ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศปี’66แตะ 366,825 ยูนิตลดลง -6.6%

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 4 ปี 2566ที่ผ่านมา การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยมีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจำนวน  96,163  ยูนิต ลดลง -12.7%  เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2565 ที่มีจำนวน 110,210 ยูนิต โดยบ้านแนวราบลดลง -13.5% และอาคารชุดลดลง -11.0% ขณะที่มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีจำนวน  279,875  ล้านบาท ลดลง -9.7% โดยบ้านแนวราบลดลง -8.0% และอาคารชุดลดลง -13.5% ส่งผลให้มูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ลดลงเช่นกัน มีมูลค่า 177,473 ล้านบาท ลดลง -14.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2565 ที่มีจำนวน  208,339  ล้านบาท

ขณะที่ด้านอุปทาน จำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรทั่วประเทศมีจำนวน 23,413 ยูนิต เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2565  ที่มีจำนวน 21,759 ยูนิต  ขณะที่อุปทานการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีจำนวน  31,774 ยูนิต เพิ่มขึ้น 14.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน  27,751 ยูนิต

ส่วนจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศปี 2566 มีจำนวน 366,825 ยูนิต มูลค่า 1.05 ล้านล้านบาท ลดลง -6.6% และ -1.7%ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่มีจำนวน 678,347 ล้านบาท ลดลง -2.8% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ที่ผ่านมาต้องเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้า ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงถึง 90.9% ของ GDP ประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาตั้งแต่ปี 2565 ส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์ทำให้ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยและการขอสินเชื่อของประชาชนลดลง

ขณะที่ระดับราคาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสองลดลงในทุกระดับราคาที่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งลดลงตั้งแต่ -1.7%-9.8% โดยระดับราคาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุดคือ ไม่เกิน 1 ล้านบาท และ 2.01 – 3 ล้านบาท ส่วนระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไปมีการขยายตัวในทุกระดับราคาระหว่าง 1.9%-11.9%

ส่วนภาพรวมโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ปี 2566 มีจำนวน  96,813 ยูนิต ลดลง -11.4% แต่มีมูลค่า 597,272 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากอุปสงค์ในระดับรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อยได้ส่งผลต่อการปรับตัวของอุปทานที่อยู่อาศัยในระบบ ทำให้ผู้ประกอบการได้เบนเข็มไปจับตลาดที่อยู่อาศัยราคาแพงมากขึ้น  โดยจะเห็นได้ชัดในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล บ้านเดี่ยวมีการเปิดตัวจำนวน 18,520 ยูนิต มูลค่า 269,533 ล้านบาท ขยายตัว 5.7%  และ 10.6% ตามลำดับ  และบ้านแฝด 9,609 ยูนิต มูลค่า 56,747 ล้านบาท ขยายตัว 7.7% และ 11.3% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ส่วนทาวน์เฮ้าส์ที่ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อยมีการเปิดตัวใหม่ลดลง โดยมีการเปิดตัวใหม่20,427 ยูนิต มูลค่า 69,679 ล้านบาท ลดลง -22.1% และ -26.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่อาคารชุดมีการเปิดตัวใหม่จำนวน  47,800 ยูนิต ลดลง -14.5% แต่กลับมีมูลค่าสูงถึง 196,595 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.9% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อาคารชุดที่เปิดตัวใหม่ในช่วงปี 2566 เป็นอาคารชุดที่มีราคาสูงกว่าปี 2565

สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2567 ดร.วิชัยกล่าวว่า หากตลาดสามารถรักษาโมเมนตัมเช่นนี้ได้ภายใต้สถานการณ์ภาพรวมทางเศรษฐกิจที่จะมีการขยายตัวระหว่าง 2.8 – 3.2% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่1.0 – 2.0 % อัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยทั้งปีของ 6 ธนาคารใหญ่อยู่ระหว่าง 6.8 – 7.0 % จะสร้างให้เกิดการขยายตัวของหน่วยและมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ปี 2567 ประมาณ 373,360 ยูนิต เพิ่มขึ้น 1.8%(Base Case) หรืออาจปรับตัวในกรอบ-8.4% (Worst Case) ถึง +12.0 (Best Case) แบ่งเป็นหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบประมาณ 270,219 ยูนิต ขยายตัว 4.4% (Base Case) หรืออาจปรับตัวในกรอบ -6.0% (Worst Case) ถึง +14.9% (Best Case) และหน่วยโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดประมาณ 103,141 ยูนิต ลดลง -4.6% (Base Case) หรืออาจปรับตัวในกรอบ -14.1%(Worst Case) ถึง +5.0%  (Best Case)

ส่วนในด้านมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมีจำนวนประมาณ 1,087,499 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% (Base Case) แบ่งเป็นมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์บ้านแนวราบประมาณ 786,142  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9%  (Base Case) และอาคารชุดประมาณ 301,357 ล้านบาท ลดลง -1.0%

ส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล คาดว่าจะมีหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จำนวน 103,019 ยูนิต เพิ่มขึ้น 6.4% (Base Case) มูลค่าโครงการ 609,992 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% (Base Case)

ทั้งนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว แต่ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงในหลายประการ ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ค่าครองชีพที่สูงขึ้นและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ส่งผลต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยและการขอสินเชื่อ และยังคงมีโอกาสที่จะไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เนื่องจากสถาบันการเงินมีเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวด ส่งผลกระทบต่อตลาดที่อยู่อาศัยในระดับราคาปานกลางถึงระดับราคาต่ำ และอาจส่งผลให้มีการซื้อขายและการโอนกรรมสิทธิ์ในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3  ล้านบาทมีภาวะทรงตัวในทิศทางที่ลดลง ทำให้มีหน่วยเหลือขายที่สะสมต่อเนื่อง และอาจมีอุปทานเหลือขายมากขึ้น หากมีการเติมอุปทานใหม่เข้ามามากกว่าความสามารถในการดูดซับของอุปสงค์ได้

ขณะที่ที่อยู่อาศัยในระดับราคาเกินกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยบ้านแนวราบ แม้ที่ผ่านมาจะมียอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ค่อนข้างทรงตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2565 – 2566 แต่ก็มีข้อสังเกตว่าที่อยู่อาศัยในระดับราคานี้มีอุปทานเข้ามาเพิ่มในตลาดอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดปริมาณอุปทานส่วนเกินที่เริ่มสะสมมากขึ้น โดยประมาณการณ์ว่าหน่วยเหลือขายในปัจจุบันมีมากกว่ายอดขายได้ในแต่ละไตรมาสถึง 10 เท่าในปัจจุบัน

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง