“ดอกเบี้ยขาขึ้น”กระทบกระเป๋าผู้บริโภค จ่ายค่าผ่อนบ้านเพิ่ม

ในช่วงนี้หลายคนที่ผ่อนบ้านกันอยู่คงจะเห็นสัญญาณบ่งบอกว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในช่วงขาขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเศรษฐกิจจากการที่เงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกันกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องมาตั้งเดือนวันที่ 28 กันยายน 2565 ที่ผ่านมาจำนวน 0.25% ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นจาก 0.75%เป็น 1% ต่อปี และปัจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.75% โดยที่ กนง. ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อและจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพในรในช่วงเวลา 6เดือนที่ผ่านมาสถาบันการเงินต่างทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งฝั่งเงินกู้และเงินฝากกันอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ไม่ดีปรับขึ้นดอกเบี้ยกันมาหลายปี และได้มีการปรับลดลงในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้า

แต่หลังจากวันที่ 28 กันยายน 2565 ที่กนง.ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากเดิม 0.75% เพิ่มขึ้นเป็น 1.00% และทยอยปรับเพิ่มอีก 3 ครั้งๆละ 0.25% ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75% ขณะที่นักวิเคราะห์หลายสถาบันต่างคาดการณ์กันว่ากนง.อาจจะปรับดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นไปอยู่ 2.00%ในช่วงกลางปีนี้

ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต่างก็ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งฝั่งเงินฝากและเงินกู้ตาม โดยเฉพาะในฝั่งของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR หรือ Minimum Loan Rate ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี และเดิมเคยเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการปล่อยสินเชื่อบ้าน ได้มีการปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นกว่า 1%ในช่วงระยะเวลากว่า 6เดือนที่ผ่านมา โดยธนาคารกรุงเทพฯ มีการทยอยปรับอัตราดอกเบี้ย MLR เพิ่มสูงสุดถึง 1.40% ปัจจุบัน MLR อยู่ที่ 6.65% ซึ่งเมื่อเทียบกับอีกหลายธนาคารถือว่าอยู่ในอัตราใกล้เคียงกัน โดยธนาคารที่มีเรตอัตราดอเบี้ยสูงสุดในตอนนี้คือ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย MLR อยู่ที่ 7.75%

ส่วนอัตราดอกเบี้ย MRR หรือ Minimum Retail Rate ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินทุกแห่งได้ปรับเรตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านมาเป็น MRR กันหมดแล้ว มีการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาหลายรอบเช่นเดียวกัน แต่โดยเฉลี่ยยังต่ำกว่าดอกเบี้ย MLR โดยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย MRR เพิ่มมากที่สุดถึง 1.10% ปัจจุบันดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 8.45%

ขณะที่สถาบันการเงินของรัฐทั้ง 2แห่งคือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารออมสิน ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้ง MLR และ MRR แค่ 2ครั้งๆละ 0.25% ทำให้เรตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง MLR และ MRR ของธนาคารอาคารสงเคราะห์อยู่ในอัตราต่ำที่สุดในตอนนี้ คือ 6,25% และ 6.65% ตามลำดับ

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าปัจจัยเอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัยในปี 2566 ลดลง เกิดจากการไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลายเพดาน LTV เป็น 100%   ของธปท.  อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อกิจกรรมการซื้อขายที่อยู่อาศัย   โดยคาดว่ายอดจองซื้อที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในปี 2566 น่าจะมีจำนวน0.95 – 1.01 แสนยูนิต หรือหดตัว 2.8% ถึงขยายตัว 3.4% ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจะอยู่ที่1.80 – 1.88 แสนยูนิต หดตัว 3.5-7.7%  จากปี 2565   โดยกลุ่มสินค้าที่มีการฟื้นตัวน่าจะเป็นที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เชื่อมต่อรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ รอบนอก ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท

ดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบลูกหนี้เงินนกู้แบบลอยตัว

ทั้งนี้สินเชื่อบ้านจะมีกลุ่มคนที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ 2 กลุ่มหลักที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ คือ กลุ่มคนกู้ที่ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่หรือ Fixed Rate ลูกหนี้กลุ่มนี้จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากยังคงถูกคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไปตามสัญญา

เนื่องจากสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็น fixed rate ในช่วงแรก เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 3% ในช่วง 1- 3 ปีแรก แล้วค่อยปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว ทำให้ยังพอมีเวลาปรับตัวและสามารถหาเงื่อนไขเงินกู้ที่ดีก่อนที่ดอกเบี้ยตามสัญญาจะเปลี่ยนไปเป็นช่วงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว

กลุ่มผู้กู้ที่ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว (Floating Rate) กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเมื่ออัตราดอกเบี้ยในสัญญาถึงกำหนดปรับเป็น Floating Rate เนื่องจากค่างวดที่ชำระในแต่ละเดือนจะมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น โดยหากจ่ายค่างวดบ้านเป็นจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นก็จะเหลือเงินมาตัดชำระเงินต้นได้น้อยลง

แนะวิธีลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้-หมดหนี้บ้านไวขึ้น

สำหรับใครที่อยากลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้หรือหมดหนี้บ้านไวขึ้น Financial Wisdom ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอวิธีดังนี้

จัดการรายรับ–รายจ่าย ได้แก่ ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้: การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้จะช่วยให้เรามีเงินคงเหลือในแต่ละเดือนเพิ่มมากขึ้น (เงินคงเหลือ = รายรับ – รายจ่าย – ภาระผ่อนหนี้) พอมีเงินเหลือมากขึ้น ก็สามารถนำเงินที่มีไปโปะหนี้เพิ่มเพื่อปลดหนี้ให้เร็วขึ้น และยังช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายอีกด้วย

โดยอาจเริ่มจากการปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ  เช่น ค่าลอตเตอรีหรือค่ากาแฟ ซึ่งเราไม่ควรมองข้ามรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ เพราะหากสามารถลดได้ เช่น จากซื้อทุกวันเหลือสัปดาห์ละครั้ง หรือลดจำนวนเงินที่จ่ายต่อครั้งลง นอกจากจะดื่มด่ำกับกาแฟแก้วโปรด ยังอาจมีเงินเหลือเป็นก้อนใหญ่จนน่าตกใจก็เป็นได้ (ลองคำนวณจำนวนเงินคร่าว ๆ ได้ที่ โปรแกรม “เงินหายไปไหน”) นอกจากนี้ อาจจะมองหารายได้เสริมเพิ่มเติมจากสิ่งที่เราถนัดหรือสนใจด้วย เช่น ขายของออนไลน์ ขายเสื้อผ้า

เจรจาเจ้าหนี้หรือหาเงื่อนไขใหม่ที่ดีกว่า ได้แก่ เจรจาขอลดดอกเบี้ยและ Refinance: การเจรจาต่อรองขอลดดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้เป็นสิ่งที่ผู้กู้สามารถทำได้และควรทำ เพราะหนี้บ้านส่วนใหญ่จะมีอัตราดอกเบี้ย 2 ช่วง คือ ดอกเบี้ยต่ำในช่วงแรกเพื่อจูงใจลูกค้า และมักจะเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ 3% ใน 3 ปีแรก และช่วงที่สองเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว ซึ่งมักจะแพงกว่าช่วงปีแรก ๆ เช่น MRR  จนสิ้นสุดอายุสัญญา

ดังนั้นเมื่อเราผ่อนค่างวดเงินกู้ไประยะหนึ่งจนใกล้ถึงช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามสัญญาจะคิดแบบลอยตัว ก็สามารถเข้าไปยื่นเรื่องเจรจากับธนาคารเจ้าหนี้เพื่อขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย เช่น ปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัวได้ ซึ่งจะช่วยให้ภาระดอกเบี้ยไม่สูงขึ้นไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทั้งยังช่วยปลดหนี้ได้เร็วขึ้นกว่าการจ่ายตามสัญญาไปเรื่อย ๆ โดยไม่ไปขอลด

หากใครมีภาระผ่อนสินเชื่อบ้านอยู่ในตอนนี้ ควรรีบดูสัญญาว่าใกล้ช่วงที่ดอกเบี้ยกำลังจะหมดโปรโมชันหรือถูกปรับขึ้นหรือยัง ถ้าใกล้แล้วควรรีบไปยื่นเรื่องเจรจาขอลดดอกเบี้ย โดยแนะนำว่า ควรเตรียมตัวอย่างน้อย 1 เดือนก่อนที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในสัญญาจะปรับเป็นแบบลอยตัว ซึ่งผู้กู้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันการเงินที่ใช้บริการว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง เพื่อประกอบการยื่นเรื่องให้สถาบันการเงินพิจารณา

อีกหนึ่งวิธีคือ refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่นที่ให้อัตราดอกเบี้ยถูกกว่าสถาบันการเงินที่เราใช้บริการอยู่ แต่ก่อนจะ refinance อย่าลืมคำนึงถึงต้นทุนแฝงต่าง ๆ ด้วยว่าคุ้มกับการ refinance หรือไม่ เช่น ค่าเบี้ยปรับชำระก่อนครบกำหนด (prepayment fee) ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมจดจำนอง

อย่างไรก็ตามการเจรจาขอลดดอกเบี้ยและการ refinance จะช่วยให้ผุ้กู้ประหยัดดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย และชำระเป็นเงินต้นในแต่ละเดือนได้มากขึ้น ที่สำคัญจะทำให้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้นด้วย ดังนั้นแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาระหนี้บ้านของผู้กู้ แต่หากมีการจัดการที่ดี หนี้บ้านก็จะไม่ใช่ปัญหาหนัก กลายเป็นทรัพย์สินและสถานที่ที่อบอุ่นสำหรับทุกคนในครอบครัว

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง