เอกชนหวั่นแรงงานขาดแคลนยังเป็นปัญหาภาคอสังหาฯ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่เร่งแก้ไข

นายกอสังหาฯเผยยุคโซเชียลมาแรง ดีมานด์เข้าถึงข้อมูลการซื้อที่อยู่อาศัยง่ายขึ้น แต่กลุ่มระดับ 3 ล้านบาทยังมียอด Reject สูง แนะรัฐบาลขยายเพดานราคาบ้าน จาก 1.2 ล้านบาทเป็น 1.7 ล้านบาท  และช่วยเหลือเรื่องแรงงานก่อสร้างยังเป็นปัญหาหลักที่สร้างความกังวล คาดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 43 คึกคักแน่ มีผู้เข้าร่วมชมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คนและมียอดขายรวมทั้งหมด 15,000 ล้านบาท
นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ
นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันองค์ประกอบอสังหาฯทั้งผู้ประกอบการแลทำให้การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ง่ายขึ้น ต่างจากในอดีตที่ประสบปัญหา “ซื้อบ้านไม่ได้บ้าน” โดยด้านสินเชื่อในปัจจุบันสถานบันการเงินมีความเข้มงวดมากขึ้นแต่ก็ยอมรับว่าหากผู้ซื้อที่อยู่อาศัยมีรายได้ที่แน่นอน ประวัติการเงินดี และมีการเตรียมตัวที่ดี ก็สามารถกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้แน่นอน แม้ว่าที่ผ่านมาอสังหาฯจะมีการชะลอตัว ซึ่งภาครัฐก็จะเข้ามาช่วยเหลือในมาตรการต่างๆอย่างต่อเนื่อง

“คิดว่าสภาพคล่องของสถาบันการเงินยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้มาก และผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินคาได้น่าซื้อมากที่สุด หากเปรียบเทียบความน่าซื้อกับราคา พบว่าราคาสินค้าไม่ได้แพงมากนัก โดยเฉพาะบ้านแฝดในปัจจุบันยังมีความน่าซื้อกว่าบ้านเดี่ยวจากในอดีต จึงถือว่าเป็นโอกาสทองของผู้ซื้อยุคนี้”นายมีศักดิ์ กล่าว

สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับ 3 ล้านบาทมองว่าเรื่องการขอสินเชื่อยังเป็นประเด็นสำคัญ ขณะที่กลุ่มระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป จะมีในเรื่องคุณภาพของบ้าน ทั้งนี้หากรัฐบาลขยับเงื่อนไขขยายเพดานราคาบ้านเข้าร่วมโครงการบ้านล้านหลัง จาก 1.2 ล้านบาท เป็น 1.7 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อบ้านได้มากขึ้น เชื่อว่าสินเชื่อในส่วนนี้ยังมีอีกมาก เพราะเป็นกลุ่มใหญ่ ก็คงต้องฝากรัฐบาลชุดใหม่ด้วย หรือหากรัฐบาลชุดปัจจุบันสามารถแก้ไขได้รวดเร็วก็จะยิ่งดี

ด้านความกังวลในปีนี้คงเป็นในเรื่องแรงงานที่ยังขาดแคลน และในอนาคตคงหนีไม่พ้นพึ่งพาแรงงานจากต่างชาติ ซึ่งคงต้องมีการทบทวนกันใหม่ หากรัฐบาลมีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ก็จะต้องมีการสนับสนุนภาคอสังหาฯอย่างชัดเจน

สำหรับการจัดงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด”ครั้งที่ 43 นี้ ผู้ประกอบการจะพร้อมใจกันนำโครงการมาขายมากขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อเองก็จะได้รับเงื่อนไขที่ดีมากขึ้นเช่นกัน

นายวสันต์ เคียงศิริ
นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ในปัจจุบันผู้ซื้อที่อยู่อาศัยสามารถหาข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว ได้มากและครบถ้วนกว่าในอดีต เพราะสามารถดูผ่านระบบออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง รวมไปถึงข้อมูลจาก Influencer ที่มีครบถ้วนมากขึ้น ในด้านสินเชื่อ ก็พบว่าสัดส่วน 85% จะขอสินเชื่อ จึงทำให้มีทางเลือกมากขึ้น

สำหรับกลุ่มผู้บริโภคปัจจุบันมีประมาณ 3 กลุ่ม หลักคือ กลุ่มผู้ซื้อบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องการขอสินเชื่อ และถูก Reject มากที่สุด เพราะมีความไม่แน่นอนมากที่สุด กลุ่มระดับราคา3-5 ล้านบาท แม้จะมีความกังวล เพราะยังมีภาระทางครอบครัว ซึ่งจะสนใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นลำดับแรก กลุ่ม 5 ล้านบาทขึ้นไป จะมีความกังวลเรื่องคุณภาพงานก่อสร้างเป็นหลัก ซึ่งทุกกลุ่มจะสามารถหาคำตอบได้ในงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด”ครั้งที่ 43

สำหรับความกังวลในปีนี้ คงเป็นเรื่องต้นทุนในการดึงลูกค้า ดังนั้นการพัฒนาโครงการจึงต้องมีเอกลักษณ์ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค อีกเรื่องคือ ระเบียบข้อบังคับต่างๆในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ภาครัฐออกมามากมาย ทั้งในเรื่องของผังเมืองและข้อกำหนดจัดสรรของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ก็หวังว่ารัฐบาลใหม่จะเห็นใจและช่วยส่งเสริมมากขึ้น

ส่วนบรรยากาศงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด”ครั้งที่ 43 เชื่อว่าจะคึกคักมากขึ้น ทุกคนคลายความกังวลเรื่องโควิด-19 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ดีขึ้นในรอบ 36 เดือน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญให้ผู้บริโภคกล้ากู้สินเชื่อในระยะยาวมากขึ้น และดีมานด์ก็จะเริ่มกลับมา ซึ่งจะทำให้บรรยากาศการซื้อขายอสังหาฯคึกคักมากขึ้น

นายพีระพงศ์ จรูญเอก
นายพีระพงศ์ จรูญเอก นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นยุคที่ควรซื้อที่อยู่อาศัยเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะประสบปัญหาค่าเงินเฟ้อ แต่ผู้ประกอบการต่างก็จัดโปรโมชั่นกันมากเพื่อดึงกำลังซื้อ ซึ่งหากผู้บริโภคมีความสามารถในการซื้อ ก็มองว่าในงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด”ครั้งที่ 43 ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเลือกซื้อสินค้าราคาที่ไม่แพงมาก

“แม้อัตราดอกเบี้ยจะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสูง และไม่มีมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย(Loan to Value : LTV) แต่บรรยากาศในงานจะน่าซื้อมากขึ้น ซึ่งมองว่าในเดือนตุลาคม ไปถึงปีหน้าที่อยู่อาศัยจะแพงขึ้นแน่นอน ถ้า Real Sector กลับมา”นายพีระพงศ์ กล่าว

นายพีระพงศ์ กล่าวต่อไปว่า กลุ่มผู้ซื้อบ้านระดับราคา 3 ล้านบาทจะมี 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มคนที่จบใหม่ และกลุ่มที่เช่าที่อยู่อาศัย แต่ที่ผ่านมาอาจจะมีปัญหาด้านบัตรเครดิต ซึ่งเชื่อว่าในปีนี้จะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและฟื้นตัวแรงมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่จบใหม่จะสามารถหาซื้อคอนโดฯในงานได้เป็นจำนวนมาก เพราะจะมีคอนโดฯเปิดตัวใหม่ในงานจากผู้ประกอบการหลายบริษัทเชื่อว่าในปีนี้ตลาดคอนโดฯในปีนี้จะโตขึ้นในระดับบวก 30% ขณะที่ธุรกิจบ้านจัดสรรนั้นน่าจะประคองตัวไปได้

ส่วนที่อยู่อาศัยระดับราคา 5-10 ล้านบาทยังมีอัตราการเติบโตอีกมาก ขณะที่บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ระดับราคา 4-6 ล้านบาทยังมีอัตราการเติบโตสูง ส่วนบ้านหรู ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปยังทรงตัว เพราะผู้ประกอบการหันไปพัฒนาบ้านอัลตร้า ลักชัวรี่ ระดับราคา 50-100 ล้านบาทมากขึ้น ซึ่งจะมาชดเชยกลุ่มระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปที่กำลังจะหายไปจากตลาด ซึ่งจะทำให้มูลค่าตลาดรวมยังพอไปได้

สำหรับความกังวลในปีนี้ คงมีในเรื่องปัญหาแรงงานที่ค่อนข้างหายาก และขาดแคลนเชื่อว่าผู้ประกอบการหลายรายคงต้องบวกเวลาในการก่อสร้างเผื่อไว้ด้วย เพราะแรงงานบางส่วนได้ย้ายไปยังธุรกิจอื่นแทน ขณะที่ความยุ่งยากในการใช้วัสดุ ก็คงต้องเปลี่ยนไปใช้วัสดุทดแทนอย่างอื่นที่ไม่ยุ่งยากแทน ส่วนเรื่องเงินเฟ้อ และการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เชื่อว่าประเทศไทยยังไม่เจอปัญหามากนัก คงต้องจับตาดูในครึ่งปีหลัง 2566

ด้านงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด”ครั้งที่ 43 เชื่อว่าน่าจะคึกคักและสนุกสนานมากขึ้น ผู้ประกอบการหลายรายกลับมาจองบูธมากขึ้น โดยการจัดงานครั้งที่ผ่านมาเป็นผู้ประกอบการบ้านจัดสรร มากถึง 80% แต่การจัดงานครั้งนี้จะมีผู้ประกอบการคอนโดฯมากขึ้นถึง 40-50% ซึ่งมีทั้งนำสต๊อกเก่ามาขายและเปิดตัวโครงการใหม่ในงาน

นพ.วิเชียร แพทยานันท์
ด้าน นพ.วิเชียร แพทยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด(มหาชน) หรือ CMC ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน “มหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่43 กล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นโดย 3 สมาคม คือ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอาคารชุดไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 26 มีนาคม 2566 นี้ ณ ฮอลล์5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อต้องการจะยกระดับความสำคัญของงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ จากนี้ไป ให้เป็นเวทีที่มีส่วนช่วยให้คนไทยสามารถเป็น “เจ้าของบ้าน”ได้ไม่ยาก เพราะปัจจุบัน มีปัจจัยมากมายที่ทำให้หลายคนกลัวที่จะซื้อบ้าน คนขายก็ขายไม่สะดวกกลไกของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เลยทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งความจริงแล้วปัญหาดังกล่าวต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการเอกชน ผนึกกำลังเข้าด้วยกันจึงจะคลี่คลายสถานการณ์ได้

“ทั้ง 3 สมาคมฯ พยายามเพิ่มบทบาทของงานมหกรรมฯ ให้เป็น Financial Advisory หรือที่ปรึกษาทางการเงิน ด้านสินเชื่อ โดยจะเป็นเวทีกลางที่ดึงทั้งสมาชิกผู้ประกอบการ,สถาบันการเงินชั้นนำของประเทศ และผู้บริโภค ได้มาพบกัน โดยที่ผู้ซื้อจะได้เลือกซื้อบ้านที่ถูกใจจากโครงการนับพัน ที่ผู้ประกอบการได้นำมาเสนอ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษที่มีเฉพาะในงานฯ และเมื่อได้บ้านที่ต้องการ ก็สามารถไปขอคำปรึกษาหรือยื่นขอสินเชื่อกับสถานบันการเงิน ซึ่งในงานครั้งนี้ ได้รับการตอบรับแล้วจากธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารยูโอบีคนอยากมีบ้านก็จะได้มีความหวังอีกครั้งกับการเดินหน้าขอสินเชื่ออย่างถูกวิธี และมีโอกาสที่จะยื่นกู้ผ่าน ขณะที่ธนาคารก็สามารถคัดกรองลูกค้าคุณภาพ ประเมินความสามารถผ่อนชำระของผู้กู้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยลดอัตราการเกิด NPL ส่วนผู้ประกอบการก็จะได้ขายสินค้าที่มีอยู่ออก เรียกว่าวินๆ ทุกฝ่าย แก้สถานการณ์ ‘ซื้อไม่ง่าย ขายไม่คล่อง’ ในช่วงนี้ ทำให้กลไกด้านการตลาดอสังหาฯ หมุนต่อไป ถึงแม้จะเป็นความพยายามเล็กๆ แต่ถ้าทำได้ ก็จะเห็นการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินไม่น้อย” นพ.วิเชียร กล่าว

นายธีรวัฒน์ พิพัฒน์ดิฐกุล

ด้านนายธีรวัฒน์ พิพัฒน์ดิฐกุล ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ งาน “มหกรรมบ้านและคอนโด” ครั้งที่ 43 กล่าวว่า จากผลสำรวจในงานครั้งผ่านมาๆ พบว่าลูกค้าที่มาเดินงานเป็นกลุ่มครอบครัว Gen Y มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอุปกรณ์ไอทีติดตัว ใช้อินเทอร์เน็ตตลอดเวลา เข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียมากที่สุด เพราะง่าย สะดวก และรวดเร็ว ฝ่ายประชาสัมพันธ์จึงเลือกใช้คอนเซ็ปต์งานครั้งนี้ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย Gen Y ได้แก่ “Up Life by Live” หรือ “อัพชีวิตให้สบาย เลือกง่ายกว่าที่เคย” ซึ่งสื่อถึงการเป็นงานที่รวมจุดเด่นที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ Gen Y ได้อย่างลงตัวที่สุด ซึ่งรวมถึงศูนย์ช่วยเหลือที่มีเจ้าหน้าที่และระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากความต้องการและแหล่งที่อยู่อาศัย เพื่อมาเป็นตัวเลือกและให้คำแนะนำในการตัดสินใจของผู้เข้าร่วมชมงาน ภายในงานจะมีบูธจากผู้ประกอบการมากกว่า 200 บริษัท รวมโครงการอสังหาฯมากกว่า 1,000 รายการ ครอบคลุมทุกรูปแบบ ทุกราคา ทุกทำเล ปัจจุบันมียอดจองแล้ว 98% และมียอดลงทะเบียนเพื่อเข้าชมล่วงหน้าแล้ว 3,500 ราย(ข้อมูลถึง ณ วันที่ 13 มีนาคม 2566) คาดว่าตลอดการจัดงานจะมีผู้เข้าร่วมชมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน และมียอดขายในงานประมาณ 6,000 ล้านบาท (จากการจัดงานครั้งที่ผ่านมามียอดขายประมาณ 3,000 ล้านบาทและจะมียอดขายหลังงานอีกประมาณ 9,000 ล้านบาท รวมเป็นยอดขายทั้งหมด 15,000 ล้านบาท

ส่วนแผนงานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์เน้นการเผยแพร่ข่าวสารและงานโฆษณาต่างๆผ่านสื่อออนไลน์หลากหลายประเภท ทั้งสื่อของงานมหกรรมบ้านและคอนโดเอง ตั้งแต่Facebook, IG, Line OA, Website, Youtube และ TikTok และยังมีการโปรโมทผ่าน Google ทั้งในรูปแบบแบนเนอร์โฆษณาผ่าน Google Display Network และ SEM ให้หน้าเว็บของงานติดบนหน้าแรกของ Google โดยเลือกคีย์เวิร์ดที่ครอบคลุม ทั้งยังใช้ KOL ที่มีชื่อเสียงในวงการอสังหาฯ มาทำคอนเทนท์โปรโมทงานผ่านแพลทฟอร์มต่างๆ ทั้งช่วงก่อนและระหว่างวันงาน

“นอกจากโซเชียลมีเดียแล้ว เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด ฝ่ายประชาสัมพันธ์ยังได้ใช้สื่อสายหลัก ในการทำประชาสัมพันธ์งานอย่างต่อเนื่องไปจนถึงพิธีเปิดฯ เพื่อให้มีข่าวสารปรากฏทางช่องทางข่าวอยู่เสมอ ทั้งยังมีการใช้สื่อ Out of Home ในการเผยแพร่หนังโฆษณาความยาว 15 – 30 วินาที บนจอโฆษณาใน MRT และบน Digital Billboard บริเวณอโศก คลองเตย บริเวณศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และบริเวณบ่อนไก่ มุ่งหน้าเข้าคลองเตยรวมถึงการพูดประชาสัมพันธ์ทางรายการโทรทัศน์ยอดนิยม อย่าง เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ของช่อง 3 เป็นต้น” นายธีรวัฒน์ กล่าวในที่สุด

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง