เศรษฐกิจชะลอตัวกระทบยอดขายบ้านกรุงเทพฯ-ปริมณฑล Q1 ลด -26.6%

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์รายงานภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัย ไตรมาส 1 พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลยอดขายลดลง -26.6% เหตุจากยอดขายห้องชุดลดลง -39% ขณะที่บ้านจัดสรรลด -16.1%ส่งผลให้หน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายในตลาดเพิ่ม 16.4 % คาดปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวผนวกกับปัจจัยลบอสังหาฯ ฉุดยอดขายใหม่ทั้งปีลดลง -8.4%

ดร. วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยพื้นที่กรุงเทพฯและ 5 จังหวัดปริมณฑลในไตรมาส 1 ปี 2567 ว่า มีอุปทานหน่วยเสนอขายในตลาดทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุดจำนวน 229,048 ยูนิตขยายตัว 11.9%  มูลค่า 1,307,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สาเหตุหลักมาจากยอดขายได้ใหม่ทั้งพรีเซลล์และสร้างเสร็จพร้อมโอนที่เกิดขึ้นในแต่ละไตรมาสมีการชะลอตัวลงติดต่อกันในทุกไตรมาสของปี 2566 โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในระดับราคาไม่เกิน 7.5 ล้านบาท ประกอบกับในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 มีการเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้า

“ภาวะยอดขายที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลให้ในไตรมาส 1 ปี 2567 มีจำนวนหน่วยโครงการเปิดตัวใหม่ที่ลดลงมาก โดยมีจำนวน 16,356 ยูนิต ซึ่งลดลงถึง -24.4%  และส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีราคาแพง  ทำให้มูลค่าโครงการสูงถึง 119,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.3% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการเปิดตัวใหม่โครงการบ้านจัดสรร โดยเฉพาะโครงการบ้านเดี่ยว ซึ่งมีการเปิดขายโครงการใหม่เพิ่มขึ้นถึง 85.1% มูลค่าเพิ่มขึ้น 157.7%

ขณะที่การเปิดตัวใหม่ในกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียมลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยจำนวนหน่วยลดลง -40% และมูลค่าลดลง -2.3%

ยอดขายบ้าน-คอนโดฯไตรมาสแรกหดตัว

สำหรับยอดขายใหม่ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2567 มีจำนวน 15,619 ยูนิต  มูลค่า 90,069 ล้านบาท โดยจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ลดลงถึง -26.6% และมูลค่าลดลง -14.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยยอดขายใหม่ในแต่ละไตรมาสลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าขาย โดยโครงการบ้านจัดสรรทำยอดขายใหม่ลดลง -16.1% ขณะที่อาคารชุดมีขายได้ใหม่ลดลง -39%

ส่งผลให้จำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายในตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน โดย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2567 มีจำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างมากถึง 213,429 ยูนิต เพิ่มขึ้น 16.4% คิดเป็นมูลค่า 1,217,916 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง36.5% แบ่งเป็นบ้านจัดสรรเหลือขายเพิ่มขึ้น 12.8% และหน่วยอาคารชุดเหลือขายเพิ่มขึ้น22.3%

ทั้งนี้หากพิจารณาจากอัตราดูดซับจะพบว่าในไตรมาส 1  อัตราดูดซับลดลงมาอยู่ที่ 2.3% หรือต้องใช้ระยะเวลาในการขายจนหมดประมาณ 40 เดือน ขณะที่อัตราดูดซับ.oไตรมาส 1 ปี 2566 อยู่ที่ 3.5% หรือต้องใช้ระยะเวลาในการขายจนหมดประมาณ 25 เดือน โดยอัตราดูดซับของโครงการบ้านจัดสรรอยู่ที่ 2.3% ส่วนอัตราดูดซับอาคารชุดลดลงมาอยู่ที่ 2.2%

ขณะที่ช่วงไตรมาส 1 ปี 2566 อัตราดูดซับอยู่ที่ 4.1% แสดงให้เห็นว่า ภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยได้ชะลอตัวลงค่อนข้างแรงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการปรับตัวลงของยอดขายอาคารชุด  ซึ่งจำนวนหน่วยลดลง -39%มูลค่าลดลง-24.5% ขณะที่บ้านจัดสรรจำนวนหน่วย -16.1% และมูลค่าลดลง -9.3% ส่วนใหญ่เป็นการชะลอตัวในกลุ่มบ้านจัดสรรราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ขณะที่บ้านจัดสรรในกลุ่มราคาแพงยังคงมีอัตราการขายได้สูงกว่าระดับราคาอื่น

บ้านแนวราบขายได้ใหม่ 9,679 ยูนิตลดลง -16.1%
โซนบางใหญ่-บางบัวทองมีสต็อกเหลือขายมากสุด 20,214 ยูนิต

สำหรับภาพรวมตลาดบ้านแนวราบในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลไตรมาส 1 พบว่า มีหน่วยที่เสนอขายจำนวนทั้งสิ้น 137,483 ยูนิต เพิ่มขึ้น10.1% มูลค่า 910,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยพบว่าบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด มีการขยายตัวของหน่วยเสนอขายมากที่สุด

ส่วนยอดขายได้ใหม่มีจำนวน 9,679 ยูนิต ลดลง -16.1% มูลค่า 62,863 ล้านบาท โดย 5 ทำเลที่มีหน่วยขายได้ใหม่สูงสุด ได้แก่ โซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง จำนวน 2,161 ยูนิต มูลค่า 14,411 ล้านบาท โซนเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ จำนวน 1,295 ยูนิต มูลค่า 5,703 ล้านบาท โซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย จำนวน 1,210 ยูนิต มูลค่า 6,558 ล้านบาท  โซนลำลูกกา-ธัญบุรี จำนวน 703 ยูนิต มูลค่า 3,179 ล้านบาท และโซนเมืองสมุทรสาคร จำนวน 696 ยูนิต มูลค่า 3,644 ล้านบาท

ทั้งนี้ทำเลบ้านแนวราบที่ต้องระมัดระวังเนื่องจากยังคงมีหน่วยเหลือขายที่มากติดอันดับต้น ๆ แม้ว่าบางพื้นที่จะมียอดขายและอัตราการดูดซับที่ดี คือ โซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย จำนวน 20,214 ยูนิตมูลค่า 110,177 ล้านบาท โซนลำลูกกา-ธัญบุรีจำนวน 16,109 ยูนิต มูลค่า 93,280 ล้านบาท และโซนคลองหลวง จำนวน 14,478 ยูนิต มูลค่า 56,803 ล้านบาท เป็นต้น

ห้องชุดเสนอขายใหม่ 91,565 ยูนิต เพิ่มขึ้น 14.9%

ส่วนตลาดอาคารชุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลในไตรมาส 1 พบว่า มีห้องชุดเสนอขาย 91,565 ยูนิต เพิ่มขึ้น 14.9% มูลค่า 397,717 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายได้ใหม่มีจำนวน 5,940 ยูนิตลดลง -39% มูลค่า 27,207 ล้านบาท โดย 5 ทำเลที่มีหน่วยห้องชุดขายได้ใหม่สูงสุด ประกอบด้วย โซนคลองหลวง จำนวน 1,057 ยูนิต มูลค่า 1,794 ล้านบาท โซนพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ จำนวน 487 ยูนิต มูลค่า 1,472 ล้านบาท โซนธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด จำนวน 441 ยูนิต มูลค่า 1,861 ล้านบาท โซนห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง จำนวน 439 ยูนิต มูลค่า 1,692 ล้านบาท และโซนเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ดจำนวน 421 ยูนิต มูลค่า 987 ล้านบาท

ขณะที่ทำเลที่มีหน่วยห้องชุดเหลือขายมากที่สุด คือ  โซนห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง จำนวน 10,588 ยูนิต มูลค่า 43,059 ล้านบาท โซนธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด จำนวน 9,469 ยูนิต มูลค่า 31,397 ล้านบาท และโซนพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ จำนวน 8,251 ยูนิต มูลค่า 27,299 ล้านบาท เป็นต้น

ประเมินปี’67 สต็อกสินค้าเหลือขายเพิ่มขึ้นเป็น 246,280 ยูนิต มูลค่า 1,393,395 ล้านบาท

ทั้งนี้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์คาดว่า ภาพรวมทั้งปี 2567 จะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาด  103,930 ยูนิต เพิ่มขึ้น 8% มูลค่ารวม 637,906 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวน 51,369 ยูนิต มูลค่า 420,635 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด 52,561 ยูนิต มูลค่า 217,271 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายได้ใหม่คาดว่าจะมีจำนวน 67,696 ยูนิต ลดลง -8.4% มูลค่า 342,299 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 37,883 ยูนิต มูลค่า 238,919  ล้านบาท และโครงการอาคารชุด 29,813 ยูนิต มูลค่า 103,380 ล้านบาท โดยอัตราดูดซับโดยรวมของตลาดจะลดลงมาอยู่ที่ 1.8% ทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุด

ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยเหลือขายมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 246,280 ยูนิต มูลค่า 1,393,395 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 139,984 ยูนิต มูลค่าโครงการ 914,136 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด 106,296 ยูนิต มูลค่าโครงการ 479,259 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังได้ส่งผลโดยตรงต่อยอดการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศในปี 2567 ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวน 678,151 ล้านบาท ลดลง -0.03% และได้ส่งผลกับกระทบจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ที่คาดว่าจะมีจำนวน 372,877 ยูนิต มูลค่า 1,074,080 ล้านบาท

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง