ตลาดอสังหาฯกทม.-ปริมณฑลไตรมาส 2เปิดตัวใหม่ลดลงเหลือ 23,080 ยูนิต

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ประเมินภาพรวมตลาดแนวราบและอาคารชุดไตรมาส 2พื้นที่กทม.-ปริมณฑลปรับตัวลงแรง บ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่จำนวน 11,224 ยูนิต ลดลง -7.8% อาคารชุดจำนวน 11,856 ยูนิต ลดลง -27.3% ขณะที่ยอดขายได้ใหม่จำนวนหน่วยลดลง –32.3% โดยเฉพาะอาคารชุดลดลง -56.5% หน่วยเหลือขายเกินกว่า 1.9 แสนยูนิต

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยทั้งโครงการแนวราบและอาคารชุด ที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วยพื้นที่กรุงเทพฯและ 5 จังหวัดปริมณฑลในไตรมาส 2 ปี 2566 มีหน่วยที่อยู่อาศัยเสนอขายรวม  206,246 ยูนิต มูลค่า 1,019,318 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.3% และ 5.3% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นโครงการเปิดตัวใหม่จำนวน 23,080 ยุนิตเท่านั้น คิดเป็น 11.19% ของหน่วยที่เสนอขายทั้งหมด มูลค่า 127,774 ล้านบาท

โดยหน่วยที่เปิดตัวใหม่มีจำนวนและมูลค่าที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน -19% และ -6.6% ตามลำดับ แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวน 11,224 ยูนิต ลดลง -7.8% มูลค่า 80,299 ล้านบาท และโครงการอาคารชุดจำนวน 11,856 ยูนิต ลดลง -27.3% มูลค่าโครงการ 47,475 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น5.9%

ด้านยอดขายที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 15,959 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม  83,499 ล้านบาท เป็นการขายได้ใหม่ของโครงการอาคารชุดจำนวน 5,909 ยูนิต ลดลง -56.5% มูลค่าโครงการรวม 24,900 ล้านบาท ลดลง -53.1% และเป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวน 10,050 ยูนิต มูลค่า 59,490 ล้านบาท ลดลง -8.9%

ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยเหลือขายมีจำนวนทั้งสิ้น 190,287 ยูนิต เพิ่มขึ้น 8% มูลค่า 935,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% โดยบ้านจัดสรรมีจำนวนเหลือขายมากถึง 116,057 ยูนิต เพิ่มขึ้น 6.1% มูลค่า 645,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% ส่วนอาคารชุดเหลือขาย 74,230 ยูนิต เพิ่มขึ้น 11.2% มูลค่า 290,637 ล้านบาท

บ้านเดี่ยวเปิดขายมากสุด 32,947 ยูนิต

ทั้งนี้หากแยกเฉพาะตลาดบ้านแนวราบในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่ามีหน่วยที่เสนอขายจำนวน 126,107 ยูนิต มูลค่า 704,672 ล้านบาท ขยายตัว 5.7% และ 13.2% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบ้านเดี่ยวมีการเสนอขายมากที่สุดจำนวน 32,947 ยูนิต เพิ่มขึ้น 15.9%  ขณะที่สินค้าทาวน์เฮ้าส์มีจำนวนหน่วยเสนอขาย 69,356 ยูนิต ลดลง-0.3%

ส่วนยอดขายใหม่บ้านแนวราบมีจำนวน 10,050 ยูนิต มูลค่า 59,490 ล้านบาท และมีอัตราการดูดซับทรงตัวอยู่ในระดับ  2.7 แสดงให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบค่อนข้างคงตัวเช่นเดียวกับไตรมาส 1 ปี 2565 ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ทุกประเภทมีอัตราการขยายตัวเพิ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลังจากโควิด หรือระหว่างปี 2565 ถึงปัจจุบัน โดยอาคารพาณิชย์และบ้านแฝด มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด 26.1% และ 25.6% ตามลำดับ ยกเว้นทาวน์เฮ้าส์ที่มีอัตราการขายได้ใหม่ลดลง -7.5% ส่วนบ้านเดี่ยวมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3.3%

ทั้งนี้บ้านจัดสรรที่มีจำนวนเหลือขายมากถึง 116,057 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวเหลือขายมากที่สุด โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 17.1% ขณะที่บ้านแฝดมีหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้น 11.7% และทาวน์เฮ้าส์มีหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้น 0.4% ในขณะที่อาคารพาณิชย์มีหน่วยเหลือขายลดลง -0.9%

อาคารชุดเปิดตัวใหม่11,856 ยูนิต ลดลง -27.3%

ส่วนตลาดอาคารชุดในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ที่มีการเสนอขายจำนวน 80,139 ยูนิต มูลค่า 314,646 ล้านบาท จำนวนหน่วยลดลง -0.3% และมูลค่าลดลง -8.9% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นหน่วยของโครงการเปิดตัวใหม่สูงถึง  11,856 ยูนิต ลดลง -27.3% มูลค่า 47,475 ล้านบาท

เปิด5ทำเลที่อยู่อาศัยแนวราบขายดี บางพลี-บางบ่อ-บางเสาธงครองแชมป์

สำหรับทำเลของตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบที่มียอดขายสูงสุดและมีอัตราการดูดซับสูง ประกอบด้วยโซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง ทำยอดขายได้ 1,727 ยูนิต มูลค่า 9,962 ล้านบาท อัตราดูดซับ 3.5% ต่อเดือน  ทำเลเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ ยอดขาย 995 ยูนิต มูลค่า 3,585 ล้านบาท มีอัตราดูดซับ 3.3% ต่อเดือน

ทำเลบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย ยอดขาย 992 ยูนิต มูลค่า 5,047 ล้านบาท อัตราดูดซับ1.9% ต่อเดือน  ทำเลเมืองสมุทรสาคร ยอดขาย  933 ยูนิต มูลค่า 3,744 ล้านบาท อัตราดูดซับ 4.5% ต่อเดือน  และลำลูกกา-ธัญบุรี ยอดขาย 882 ยูนิต มูลค่า  3,642 ล้านบาท  มีอัตราดูดซับ 1.9% ต่อเดือน

ส่วนทำเลที่อยู่อาศัยแนวราบที่มีหน่วยเหลือขายมากติดอันดับต้น ๆ ประกอบด้วย ทำเลบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย มีหน่วยเหลือขาย 16,811 ยูนิต มูลค่า  83,218 ล้านบาท ทำเลบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง เหลือขาย  14,689 ยูนิต มูลค่า  79,073 ล้านบาท ทำเลลำลูกกา-ธัญบุรี เหลือขาย 14,501ยูนิต มูลค่า  57,010 ล้านบาท ทำเลคลองหลวง-หนองเสือ เหลือขาย 13,112 ยูนิต มูลค่า  46,477 ล้านบาท  และทำเลเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก เหลือขาย 10,344 ยูนิต มูลค่า 42,653 ล้านบาท

โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยแนวราบเหลือขายสูงสุดเป็นกลุ่มบ้านราคา 3.01-5 ล้านบาทมีจำนวนหน่วยเหลือขาย 37,068 ยูนิต มูลค่า 151,278 ล้านบาท ระดับราคา 2.01-3 ล้านบาทจำนวน 34,924 ยูนิต มูลค่า 95,177 ล้านบาท และระดับราคา 5.1-7.5 ล้านบาทจำนวน 17,406 ยูนิต มูลค่า 110,101 ล้านบาท

ทำเลอาคารชุดขายดี  “ห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง”ยืนหนึ่ง

สำหรับทำเลตลาดอาคารชุดในไตรมาสที่ 2 ที่มียอดขายสูงสุดและมีอัตราการดูดซับสูง ประกอบ ทำเลห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง จำนวนยอดขาย 699 ยูนิต มูลค่า 2,497 ล้านบาท อัตราดูดทรัพย์ 2% ต่อเดือน  ทำเลคลองหลวง-หนองเสือ ยอดขาย 656 ยูนิต มูลค่า  1,610 ล้านบาท อัตราดูดซับ  8.7% ต่อเดือน ทำเลเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด ยอดขาย 615 ยูนิต มูลค่า 1,233 ล้านบาท อัตราดูดซับ 3.1% ต่อเดือน  ทำเลพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ ยอดขาย 588 ยูนิต มูลค่า 1,731 ล้านบาท อัตราดูดซับ 2.2% ต่อเดือน และทำเลธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด ยอดขาย 426 ยูนิต มูลค่า 1,454 ล้านบาท อัตราดูดซับ 1.6% ต่อเดือน

ขณะที่ระดับราคาขายที่มีหน่วยเหลือขายสูงสุดอยู่ในกลุ่มราคา 2.01- 3 ล้านบาท โดยมีจำนวนหน่วยเหลือขายทั้งสิ้น 26,507 ยูนิต มูลค่า 72,703 ล้านบาท ระดับราคา 3.01-5 ล้านบาท เหลือขายจำนวน 15,431 ยูนิต มูลค่า 60,4002 ล้านบาท และราคา 1.51 – 2 ล้านบาท มีจำนวนหน่วยเหลือขายมาก 10,063 ยูนิต มูลค่า 19,859 ล้านบาท

ดร. วิชัยกล่าวว่า โดยภาพรวมไตรมาส 2 การขายที่อยู่อาศัยยังคงลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ปี 2566 โดยเมื่อเทียบกับปี 2565 อัตราการขายลดลงถึง -32.3% ขณะที่อัตราดูดซับปรับมาอยู่ที่ 2.6% ต่างจากอัตราดูดซับในช่วงไตรมาส 2 ปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 3.9% โดยเป็นการลดลงในกลุ่มของอาคารชุดมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มีอัตราการขายลดลงถึง- 56.5%

ประเมินทั้งปี 2566 มีซัพพลายในตลาด 95,732 ยูนิต

นอกจากนี้ยังได้ประเมินภาพรวมปี 2566 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเข้ามาในตลาดจำนวนทั้งสิ้น 95,732 ยูนิต แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวน 56,646 ยูนิต โครงการอาคารชุดจำนวน 39,086 ยูนิต มีอัตราการขยายตัวลดลง -12.5% โดยประเมินว่าจะมียอดขายใหม่เข้ามาในตลาดรวมทั้งสิ้น 80,239 ยูนิต เป็นยอดขายบ้านจัดสรรจำนวน 47,375 ยูนิต และอาคารชุดจำนวน 32,864 ยูนิต ลดลง -15.6% เมื่อเทียบกับปี 2565

ส่วนจำนวนหน่วยเหลือขายคงค้างในตลาดมีทั้งสิ้น 198,282 ยูนิต  เพิ่มขึ้น 7.5% แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 127,043 ยูนิต และอาคารชุด 71,239 ยูนิต

สำหรับแนวโน้มในปี 2567 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์คาดการณ์ว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะฟื้นตัวขึ้น โดยเป็นผลมาจากการปรับตัวของผู้ประกอบการในตลาดที่สมดุลระหว่างสินค้าเหลือขายและสินค้าเปิดตัวใหม่ คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จำนวนทั้งสิ้น 108,886 ยูนิต เพิ่มขึ้น 13.7% เมื่อเทียบกับปี 2566 แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 63,794 ยูนิต และโครงการอาคารชุด 45,091 ยูนิต รวมทั้งคาดว่าจะมียอดขายใหม่เกิดขึ้นจำนวน 109,184 ยูนิต  เพิ่มขึ้น 36.1% แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 62,862 ยูนิต และโครงการอาคารชุด 46,323 ยูนิต ส่วนหน่วยเหลือขายจะมีจำนวนทั้งสิ้น 197,984 ยูนิต แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 127,976 ยูนนิตและอาคารชุด 70,008 ยูนิต

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง