี้ยังมีร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา อุปกรณ์กีฬา และร้านขายสินค้าไอที เป็นต้น”

สำหรับพื้นที่ของศูนย์ประชุมฯสิริกิติ์ ที่มีความสูง 23 เมตร ประกอบด้วย ชั้น LG เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ ร้านค้า รวมถึงผลงานแสดงศิลปะชั้นครูของไทย อีกทั้งยังเป็นชั้นที่เชื่อมต่อกับทางเข้าจากรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT การออกแบบในชั้นนี้เน้นบรรยากาศการต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ภายใต้แนวคิด ‘ชุดไทยลำลอง’ หรือ ‘Casual Thai’ ให้ความรู้สึกถึงเสน่ห์ของผ้าไทย เช่น  ผ้าขาวม้า ผ้าถุง การจับจีบ ผ้าการซ้อนเกล็ด มาใช้ในกำรประดับตกแต่งส่วนต่าง ๆ

ชั้น G  ป ร ะ ก อ บ  ด้ ว ย  พื้ น ที่ จั ด แ ส ด งนิทรรศการ ศูนย์อาหาร และพื้นที่รีเทล การออกแบบยกระดับจากคอนเซ็ปต์ชุด ไ ท ย ลำ ล อ ง ให้กลายเป็น ‘ชุดทางการแบบไทยประยุกต์’ หรือ ‘Formal Thai’ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโจงกระเบน มีการจับจีบผ้าและผนังให้เกิดรูปเว้าโค้งแบบลายไทย โดยโถงนิทรรศการหลักตกแต่งด้วยวัสดุสีทองแดง รวมถึงประตูกัลปพฤกษ์ซึ่งเป็นประตูลายรดน้ำปิดทอง

ชั้น 1 เป็นที่ตั้งของ Ballroom, Plenary Hall และห้องประชุม ห้องบอลรูม พื้นที่ส่วนนี้ออกแบบมาจาก ‘ชุดชาวเขาไทย’ ที่เล่าเรื่องราวของธรรมชาติในรูปแบบลายเส้น รูปทรงเรขาคณิต และการใช้วัสดุตกแต่งสีเงินจากเครื่องเงิน ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่ชำวเขานิยมสวมใส่

เพลนารีฮอลล์  ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบ “ชุดไทยจักรี” ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดไทยประจำชาติพระราชนิยม 8 ประเภท โดยเลือกลายพื้นฐาน เช่น ลายประจำยามมาลดทอนรายละเอียด ขยายสัดส่วนให้ใหญ่ขึ้น และนำบางส่วนของเส้นสายในชุดไทยจักรีมาตกแต่งบรรยากาศให้ดูร่วมสมัย

ชั้น 2 ประกอบด้วย ห้องประชุมย่อย พื้นที่รับรองแขก และร้านอาหาร ตกแต่งแบบเรียบหรู โปร่งโล่งด้วยผนังกระจกใสติดมองเห็นวิวสวนเบญจกิติ และสำมารถเดินออกไปยังระเบียงเพื่อมองวิวทิวทัศน์ของสวนได้ถึง 180 องศา

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง