ผู้ประกอบการอสังหาฯยินดี “เศรษฐา ทวีสิน” นั่งนายกฯคนที่30 หวังขับเคลื่อนประเทศ-ดันอุตสาหกรรมโต ก่อนมีปิดกิจการเพิ่ม

หลังจากที่นายเศรษฐา ทวีสิน ประกาศลางานจากตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ แสนสิริ จำกัด(มหาชน) หรือ SIRI เป็นการชั่วคราว เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยไม่ขอรับค่าตอบแทน เพื่อไปดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566  ผลโหวตนายกฯ รอบ 3 นายเศรษฐา ได้รับเสียงเกิน 374 นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย ซึ่งในฐานะที่นายเศรษฐา มีประสบการณ์ในแวดวงอสังหาฯมาช้านาน ย่อมเป็นที่คาดหวังของผู้ประกอบการอสังหาฯทุกราย ที่นายเศรษฐา จะเข้าใจและช่วยผลักดันภาคธุรกิจอสังหาฯให้ฟื้นตัว ขับเคลื่อนและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
นายพีระพงศ์ จรูญเอก
ฝากดันมาตรการLTV-กระตุ้นกำลังซื้อต่างชาติ
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI และนายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน ถือเป็นนักธุรกิจที่มีฝีมือ สร้างบริษัทของตนเองขึ้นมาจนมีชื่อเสียง ดังนั้นด้วยความรู้และประสบการณ์ของนายเศรษฐา ทำให้ดูมีความหวังในสเกลของประเทศ เชื่อว่าภาคธุรกิจอสังหาฯจะได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอน ในเบื้องต้นขอฝากความหวังไว้กับนายเศรษฐาใน 2 เรื่องหลัก คือ

1.มาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value : LTV) ที่มองว่ากลุ่มผู้ซื้อเพื่อการเก็งกำไรนั้น เริ่มหายไปตั้งแต่ช่วงวิกฤติโควิด-19 เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว แต่ความต้องการบ้านหลังที่ 2-3 ของดีมานด์ในตลาดยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้ช่วยผลักดันในเรื่องดังกล่าว

2.การกระตุ้นกำลังซื้อจากชาวต่างชาติ จากเดิมที่รัฐบาลมีมาตรการจะให้ความสำคัญกับ 4 กลุ่มหลักที่อยู่อาศัยระยะยาวในไทย พร้อมให้สิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ วีซ่าระยะยาว 10 ปี ให้สิทธิถือครองที่ดินได้นั้น ก็อยากให้ลดสเปกลงมาเหลืออย่างน้อย 3-5 ปีก่อน อาทิ ซื้อคอนโดมิเนียม ราคา 3 ล้านบาท สามารถอยู่อาศัยได้ 3 ปี และซื้อคอนโดฯราคา 5 ล้านบาท สามารถอยู่อาศัยได้ 5 ปี เป็นต้น

“เบื้องต้นอยากให้ลดลงมาเหลือ 3-5 ปีก่อนก็ได้ หากประสบความสำเร็จ ในอนาคตค่อยให้วีซ่าระยะยาวกว่านี้ก็เป็นได้ ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอื่นๆมองว่านโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่หาเสียงไว้นั้นดีอยู่แล้ว ส่วนทางสมาคมฯจะเข้าไปหารือกับคุณเศรษฐาหรือไม่อย่างาไรนั้น ก็อยากเข้าพบเช่นกัน แต่คงต้องให้คุณเศรษฐาแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจต่างๆในประเทศก่อน”นายพีระพงษ์ กล่าว

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์

หวังเร่งฟื้นเศรษฐกิจ-สภาพคล่อง ก่อนบริษัทอสังหาฯทยอยปิดตัว

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ก็หวังว่าจะเข้าใจและรับรู้ปัญหาของธุรกิจอสังหาฯเป็นอย่างดี เพราะทุกวันนี้ภาพรวมตลาดทรุดตัวมาก ส่วนใหญ่ยังมียอดขายที่แย่ สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้สินเชื่อ หากคุณเศรษฐาสามารถช่วยเหลือภาคธุรกิจได้ ก็จะเป็นอุตสาหกรรมที่นำเศรษฐกิจได้ ซึ่งก็จะช่วยในเรื่องของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ได้มาก ก่อนที่จะมีผู้ประกอบการอสังหาฯต้องปิดกิจการไปแบบบางบริษัท

โดยขณะนี้ภาคอสังหาฯถึงขั้นวิกฤติเรื่องหุ้นกู้ ผู้ซื้อเริ่มขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะคอนโดฯกับปัญหาเรื่องสภาพคล่องของผู้ประกอบการ อีกทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มถอดถอยทำให้สถาบันระมัดระวังปล่อยสินเชื่อเป็นพิเศษ มีการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัญหาทั้งหมดจะทำให้สภาพคล่องของบริษัทอสังหาฯขนาดกลางที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หากฐานการเงินไม่แข็งแกร่ง หรือมีอัตราหนี้สินมาก เช่น ไปออกหุ้นกู้มาก ก็จะมีปัญหาชำระดอกเบี้ยเงินหุ้นกู้ เป็นต้น ก็จะทำให้ความมั่นใจหายไป ก็ไม่สามารถออกหุ้นกู้ใหม่ได้อีก ซึ่งจะเห็นภาพแค่ขาดสภาพคล่อง แต่ยังไม่ถึงล้มหายไปเหมือนบางบริษัทฯ จึงอยากให้อยากรัฐบาลชุดใหม่ช่วยกระตุ้นมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เพื่อมีที่อยู่อาศัยเป็นของคนเองมากขึ้น

“อยากให้คุณเศรษฐา ช่วยฟื้นเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจตามนโยบายของพรรคที่หาเสียงไว้ ก็ขอฝากความหวังไว้ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เพราะถ้าความเชื่อมั่นกลับมาเศรษฐกิจก็น่าจะดีขึ้น แต่ก็ระวังหนี้เสียและหนี้ครัวเรือน ที่พุ่งไปกว่า 90% แล้วด้วยเช่นกัน”นายพรนริศ กล่าว

นายอุทัย อุทัยแสงสุข
มั่นใจ “เศรษฐา”ดันเศรษฐกิจเดินหน้า-อสังหาฯรับอานิสงส์
นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือSIRI กล่าวว่า เชื่อว่าคุณเศรษฐา จะช่วยผลักดันภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศไทยได้ดีขึ้นและเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง  รวมไปถึงภาคธุรกิจอสังหาฯก็จะได้รับอานิสงส์ด้วย ซึ่งหากเศรษฐกิจดีผู้ประกอบการอสังหาฯทุกค่ายก็จะได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด ยิ่งGDP ในประเทศดี ภาคอสังหาฯก็จะเติบโตต่อเนื่องอย่างแน่นอน
นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม

แนะหนุน 6 มาตรการภาครัฐ-ธปท.ต่อเนื่อง

นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ESTAR กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันนั้น ความต้องการ (Demand)ซื้อที่อยู่อาศัยลดลง อันเป็นผลมาจากที่ประเทศไทยสังคมสูงวัยที่มากขึ้น ครอบครัวที่มีบุตรลดลง ทำให้   Demand การซื้อที่อยู่อาศัยลดลง โดยปัญหาระดับประเทศและน่าเป็นห่วง คือ หนี้ครัวเรือนไทยที่นับวันมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น (โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ที่กรอบ 88.5-91.0% ต่อGDPในปี 2566 ซึ่งยังคงเป็นระดับไม่ยั่งยืนและต้องเฝ้าระวัง) โดยประชากรกลุ่มที่แบกภาระหนี้มากสุด คือ Gen Y (อายุระหว่าง 21-37 ปี) และ Gen X (อายุระหว่าง 38-53ปี)

ขณะที่ ประชากรกลุ่ม Gen Z(อายุระหว่าง 8-20 ปี)นั้น ปัจจุบันด้วยสังคม และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ประชากรกลุ่มนี้ ก่อหนี้เร็วขึ้น ไม่ซื้อบ้าน แต่นิยมเช่าบ้าน เปลี่ยนตามทำเลของที่ทำงานที่เปลี่ยนไปตามความชอบ มีผลทำให้ ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยลดลง

ในเรื่องของซัพพลายราคาที่ดินที่มีผลต่อการพัฒนาโครงการนั้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 6-10% ขณะที่รายได้ของผู้บริโภคปรับขึ้นเพิ่มเพียง 3-5% รายได้ปรับเพิ่มขึ้นไม่ทันราคาที่ดินและที่อยู่อาศัย ทำให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยต้องอยู่ในคอนโดมิเนียมที่มีขนาดห้องเล็กลงเรื่อย ๆ จากกำลังซื้อที่เท่าเดิม

“ราคาที่ดินแพงขึ้น และต้นทุนค่าก่อสร้างที่สูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นตามลำดับ ทำให้ราคาขายบ้านพร้อมที่ดินสูงขึ้น และทำเลไกลจาก CBD ใจกลางกรุงเทพออกไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้บริโภคเดินทางเข้ามาทำงานในเมืองลำบาก และมีต้นทุนค่าเดินทางสูงขึ้น ทำให้กระทบต่อค่าครองชีพ”นายไพโรจน์ กล่าว

โดยมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ จากภาครัฐที่ส่งผลเชิงบวก มาจากมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ส่งผลทั้งเชิงบวกและเชิงลบ จึงอยากให้สนับสนุนมาตรการภาครัฐและธปท.อย่างต่อเนื่อง ได้แก่

1.ให้สนับสนุนมาตรการสนับสนุนการซื้อบ้านหลังแรกอีกครั้ง ทำให้ตลาดเติบโตตามระยะเวลาของมาตรการ แต่ก่อนหรือหลังจากนั้นตลาดมักชะลอตัวเพื่อปรับเข้าสู่ภาวะสมดุล และทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งต้องระมัดระวัง ด้วยการตรวจสอบรายได้ของผู้บริโภค มาตรการรัฐบาลออกโครงการบ้านหลังแรก

2.กระทรวงการคลัง ควรออกมาตรการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก และราคาที่อยู่อาศัยไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยผู้ที่ซื้อสามารถนำค่าใช้จ่ายเพื่อหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 10% ของราคาบ้าน

3.โครงการบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1% ระยะเวลา 3 ปี เป็นวงเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ หรือ Soft Loan 500,000 ล้านบาท จาก ธปท. เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการที่อยู่อาศัยหรือซื้อบ้านหลังใหม่

4.มาตรการการเงิน โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง โดยระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 30 ปี และมีกลุ่มเป้าหมาย คือผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท

5.มาตรการการคลัง การลดค่าธรรมเนียมการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอน และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ จากเดิม 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ในกรณีการโอน และ 1% ของมูลค่าที่จำนอง เหลือ 0.01% ขยายเวลาออกไปอีก 2 ปี (พ.ศ.2567-68)

6.มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับรายได้ที่จ่ายไปเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่มีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเองเป็นจำนวน 20% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ โดยต้องเป็นการซื้อครั้งแรกและเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยจริง ผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อเนื่อง

นายอิสระ บุญยัง

ความหวังนายกฯมาจากนักธุรกิจช่วยกระตุ้นศก.-อสังหาฯ

นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และประธานคณะกรรมการอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่เริ่มหาเสียงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ทางพรรคเพื่อไทยก็ไม่มีนโยบายเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาฯอย่างเด่นชัดแต่อย่างใดเป็นพิเศษ แต่จะมีสิ่งที่เป็นประโยชน์ในทางอ้อม คือ เรื่องการลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน “รถไฟฟ้า กทม.” 20 บาทตลอดสาย จะทำให้การกระจายตัวไปอยู่อาศัยย่านชานเมืองได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็อยากให้มีการสนับสนุนมาตรการอสังหาฯอย่างต่อเนื่อง เพราะจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ อาทิ ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่จะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2566 นี้, การผ่อนปรนมาตรการ LTV และการทบทวนโครงสร้างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ เป็นต้น ซึ่งก็ไม่คาดหวังว่าจะเร่งช่วยเหลือภาคอสังหาฯในขณะนี้ แต่ขอให้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้ฟื้นตัวดีขึ้นก่อน

“นับเป็นเรื่องที่ดี ที่ได้นายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้จัดตั้งรัฐบาลได้เสียที ขอให้กำลังใจคุณเศรษฐาในการทำงานต่อไป หลังจากบอบช้ำมามากแล้ว ข้อดีคือเป็นนายกรัฐมนตรีมาจากนักธุรกิจ จะเข้าใจปัญหาของภาคธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาด้านธุรกิจ มีภาระหนี้ต่างๆ และน่าจะขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจได้ คาดหวังว่าจะเดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง ไม่สะดุด และทำตามที่ได้หาเสียงไว้ ซึ่งสิ่งที่ต้องทำทันทีคือลดค่าครองชีพ ลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส เพิ่มค่าแรง พักหนี้ใหักับเกษตรเกษตรกร เป็นต้น”นายอิสระ กล่าวในที่สุด

ซึ่งคงต้องจับตาดูนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 จากนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมอสังหาฯให้เดินหน้า และเติบโตต่อไปได้อย่างไรบ้าง

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง