“อาณา”กางแผน 1-3 ปี ขยายฐานลูกค้าผุดวิลล่าหรู 20-30 ลบ.ย่านเชิงทะเล เล็งทุนรร.ในกระบี่-เชียงใหม่ สร้างรายได้ระยะยาว

อาณา ดีเวลอปเมนท์ฯเผยภาพรวมตลาดอสังหาฯภูเก็ต โตต่อเนื่องจากกำลังซื้อไทย-เทศ ระบุป่าตองยังเป็นแชมป์ทำเลราคาที่ดินแพงสุด 400 ล้านบาท/ไร่ ขณะที่ทำเลย่านเชิงทะเล ปรับขึ้นสูงไปที่ 40-50 ล้านบาท/ไร่ เปิดแผนปี 67 ยึดหัวหาดเชิงทะเล รุกขยายเซกเมนต์-ฐานลูกค้าใหม่ในรูปแบบของวิลล่าหรู ราคา 20-30 ล้านบาท เจาะลูกค้าต่างชาติ มูลค่าโครงการรวม 5,000 ล้านบาท มั่นใจทุกโครงการที่พัฒนามีจุดแข็ง ตอบโจทย์ลูกค้า ด้าน “สเปซ เชิงทะเลสร้างประวัติศาสตร์ ปิดการขายภายใน 2 วัน จ่อเพิ่มพอร์ตโฟลิโอโรงแรมระดับ 3-4 ดาว อีกประมาณ 1-2 แห่ง ในทำเลกระบี่ภูเก็ต หวังสร้างรายได้ระยะยาว
นายชัยวัฒน์ ตันติวิวัฒน์
นายชัยวัฒน์ ตันติวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ และประธานกรรมการบริหารด้านการเงินและการลงทุน บริษัท อาณา ดีเวลอปเมนท์ จำกัด เปิดเผยว่าภายหลังจากที่บริษัท ไตร พร็อพเพอร์ตี้จำกัด ได้เปิดตัว บจ.อาณา ดีเวลอปเมนท์ ขึ้นมาเมื่อประมาณปี 2554 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เพื่อพัฒนาโครงการในจ.ภูเก็ต เนื่องจากครอบครัวของตนถือเป็นหนึ่งแลนด์ลอร์ดในจ.ภูเก็ตดำเนินธุรกิจสวนปาล์มและเหมืองแร่ดีบุกมาก่อน จึงมองเห็นศักยภาพการเติบโตของภูเก็ตว่ายังมีอัตราการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าที่ผ่านมาจะผ่านวิกฤติมาบ่อยครั้งแต่สุดท้ายภูเก็ตก็ยังเป็นเมืองแห่งจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ หรือจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองที่ติดอันดับโลกไปแล้ว

โดยที่ผ่านมาอาณาฯได้พัฒนาโครงการมาแล้วรวม 6 โครงการ รวมมูลค่าโครงการเกือบ3,000 ล้านบาท(ลบ.) ซึ่งในจำนวนดังกล่าว เป็นที่ดินของครอบครัวตน 1 แปลง ที่เหลือเป็นที่ดินเหมืองดีบุกเก่าของกลุ่มนายคณิต ยงสกุลถือว่าเป็นหนึ่งในแลนด์ลอร์ดรายใหญ่ของจ.ภูเก็ตโดยเฉพาะย่านเชิงทะเล ซึ่งแบ่งเป็นคอนโดฯ 4 โครงการภายใต้แบรนด์สเคป” 2 โครงการในย่านเชิงทะเลและลากูน่า  ราคา 1.2 ล้านบาท และราคา 1.95 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีแบรนด์สเปซอีก 2 โครงการ ราคาเร่ิมต้นที่ 1.95 ล้านบาท ส่วนอีก 2 โครงการ จะเป็นอาคารพาณิชย์ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมถึง ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในจ.ภูเก็ต ว่าหลังจากผ่านวิกฤติสถานการณ์โควิด-19 การท่องเที่ยวในภูเก็ตกลับมาคึกคักเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในภูเก็ตเพิ่มขึ้นสูง ทั้งจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเข้าพื้นที่ต่อเนื่อง และเริ่มมีนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตอย่างชัดเจน พิจารณาได้จากยอดขายที่อยู่อาศัยหลายโครงการที่ปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว และราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยในภูเก็ตปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะในเชิงทะเล ถือว่าเป็นตลาดที่มีความครบครันทั้งแหล่งการค้าเชิงพาณิชย์,แหล่งขายอาหารที่หลากหลาย และอยู่ไม่ไกลจากสนามบินภูเก็ตมากนัก ประกอบกับนักลงทุนมีความมั่นใจเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัด รวมถึงเรื่องผลตอบแทนจากค่าเช่าที่คุ้มค่าและดึงดูด ทำให้ย่านเชิงทะเล กลายเป็นเป้าหมายหลักสำหรับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวส่วนราคาที่ดินทำเลที่แพงที่สุดยังคงเป็นย่านป่าตอง ปัจจุบันราคาทำเลติดทะเลพุ่งสูงไปที่ 400 ล้านบาท/ไร่ ขณะที่ทำเลย่านเชิงทะเล เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ราคาอยู่ที่ประมาณ 18-20 ล้านบาท/ไร่ปัจจุบันปรับขึ้นสูงไปที่ 40-50 ล้านบาท/ไร่

สำหรับแผนการการดำเนินงานของบริษัทฯก็ยังคงรุกการพัฒนาโครงการอสังหาฯเพื่อการขายและที่สร้างรายได้ในระยะยาว อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้า 2 ปี พัฒนา 1 โครงการ มูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท โดยในปี 2567 มีแผนที่จะขยายเซกเมนต์ และฐานลูกค้าใหม่ ด้วยการพัฒนาโครงการในรูปแบบของวิลล่าหรู ในย่านเชิงทะเล อีก 1 โครงการ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท แบ่งการพัฒนาออกเป็น 3-4 เฟส เพื่อลดความเสี่ยง โดยในเฟสแรกระดับราคาขายจะอยู่ที่ประมาณ 20-30 ล้านบาทขึ้นไป ขนาดตั้งแต่ 200 ตารางวาขึ้นไป เจาะกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติ โดยเป็นการเช่าระยะยาว 30 ปี บวก 30 ปี ซึ่งมีแผนจะเปิดตัวในปลายปี 2567 ส่วนรายละเอียดต่างๆยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

เรามองว่าตลาดวิลล่าดีมานด์ยังมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทำเล การดีไซน์ และราคาเพราะชาวต่างชาติยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยในรูปแบบของวิลล่าอย่างต่อเนื่อง และมองว่าพื้นที่เชิงทะเลยังไม่ใช่ Red Zone แต่อย่างใดนายชัยวัฒน์ กล่าว

เดิมที่ดินทำเลย่านเชิงทะเลไม่ค่อยมีผู้ประกอบการรายใดเข้ามาพัฒนาโครงการมากนัก มีเพียงกลุ่มอาณาฯเพียงรายเดียวเท่านั้น แต่พอผ่านวิกฤติโควิด-19 มา ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการหันมาพัฒนาในทำเลดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่จากกทม.ขณะนี้เข้ามาพัฒนาแล้วประมาณ 3-4 ราย ซึ่งแต่ละแบรนด์มีลูกค้าและตลาดของแต่ละรายเอง จึงทำให้มีจุดขายและจุดแข็ง มีลูกค้าที่มีความชื่นชอบในแต่ละแบรนด์

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงกลยุทธ์การขยายโครงการว่า สิ่งสำคัญคือ 1.ทำเลที่ตั้งพัฒนาโครงการจะต้องติดแหล่งไลฟ์สไตล์ซึ่งจะช่วยสร้างความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยได้ต่อเนื่อง หรือในบางกรณีนำห้องชุดที่หลุดการโอนกรรมสิทธิ์มาทำการตลาดใหม่ ยังมีลูกค้าสนใจเข้าซื้อและโอนฯเป็นต้น 2.เรื่องของดีไซน์  และ3.ความคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งลูกค้าที่มาซื้อแต่ละโครงการของบริษัท ได้รับผลตอบแทนค่อนข้างสูง เช่น ลูกค้าที่ซื้อคอนโดมิเนียม สามารถปล่อยเช่าได้รับผลตอบแทนประมาณ 8-10% เนื่องจากท่องเที่ยวภูเก็ตกลับมาเติบโตได้ดี หรือช่วงที่เกิดโควิด-19 ยังได้รับผลตอบแทนระดับ 4-5% เนื่องจากมีชาวต่างชาติที่ยังอยู่อาศัยในภูเก็ต และพนักงานที่ต้องทำอยู่ เป็นต้น ดังนั้นสินค้าของบริษัทฯจึงตอบโจทย์ในด้านการลงทุนและอยู่อาศัย

ล่าสุดบริษัทฯ ได้ปิดการขาย โครงการสเปซ เชิงทะเล” (SPACE CHERNGTALAY) ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของคอนโดมิเนียม สูง 8 ชั้น จำนวน 1 อาคาร  ถือว่าเป็นโครงการที่ 6 ของบริษัทที่พัฒนาในจ.ภูเก็ต และเป็นโครงการที่ 3 ในพื้นที่ย่านเชิงทะเล พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นที่ 25-66.75 ตารางเมตร ราคาเร่ิมต้นที่ 1.99-6.5 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ย 90,000 บาทต่อตารางเมตร มูลค่าโครงการประมาณ 550 ล้านบาท โดยได้เปิดขายไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 และสามารถปิดการขายได้ภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2566 โดยลูกค้าที่ซื้อส่วนใหญ่เป็นคนไทย สัดส่วน 70% (เป็นการซื้อเพื่อลงทุนประมาณ 50%) และลูกค้าชาวต่างชาติประมาณ 30% โดยเป็นชาวรัสเกือบทั้งหมด ด้านการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในไตรมาส1/2567 และแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2568

โครงการสเปซ เชิงทะเลได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบในสไตล์ “Modern Practical Design” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “To life Leisurely” หรือสบายๆ อย่างลงตัวผ่านงานออกแบบที่เข้าใจผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ ทั้ง Live และ Rest เพื่อมอบความสุขให้กับผู้อยู่อาศัยแบบคนรุ่นใหม่ได้ทุกวัน การตกแต่งภายในแบบ Fully-Furnished และ User-Friendly เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยใช้สอยอย่างลงตัวในทุกตารางเมตร  พื้นที่ส่วนกลางมีการจัดสัดส่วนอย่างลงตัว รวมถึงพื้นที่ Co-Working Space ที่รองรับการใช้งานของผู้อยู่อาศัยที่จะใช้ชีวิตในการทำงานแบบ Work From Home หรือรองรับการจัดประชุมแบบส่วนตัว

ปรากฏการณ์การขายคอนโดฯที่หมดภายในระยเวลา 1-2 วันนั้น จะมีให้เห็นเพียงไม่กี่โครงการเท่านั้น และส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการในท้องถิ่น ด้านผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มาจากกทม. ส่วนใหญ่จะพัฒนาจำนวนหลายอาคาร และมีเพียงไม่กี่โครงการที่ปิดการขายภายในระยะเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน โดยความสำเร็จของสเปซ เชิงทะเลสะท้อนให้เห็นความต้องการของผู้ซื้อและผู้ลงทุนที่ชัดเจนมาก ดังนั้นการเลือกทำเลในย่านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันอย่างย่านเชิงทะเล ที่มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ผลตอบแทนจากค่าเช่าที่คุ้มค่า ในขณะที่กลุ่มอาณา ดีเวลอปเมนท์ฯนำเสนอโครงการด้วยดีไซน์ที่ลงตัว พร้อมทั้งราคาการนำเสนอราคาที่เหมาะสมสอดคล้องกับการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทำให้สามารถปิดการขายโครงการได้อย่างรวดเร็ว” ”นายชัยวัฒน์ กล่าว

ส่วนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ อาณา ดีเวลอปเมนท์ ได้พัฒนาโครงการอาคารพาณิชย์ระดับพรีเมี่ยมภายใต้แบรนด์ มิกซ์ทาวน์ (MixTown Phuket) และทินสมิทธ์ (TinSmith Phuket) รวมถึงการขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สู่การพัฒนาโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ Travelodge Phuket Town และกำลังดำเนินการพัฒนาโครงการบูทีคโฮเทล Blu Monkey Bangtao

อย่างไรก็ตามบริษัทประเมินว่าในปี 2567 จะมีรายได้จากการรับรู้รายได้จากอาคารพาณิชย์ประมาณ 200 ล้านบาท และในปี 2568 จะรับรู้รายได้จาก โครงการสเปซ เชิงทะเล มูลค่า 550 ล้านบาท และรายได้บางส่วนจากโครงการวิลล่าที่เปิดตัวครึ่งหลังปี 2567

ด้านนายอดิศร วิเวกานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาณา ดีเวลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า แผนระยะเวลา 1-3 ปีข้างหน้า จะมีการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอโรงแรมระดับ 3-4 ดาวมากขึ้นอีกประมาณ 1-2 แห่ง โดยมองโอกาสแปลงที่ดินทำเลอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นที่ดินของนักการเมืองในท้องถิ่น ซึ่งสนใจพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นโรงแรม จำนวน 120 ห้องพัก มูลค่าการลงทุนประมาณ 300-400 ล้านบาท  และอาคารพาณิชย์บริเวณด้านหน้า

อีกทั้งศึกษาที่จะขยายตลาดโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจาซื้อที่ดินบริเวณใกล้วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จำนวนประมาณ 2 ไร่ โดยต้องการพัฒนาประมาณ 100 ห้องพัก มูลค่าการลงทุนประมาณ 200-400 ล้านบาท ทั้งนี้เพราะต้องการสร้างรายได้ระยะยาวและความมั่นคงให้กับบริษัทฯ ซึ่งหากมีการพัฒนาในทั้ง 2 จังหวัดนี้ คงมีการตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาพัฒนา 1 แห่งต่อ 1 บริษัท ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

สำหรับในส่วนของบริษัท ไตร พร็อเพอร์ตี้ จำกัด นั้น ที่ผ่านมาได้พัฒนาไปแล้ว 3 โครงการ ย่านถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ภายใต้แบรนด์พราว” (PROUD)โดยหลังจากที่ก่อตั้งอาณา ดีเวลอปเมนท์ฯเพื่อพัฒนาโครงการในจ.ภูเก็ต ก็ได้ชะลอแผนการพัฒนาโครงการในกทม.ออกไปก่อน ทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจของไตร พร็อพเพอร์ตี้ฯ มีการพัฒนาโครงการอสังหาฯไปแล้ว 15 โครงการ รวมมูลค่า ประมาณ 4,000 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่ก่อนหน้านี้ได้เข้าไปถือหุ้นในดิษฐ์ราเนอสซิ่งโฮมซึ่งเป็นศูนย์ดูแลและฟื้นฟูผู้สุงอายุที่ปิ่นเกล้า และเจริญนคร จำนวนเกือบ 200 เตียง ในสัดส่วนประมาณ30% โดยที่ธุรกิจดังกล่าวมีอัตรการเติบโตที่สูงขึ้น เพราะประเทศไทยเริ่มมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้นต่อมาได้ก่อตั้งบริษัท เอพลัส แคร์ จำกัด ขึ้นมา เพื่อดำเนินธุรกิจดังกล่าว ซึ่งจะเข้าไปดำเนินการพัฒนาเองที่ทำเลแจ้งวัฒนะ เป็นแห่งแรก สามารถรองรับผู้สูงอายุได้ จำนวน 64 เตียง ค่าบริการประมาณ 25,000-40,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา ได้ทำให้ธุรกิจดังกล่าวชะลอตัว บริษัทฯจึงเบรกการลงทุนธุรกิจดังกล่าวในอนาคตออกไปก่อน

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง