ตลาดที่อยู่อาศัยกทม.-ปริมณฑล ไตรมาส 3/2566ยอดขายใหม่ลด -9.7% ดันหน่วยเหลือขายพุ่งกว่า 1.95 แสนยูนิต

REIC เปิดผลสำรวจตลาดอสังหาฯช่วงไตรมาส 3 พื้นที่กทม.-ปริมณฑลเข้าสู่ภาวะชะลอตัว มีอุปทานที่อยู่อาศัยเสนอขายทั้งหมด 213,282 หน่วยเพิ่มขึ้น 8% หน่วยที่เปิดตัวใหม่จำนวน 20,281 ยูนิต ลดลง -15.1% และยอดขายได้ใหม่18,223 หน่วย ลดลง-9.7% ส่งผลให้มีสินค้าเหลือขายมากถึง 195,059 ยูนิต เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดทั้งปี2566 จะมีการเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่เข้าสู่ตลาด 94,732 ยูนิต ลดลง-13.4% มูลค่า 493,516 ล้านบาท ลดลง -10.3%

 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) รายงานผลสำรวจภาคสนามทั้งอุปทานและอุปสงค์ในตลาดที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างขายช่วงไตรมาส 3ปี 2566 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เฉพาะโครงการที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย พบว่า อุปทานที่อยู่อาศัยเสนอขายทั้งสิ้น 213,282 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 1,113,639 ล้านบาท โดยอาคารชุดมีหน่วยที่เสนอขาย 38.7%จำนวน 82,452 ยูนิต มูลค่า 316,669 ล้านบาท และบ้านจัดสรรมีหน่วยเสนอขาย 61.3% จำนวน 130,830 ยูนิต มูลค่า 796,970 ล้านบาท โดยอาคารชุดมีหน่วยที่เสนอขายเพิ่มขึ้น 15.5% และบ้านจัดสรรเพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่มีจำนวน 20,281 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 142,611 ล้านบาท โดยอาคารชุดเปิดขายใหม่ 36.4% หรือ 7,390 ยูนิต มูลค่า 22,777 ล้านบาท และบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ 63.6% จำนวน 12,891 ยูนิต มูลค่า 119,834 ล้านบาท โดยอาคารชุดมีหน่วยที่เปิดขายใหม่ลดลง -1.8% และบ้านจัดสรรลดลง  -21.3% ขณะที่มูลค่าบ้านจัดสรรที่เปิดขายใหม่ลดลงแค่ -5.4  สะท้อนให้เห็นได้ว่าที่อยู่อาศัยที่เปิดตัวใหม่เป็นกลุ่มระดับราคาที่สูงขึ้นกว่าปีก่อน

ด้านอุปสงค์ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีจำนวนที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่รวมทั้งสิ้น 18,223 ยูนิต มูลค่า 99,058 ล้านบาท โดยอาคารชุดขายได้ใหม่ถึง 42.8% หรือ 7,795 ยูนิต มูลค่า 28,708 ล้านบาท และบ้านจัดสรรขายได้ใหม่ 57.2% จำนวน10,428 ยูนิต มูลค่า 70,350 ล้านบาท โดยพบว่าอาคารชุดมีหน่วยที่ขายได้ใหม่ลดลง-4.7% และบ้านจัดสรรลดลง -13.1% ทั้งนี้พบว่า ทาวน์เฮ้าส์มียอดขายที่ลดลงมากที่สุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าถึง -19.4% และ -21.5% รองลงมา คือ บ้านเดี่ยวก็ลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า -8.2% และ -17.3% ตามลำดับ

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 มีการเปิดตัวใหม่ที่เพิ่มมากกว่ายอดขายใหม่ ส่งผลให้มีหน่วยเหลือขายที่เพิ่มขึ้นมากถึง 10% แต่หน่วยเปิดตัวใหม่ของบ้านจัดสรรมีจำนวนหน่วยที่เปิดตัวมากกว่ายอดขายได้ใหม่ถึง 2,463 ยูนิตหรือมากกว่าถึง 23.6%

ขณะที่อาคารชุดมีจำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่น้อยกว่ายอดขายได้ใหม่ 405 ยูนิต โดยยอดขายอาคารชุดที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนทำให้ไม่สามารถดูดซับหน่วยเหลือขายที่เหลือสะสมมาจาก 6 ไตรมาสก่อนหน้าได้ ส่งผลให้ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีจำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขาย รวมทั้งสิ้น 195,059 ยูนิต มูลค่า 1,014,581 ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารชุดเหลือขาย 74,657 ยูนิต  มูลค่า 287,961 ล้านบาท และบ้านจัดสรรจำนวน 120,402 ยูนิต มูลค่า 726,620 ล้านบาท โดย อาคารชุดมีหน่วยที่เหลือขายเพิ่มขึ้น 18.1% และบ้านจัดสรรเพิ่มขึ้น 5.5%

ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาส 3  ได้เข้าสู่ภาวะการชะลอตัวของตลาดแล้ว ทั้งตลาดในกลุ่มบ้านจัดสรรและอาคารชุด โดยภาพรวมของยอดขายลดลง -9.7% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่มียอดขายลดลงถึง -17.1% ส่วนใหญ่เป็นการลดลงจากยอดขายของอาคารชุดระดับราคา 2.01-5 ล้านบาท ที่มียอดขายลดลง -6.5% และระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทที่มียอดขายลดลง -17.9% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลดจากยอดขายของบ้านเดี่ยว

สำหรับทำเลที่ต้องมีความระมัดระวังในการลงทุน หรือทำเลที่มีหน่วยเหลือขายสูงสุด 5 อันดับแรก ในส่วนของสินค้าอาคารชุด ประกอบด้วย

-ทำเลห้วยขวาง – จตุจักร – ดินแดง มีหน่วยเหลือขายจำนวน 10,144 ยูนิต มูลค่า 42,761 ล้านบาท
-ทำเลพระโขนง – บางนา – สวนหลวง – ประเวศ  มีหน่วยเหลือขายจำนวน 8,349 ยูนิต มูลค่า 24,300 ล้านบาท
-ทำเลธนบุรี – คลองสาน – บางกอกน้อย – บางกอกใหญ่ – บางพลัด หน่วยเหลือขายจำนวน 7,633 ยูนิต มูลค่า 23,287 ล้านบาท
-ทำเลเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด หน่วยเหลือขายจำนวน 7,182 ยูนิต มูลค่า 18,143 ล้านบาท
-ทำเลลาดพร้าว-วังทองหลาง-บางกะปิ หน่วยเหลือขายจำนวน 4,978 ยูนิต มูลค่า 15,698
ล้านบาท

ส่วนทำเลที่ต้องมีความระมัดระวังในการลงทุนของบ้านจัดสรร ประกอบด้วย
-ทำเลบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย จำนวน 17,582 ยูนิต มูลค่า 91,386ล้านบาท
-ทำเลคลองหลวง-หนองเสือ จำนวน 14,459 ยูนิต มูลค่า 56,884 ล้านบาท
-ทำเลลำลูกกา-ธัญบุรี จำนวน 14,177 ยูนิต มูลค่า 75,009 ล้านบาท
-ทำเลบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง จำนวน 14,115 ยูนิต มูลค่า 79,411 ล้านบาท
-ทำเลเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก จำนวน 11,625 ยูนิต มูลค่า 51,669 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2566 ดร.วิชัยคาดการณ์ว่า จะมีการเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวน 94,732 ยูนิต มูลค่า 493,516 ล้านบาท จำนวนหน่วยลดลง-13.4% มูลค่าลดลง -10.3% แบ่งเป็นอาคารชุด 39,086 ยูนิต  มูลค่า 123,173 ล้านบาท และบ้านจัดสรรจำนวน 55,646 ยูนิต มูลค่า 370,343 ล้านบาท

ด้านโครงการที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่คาดว่าจะมีจำนวน 77,739 ลดลง -18.3% มูลค่า 405,052 ล้านบาท ลดลง-16.1% ในจำนวนนี้เป็นการขายได้ใหม่ของโครงการอาคารชุด 32,864 ลดลง -18.3%  มูลค่า 125,505 ล้านบาท และโครงการบ้านจัดสรรจำนวน 44,875 ยูนิต  มูลค่า 279,548 ล้านบาท

ทำให้คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเหลือขาย ณ สิ้นปี 2566 จำนวน 198,282 ยูนิต มูลค่า 986,160 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการอาคารชุด จำนวน 71,239 ยูนิต มูลค่า 281,867 ล้านบาท และโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 127,043 ยูนิต มูลค่า 704,293 ล้านบาท

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง