คาดราคาเหล็กไทยปี’66 ย่อลงจากอุปสงค์โลกที่ชะลอ ความต้องการใช้ในประเทศอาจกระทบจากช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ ราคาเหล็กไทย ปี 66 มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน แต่ยังยืนสูง ตามราคาเหล็กโลกที่ปรับลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะตลาดจีนที่เป็นทั้งผู้ผลิต-ผู้บริโภคหลักมีสัญญาณหดตัวของอุปสงค์ ขณะที่ ความต้องการใช้ในประเทศอาจได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการอนุมัติโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ ของภาครัฐในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ส่งผลให้ทิศทางราคาเหล็กไทยในปีนี้คาดว่าจะย่อลงในกรอบราว -10% ถึง -6% YoY มองไปข้างหน้า ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอาจกดดันให้อุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกปรับปรุงกระบวนการผลิต กระทบราคาเหล็กโลกให้ปรับฐานสูงขึ้น ส่งผลต่อผู้เล่นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเหล็กไทยในกรอบเวลาที่แตกต่างกันไป แม้ว่าช่วงแรกความเร่งด่วนในการปรับตัวอาจยังมีไม่มากและจำกัดเฉพาะกลุ่ม แต่ภาคธุรกิจคงต้องทยอยปรับปรุงกระบวนการผลิตในการลดการปล่อยคาร์บอนทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวไว้
แนวโน้มราคาเหล็กไทยยังยืนสูงความต้องการใช้ในประเทศอาจกระทบจากช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ราคาเหล็กไทยในช่วงที่เหลือของปี 2566 น่าจะยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 5 เดือนแรก โดยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กเฉลี่ย 5 เดือนแรกของปีที่ หดตัวราว -4% YoY สาเหตุหลักมาจากราคาเหล็กโลกเริ่มมีการปรับลดลงตามอุปสงค์-อุปทานเหล็กโลกที่หดตัว ในหลายภูมิภาคตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะความต้องการใช้ในจีนที่เป็นทั้งผู้ผลิต-ผู้บริโภคหลัก ซึ่งถึงแม้ในช่วง 3 เดือนแรกของปีการบริโภคเหล็กของจีนจะฟื้นตัวตามการยกเลิก นโยบาย Zero Covid แต่ปัจจุบันพบว่าการบริโภคกลับมาหดตัวตามอุปสงค์เหล็กในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคง ซบเซา ประกอบกับราคาพลังงานในปีนี้ที่ปรับลดลงบ้างตามสถานการณ์วิกฤตการณ์พลังงานที่ผ่อนคลายขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ ความต้องการใช้ในประเทศยังให้ภาพที่ระมัดระวัง จากภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพที่ยังยืนสูง กดดันกำลังซื้อของภาคเอกชน และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อการอนุมัติงบประมาณประจำปี 2567 ให้ล่าช้าจนกระทบต่อโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ ของภาครัฐให้เลื่อนออกไป นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่เหล็กจาก จีนบางส่วนอาจมีการระบายสต็อกมาที่ไทยมากขึ้นซึ่งอาจจะกดดันราคาเหล็กไทยให้ย่อลงได้

อย่างไรก็ดีราคาเหล็กไทยคาดว่าจะยังยืนสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด จากต้นทุนการผลิต/ การจัดการในประเทศบางด้านที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากค่าไฟต่อหน่วยของธุรกิจที่คาดว่าจะยังคาสูงอยู่ และค่าแรงขั้นต่ำที่มีแนวโน้มขยับขึ้นอีกตามนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงค่าขนส่งที่ยังยืนสูงตามทิศทางราคาน้ำมันดีเซลที่เป็นต้นทุนหลักในการขนส่ง

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่แนวโน้มราคาเหล็กไทยในปี 2566 จะปรับลดลงจากปีก่อนในกรอบ –10% ถึง –6% YoY (ราคาเหล็กไทยเฉลี่ย 5 เดือนแรกปี 2566 ปรับลดลงราว –6% YoY) อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ซึ่งหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงกว่าที่คาด ส่งผลให้กำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินของจีนอาจถูกระบายไปยังประเทศอื่น ๆ รวมถึงไทย ซึ่งกรณีดังกล่าว อาจทำให้ราคาเหล็กในไทยหดตัวมากกว่ากรอบที่ประเมินไว้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการทบทวนความจำเป็นในการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping: AD)  ที่อาจทำให้ราคาเหล็กไทยในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการทบทวนการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping: AD) กับสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน  จากจีนและมาเลเซีย ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีการนำเข้าเหล็กจากจีนในสัดส่วนที่สูง หากมีการยุติการบังคับใช้มาตรการกับสินค้าเหล็กจากจีน อาจส่งผลให้มีการนำเข้าเหล็กเพิ่มขึ้นจนกดดันราคาเหล็กทรงแบนในประเทศให้ปรับลดลงได้

ESG ส่งผลราคาเหล็กโลกมีแนวโน้มปรับฐานใหม่ กระทบต้นทุนผู้เล่นเหล็กไทยสูงขึ้น

ท่ามกลางมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้นและกระแส Net Zero ส่งผลให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกต้องมุ่งสู่การทำธุรกิจแบบยั่งยืน (Environmental สิ่งแวดล้อม,Social สังคม และ Governance -ธรรมาภิบาล : ESG)ผ่านการตื่นตัวในการปรับปรุงเทคโนโลยี/กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อประเด็นดังกล่าวที่อาจกระทบผู้เล่นในอุตสาหกรรมเหล็กไทย ดังนี้

ผู้ผลิตเหล็ก/ผู้ค้าเหล็กไทยที่มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบด้านราคาจากมาตรการรปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่คาดว่าจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 ส่งผลให้ภาคธุรกิจเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการจัดซื้อเหล็กวัตถุดิบ/สินค้าเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีราคาสูงกว่าเหล็กทั่วไปมาใช้ในการผลิตและส่งออก เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อผลิตเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังมีต้นทุนสูงอยู่และมีผู้ปรับเปลี่ยนจำนวนน้อย ทั้งนี้ผู้ส่งออกสินค้าเหล็กไปยังตลาดสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ คาดว่าน่าจะได้รับผลกระทบก่อนเมื่อเทียบกับผู้เล่นอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งระดับผลกระทบจะมากน้อยก็คงขึ้นอยู่กับสัดส่วนการพึ่งพิงตลาดเหล่านี้เป็นสำคัญ

-การปรับไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในระดับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้เหล็ก อาจส่งผลให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเหล็กไทยบางส่วนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีการส่งออกไปยังบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมที่มีการตั้งเป้าหมายลดการปล่อย GHGs อย่างชัดเจน และมีการกำหนดให้ใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการผลิตสินค้าขั้นปลาย  อาทิ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องการเป็นผู้นำด้าน Net Zero ก็ได้มีการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซ GHGs ให้ได้ 65% ภายในปี 2573 ส่งผลให้บริษัทผลิตยานยนต์ทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะหันไปใช้เหล็ก Green steel ในการผลิตรถยนต์/ชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มขึ้น กระทบต่อผู้ผลิตเหล็ก/ผู้ค้าเหล็ก/ผู้ใช้เหล็กเพื่อผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยที่ต้องส่งออกให้กับบริษัทผลิตยานยนต์เหล่านี้จะต้องจัดซื้อเหล็กวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาจำหน่ายหรือใช้ในการผลิตก่อนที่จะสูญเสียฐานลูกค้าไป รวมถึงเพื่อเป็นการสร้างความได้เปรียบที่จะได้ฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นด้วย

ในระยะสั้น คาดว่าผู้เล่นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเหล็กไทยที่ได้รับผลกระทบอาจนำเข้าเหล็กวัตถุดิบ/สินค้าเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจำนวนจำกัดเพื่อนำมาผลิตและส่งออกให้กับตลาดที่มีมาตรการทางการค้า/บริษัทข้ามชาติที่มีความต้องการใช้เท่านั้น ขณะที่ ตลาดในประเทศพบว่าปัจจัยกดดันจากพฤติกรรมผู้บริโภคยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงตลาดส่งออกหลักอื่น ๆ ของไทยยังเป็นประเทศในอาเซียนที่มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่มีความเข้มงวดน้อยกว่า

อย่างไรก็ดี ในระยะยาว ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเหล็กโลกคาดว่าจะมีการทยอยปรับตัวให้สอดรับกับอุปสงค์ในสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และความเป็นไปได้ของการบังคับใช้มาตรการ CBAM ในประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมถึงกระแส Net Zero ในประเทศผู้ผลิตเหล็กรายสำคัญของโลก โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดนำเข้าเหล็กหลักของไทย เช่น ญี่ปุ่น(33%)   จีน(24%) และเกาหลีใต้(10%) เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ในระยะถัดไป ราคาเหล็กทั่วโลกมีแนวโน้มปรับฐานใหม่ตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ทุกผู้เล่นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเหล็กไทยคงหลีกเลี่ยงต้นทุนเหล็กวัตถุดิบ/สินค้าเหล็กที่อาจปรับเพิ่มขึ้นนี้ได้ยาก จนกว่าการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กโลกในภาพรวมจะสามารถผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่จนเกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จึงจะทำให้ราคาเหล็กโลกถูกลงได้บ้าง

ผู้ผลิตเหล็กไทยอาจทยอยปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาว

อุตสาหกรรมเหล็กโลกได้มีการตั้งเป้าหมาย Net Zero ด้วยการลด Carbon Footprint ของการผลิตเหล็กในปัจจุบันที่ราว 1.8 tCO2/t ให้ลงมาที่ราว 0.1 tCO2/t ภายในปี 2593 ขณะที่ การผลิตเหล็กในไทยเริ่มจากอุตสาหกรรมเหล็กขั้นกลางที่ใช้เทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) ในการผลิตเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว โดยมี Carbon footprint อยู่ที่ราว 0.4 tCO2/t  ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมเหล็กโลกในภาพรวม ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับตัวของผู้ผลิตเหล็กไทยคงเป็นภาพแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนไปใช้เตา EAF ในสัดส่วนที่มากขึ้นยังมีความจำเป็นในระยะยาว ผู้ผลิตที่ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนเตาหลอมอาจต้องพิจารณาจังหวะและความคุ้มค่าในการลงทุนประกอบ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง ทั้งนี้ แนวทางที่ผู้ผลิตเหล็กไทยควรเริ่มทำก่อนเป็นอันดับแรก คือ การประเมิน Carbon footprint ว่ากระบวนการผลิตของตนเองนั้นมีการปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่เพื่อให้สามารถวางแผนลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่การปรับไปใช้พลังงานทางเลือกอื่น ๆ เช่น พลังงานชีวมวล และ Green H2  ก็เป็นอีกแนวทางที่สามารลดการปล่อยคาร์บอนทางตรงได้ แต่อาจยังต้องรอความพร้อมในการปรับเปลี่ยนของภาคพลังงานเพื่อนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ด้วยต้นทุนที่ถูกลงเสียก่อน

อย่างไรก็ดี แนวทางการปรับตัวที่ทุกผู้เล่นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเหล็กไทยสามารถทำได้เพิ่มเติมอาจเป็นเรื่องของการลดการปล่อยคาร์บอนทางอ้อม อาทิ การใช้ไฟฟ้าที่ผลิตด้วยพลังงานสะอาดในโรงงาน การปรับไปใช้รถไฟฟ้าในภาคการขนส่ง และการจัดซื้อ/จัดจำหน่ายสินค้าเหล็ก Green steel เป็นต้น ซึ่งก็คงขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของผู้ประกอบการแต่ละรายด้วย นอกจากนี้ การสนับสนุนจากภาครัฐยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการออกมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจผ่านการสร้างอุปสงค์ของเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น

มองไปข้างหน้า ถึงแม้ในปัจจุบันความเร่งด่วนในการปรับตัวของผู้เล่นในอุตสาหกรรมเหล็กไทยอาจยังมีไม่มากและจำกัดเฉพาะกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบก่อน แต่ในระยะถัดไปคาดว่าการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ในภาพรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศน่าจะครอบคลุมทุกภาคส่วน ทำให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเหล็กไทยคงต้องทยอยปรับตัว เพื่อลดผลกระทบของต้นทุนส่วนเพิ่มจากราคาเหล็กวัตถุดิบ/สินค้าเหล็กที่อาจปรับฐานสูงขึ้น และการต้องจ่ายภาษีคาร์บอนทั้งในประเทศและตลาดคู่ค้า รวมถึงเพื่อลดความเสี่ยงจากการเสียโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน  ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในระยะยาวได้

 

 

 

 

 

 

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง