SHR ตั้งเป้าปี’66 ขึ้นแท่นผู้บริหารจัดการธุรกิจรร.ด้านรายได้อันดับ 2 ทะลุหมื่นล้านบาท


เอส
โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ประกาศแผนธุรกิจสร้างรายได้โตกว่าหมื่นล้านในปี 66 เชื่อมั่นโต20% จากปีก่อน หลังรายได้ปี 65 ทะลุเป้าที่ 8,700 ล้านบาท ด้วยกลยุทธ์สร้างความหลากหลายที่สมดุลเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน มั่นใจสถานะทางการเงินแกร่ง ผนวกแรงหนุนจากการเปิดประเทศฟื้นการท่องเที่ยว พร้อมดันกลยุทธ์ 3P สร้างผลกำไร ขยายพอร์ตธุรกิจ  เพื่อครองตำแหน่งผู้ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมรายได้สูงสุดเป็นอันดับต้นในไทยต่อเนื่อง ระบุวิกฤติ Bank Run ในสหรัฐ ไม่กระทบธุรกิจท่องเที่ยว กางแผน 3 ปี อัดงบลงทุนขยายพอร์ตรร.ในยุโรปเอเชีย มูลค่า 7,500 ล้านบาท
นายเดิร์ก เดอ คุยเปอร์
นายเดิร์ก เดอ คุยเปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด(มหาชน) หรือ SHR ผู้ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมและการลงทุนชั้นนำในเครือบริษัทสิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า การกลับมาของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลังการยกเลิกข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับกลยุทธ์ผลักดันธุรกิจ และเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งของบริษัท ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่หลากหลายมากขึ้นจากทั่วทุกมุมโลกซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของ SHR เติบโตได้เต็มอัตรา และมีผลการดำเนินงานที่ขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของโรงแรมในหลายประเทศ โดยสามารถปรับค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืน หรือ ADR ในระดับที่สูงขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 และเป็นระดับที่สูงที่สุดมาตั้งแต่เปิดให้บริการมาอีกด้วย เสริมทัพด้วยการฟื้นตัวของโรงแรมในประเทศไทยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 ส่งผลให้ SHR กวาดรายได้เกินกว่าเป้าหมายที่วางเอาไว้ สู่ 8,700 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 14 ล้านบาท ก้าวขึ้นแท่นผู้ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมของไทยที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในปีที่ผ่านมา

นอกจากนั้นแล้ว บริษัทได้รับการยกย่องให้บรรจุอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนประจำปี 2565 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) พร้อมคะแนนจากการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับดีเลิศ” (5 ดาว) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมรักษาความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมที่มีคุณภาพ

ปี 2566 เป็นปีแห่งการผลักดันผลประกอบการให้เติบโตโดนเด่น พร้อมใช้กลยุทธ์เสริมจุดแข็งธุรกิจ และการขยายช่องทางการขายเพื่อดึงดูดลูกค้าที่หลากหลายจากทุกมุมโลก โดยทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจของ SHR ในปี 2566 จะรองรับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าครองตำแหน่งผู้ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของไทยอย่างต่อเนื่อง ทำรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 20% จากปีก่อน (YoY) โดยแผนการดำเนินงานที่จะผลักดันให้รายได้บริษัทฯ สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายนั้น มาจากจุดแข็งของ SHR ในด้านความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอ (diversified portfolio) สามารถดึงดูดลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มจากทั่วโลก โดยหลังการเปิดประเทศอย่างสมบูรณ์ คาดว่า โรงแรมเครือที่ประเทศไทยทั้ง 4 แห่งจะเป็นฟันเฟืองหลักในการผลักดันการเติบโตของปี 2566 นี้ ซึ่งตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ประมาณ 60% จากปีก่อนหน้า (YoY) คิดเป็นอัตราส่วน 16% ของรายได้รวมของบริษัทฯ ในขณะที่รายได้จากโรงแรมในมัลดีฟส์และสหราชอาณาจักรจะเติบโตขึ้น 30% และ 10% จากปีก่อน (YoY) คิดเป็นอัตราส่วน 31% และ 36% ตามลำดับนายเดิร์ก กล่าว

นอกจากนี้ SHR ยังเล็งเห็นความสำคัญของการนำดิจิทัลแพลตฟอร์มเข้ามาใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการกำหนดราคาห้องพักของโรงแรมในเครือให้เหมาะสมตามฤดูกาลและตอบสนองความต้องการแบบเรียลไทม์ สามารถบริหารจัดการรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการทำกิจกรรมทางการตลาดออนไลน์เจาะกลุ่มตลาดที่หลากหลายเพื่อเพิ่มอัตราการจองห้องพักโดยตรง (Direct booking) และสามารถผลักดันค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืน (ADR) ในระดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยปีนี้บริษัทฯคาดว่าอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ของโรงแรมในเครือทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 75% เมื่อเทียบกับผลประกอบการในปี 2565 ซึ่ง SHR สามารถรายงานผลกำไรที่พลิกกลับมาเป็นบวกได้สำเร็จ จากอัตราการเข้าพักที่ระดับเพียง 60% ดังนั้นเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ระดับการเข้าพักเป้าหมายที่ระดับ 75% นี้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนผลกำไรของ SHR ในปี 2566 ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสร้างฐานกำไรใหม่ให้กับ SHR สำหรับรองรับการขยายการเติบโตในอนาคต

ด้านนายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน SHR กล่าวว่า จากกรณีของการเกิดวิกฤติ Bank Run ในสหรัฐ มองว่าไม่กระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง และไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งแตกต่างจากช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่มีการล็อกดาวน์ คนไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ แต่ปัจจุบันยังคงเห็นความต้องการเดินทางท่องเที่ยวมีอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวกลับมาของธุรกิจโรงแรม จากการที่สามารถปรับเพิ่มอัตราค่าห้องพักกลับมาสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ได้แล้ว และมีอัตราการเข้าพักในระดับที่สูง

ทั้งนี้ในปี 2566 นี้ บริษัทยังมีแผนการขายโรงแรมในสหราชอาณาจักร (UK) ออกไปอีก 2 แห่งเพื่อนำเงินที่ได้มารองรับในการปรับปรุงโรงแรมใน UK ที่มีศักยภาพ ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราค่าห้องพัก ทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มมาร์จิ้นให้กับโรงแรมในเครือ โดยในปี 2566-2567 บริษัทฯวางงบลงทุนในการปรับปรุงโรงแรมใน UK ไว้ที่ 16 ล้านปอนด์ ซึ่งคาดหวังว่าจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาร์จิ้นได้ 2-5%

ขณะที่การศึกษาเข้าซื้อโรงแรมเข้ามาในพอร์ตของบริษัทนั้นยังอยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งมีความสนใจเข้าซื้อในกลุ่มประเทศยุโรป เช่น กรีซ เสปน โปรตุเกส รวมถึงการขยายพอร์ตโรงแรมในเอเชีย โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ที่บริษัทฯมีความสนใจ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา โดยจะใช้เงินลงทุนที่ตั้งไว้ใน 3 ปีนี้ (ปี 2566-2568) ที่ 7,500 ล้านบาท ไว้รองรับการลงทุน

นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าในการขยายพอร์ตโรงแรมผ่านการรับจ้างบริหารโรงแรม ซึ่งจะมีการพัฒนาแบรนด์ใหม่ขึ้นมารองรับการบริหารโรงแรม โดยในช่วงแรกจะมุ่งเน้นการขยายพอร์ตรับจ้างบริหารโรงแรมในประเทศไทย 5 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าของโรงแรมที่สนใจ ซึ่งจะเห็นความชัดเจนได้ในปีนี้

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง