หุ่นยนต์ทำความสะอาด กำลังก้าวสู่ Gen 3 ทำงานได้เองโดยไม่ต้องมีคนควบคุม

หากพูดถึงการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะในยุคปัจจุบัน ภาพของหุ่นยนต์ทำความสะอาดแบบมืออาชีพ (Professional Cleaning Robots) เริ่มเป็นที่คุ้นตาในอาคารหลายแห่งในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการและการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้นในตลาดโดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจาก ResearchAndMarkets.com คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดโลกในธุรกิจนี้จะมีอัตราการเติบโตต่อปีประมาณ 20% ระหว่างปี 2566-2573 และมูลค่าตลาดอาจจะแตะ 20,970 ล้านดอลลาร์ในปี 2573 โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงไทยถือส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 30% ปัจจัยที่ทำให้ความต้องการหุ่นยนต์ทำความสะอาดเพิ่มขึ้น หลักๆ จะมาจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ประชากรโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น และความต้องการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นในขณะที่ต้นทุนต้องลดลง

Metthier ผู้ดำเนินธุรกิจการให้บริการการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะแบบครบวงจร (Smart Facility Management) เผยข้อมูลพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจหุ่นยนต์ทำความสะอาดไว้อย่างน่าสนใจในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพัฒนาการของหุ่นยนต์ที่ยังต้องทำงานร่วมกับคนไปสู่หุ่นยนต์เจเนอเรชั่น 3 (Gen3) ที่พัฒนาสู่ Internet of Things คือ สามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องมีคนควบคุม โยงถึงพัฒนาการของรูปแบบธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนไปเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น Robot as a Service (การเช่าใช้หุ่นยนต์บริการ) รวมถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบในอนาคต

1. พัฒนาการของหุ่นยนต์ทำความสะอาดจากรุ่นสู่รุ่น
การพัฒนาหุ่นยนต์ทำความสะอาดแบ่งกว้างๆ ได้ 3 ยุค ยุคแรก คือยุคที่หุ่นยนต์ทำตามคำสั่งที่ป้อนโดยมนุษย์ โดย Electrolux นำหุ่นยนต์ทำความสะอาดเข้าสู่ตลาดครั้งแรกของโลกในปี 2539 ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่ยังต้องใช้รีโมทคอนโทรลในการสั่งงาน ยุคนี้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของหุ่นยนต์ยังไม่ค่อยดีนักและราคาค่อนข้างสูง หุ่นยนต์ทำความสะอาดในยุคนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ยุคที่สอง (ยุคปัจจุบัน) คือยุคที่หุ่นยนต์ฉลาดมากขึ้น สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองโดยอัตโนมัติ มีฟีเจอร์ที่จะตรวจจับวัตถุและคนได้ หุ่นยนต์ในยุคที่สองนี้ถูกพัฒนาโดยมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เข้ามาร่วมด้วย แต่แม้ว่าหุ่นยนต์สามารถทำความสะอาดเองได้ แต่ยังมีข้อจำกัดหลายประการเช่น ยังไม่สามารถประเมินประเภทพื้นผิวในการเลือกการทำความสะอาดที่เหมาะสมได้เอง เป็นต้น หุ่นยนต์ยุคนี้จึงยังจำเป็นต้องทำงานร่วมกับคนอยู่ และยุคที่สาม เป็นยุคที่เชื่อว่าจะมาถึงในไม่ช้านี้ คือยุคที่หุ่นยนต์ถูกพัฒนาเข้ากับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) สามารถสร้าง 3D Mapping ทำให้หุ่นยนต์สามารถคิดและตัดสินใจประมวลผลในการทำงานเองได้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุดเช่น เมื่อหุ่นยนต์เห็นเศษขยะ หรือน้ำหก หุ่นยนต์ก็สามารถตามไปเก็บทำความสะอาดได้เองทันที หรือปรับโหมดการทำความสะอาดให้เข้ากับแต่ละพื้นผิวได้เอง เป็นต้น ซึ่งหากทำได้จริง เชื่อว่าจะเป็นการเปลี่ยนโฉมวงการหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมการทำความสะอาดแน่นอน

2. การพัฒนารูปแบบธุรกิจเป็นการเช่าใช้ เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น
เนื่องจากต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ในแต่ละครั้งนั้นค่อนข้างสูง ทำให้ราคาขายของหุ่นยนต์ทำความสะอาดจึงสูงตาม ส่งผลให้ตลาดไม่เติบโตเท่าที่ควร จึงเกิดรูปแบบธุรกิจการเช่าใช้หุ่นยนต์บริการ (Robot as a Service) นี้ขึ้นมาเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น เพราะรูปแบบธุรกิจนี้สามารถให้ผู้ใช้บริการสามารถเช่าใช้หุ่นยนต์ราคาหลักล้านได้ โดยคิดค่าบริการในรูปแบบรายเดือนหรือรายปี (Subscription Model) หลังจากมีบริการนี้ ทำให้ความต้องการใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดเติบโตก้าวกระโดดในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะนอกจากการใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดยังสามารถช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความทันสมัยให้กับอาคารนั้นๆ แล้วหากเปรียบเทียบในเชิงประสิทธิภาพการทำงานแล้ว พนักงานหนึ่งคนอาจจะทำความสะอาดครอบคลุมพื้นที่ได้มากที่สุดเพียง 1,500-2,000 ตร.ม.ต่อวัน เทียบกับการเดินประมาณ 10 กิโลเมตร แต่หากใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดเข้ามาทำงานร่วมกันในขนาดพื้นที่เท่ากันจะลดเวลาทำงานลงเหลือเพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ทำความสะอาดยังพัฒนาไปถึงจุดที่สามารถรีไซเคิลน้ำเสียมาใช้ในการทำความสะอาดได้อีกหลายครั้ง ถือเป็นการลดการสิ้นเปลืองน้ำและดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

3. การเตรียมพร้อมด้านกฎหมายเพื่อรองรับการมาของเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Fully-automated)
ประเด็นด้านกฎหมายนี้เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น การพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยี IoT ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ธุรกิจยานยนต์เท่านั้น ปัจจุบันมีบริษัทในประเทศจีนที่นำเทคโนโลยีของรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Car) มาใช้กับหุ่นยนต์ทำความสะอาดและได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้หุ่นยนต์ทำความสะอาดวิ่งบนถนนและพื้นที่สาธารณะได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว รัฐบาลจึงควรวางแผนเตรียมปรับปรุงกฎหมายให้พร้อมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ในอนาคต หากเราเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายให้เอื้อต่อการพัฒนาหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์ก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาต่อยอดหุ่นยนต์บริการอย่างต่อเนื่องและดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติอย่างมหาศาล แต่หากกฎหมายล้าสมัยจนผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะนำเทคโนโลยีมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ อาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวได้

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง