ตลาดที่อยู่อาศัยกทม.-ปริมณฑลไตรมาส 2ปรับตัวลดลงแรงทั้งอุปสงค์-อุปทาน

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ รายงานผลสำรวจภาคสนามอุปทานและอุปสงค์ของโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายช่วงไตรมาส 2 ปี 2567 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เผยภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและอาคารชุดปรับตัวลดลงแรงทั้งอุปสงค์ และอุปทาน คาดยอดขายได้ใหม่ลดลง –8.4% ส่งผลให้หน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายรวมในตลาดเพิ่ม 12.6%

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  เปิดเผยผลการสำรวจภาวะภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล ไตรมาส 2/2567 ว่า อุปทานที่อยู่อาศัยทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุดเสนอขายในตลาดมีจำนวน 229,528 ยูนิต ขยายตัวเพิ่มขึ้น 11%  มูลค่า 1,350,586 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนหนึ่งมาจากโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวน 17,197 ยูนิต แต่มีสัดส่วนลดลงถึง -23.9% มูลค่า 128,440 บาท ลดลง -0.4%

โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ลดลงต่อเนื่อง 2 ไตรมาสทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า  ซึ่งไตรมาส 2 นี้มีจำนวนเปิดตัวโครงการใหม่ 7,967 ยูนิต ลดลง -29.7% lส่วนใหญ่เป็นการเปิดตัวโครงการใหม่ในกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทเป็นหลัก ซึ่งมีจำนวน 4,282 ยูนิต ขณะที่โครงการบ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่มีจำนวน 9,230 ยูนิต  ลดลง -18% โดยเป็นการเปิดตัวโครงการใหม่ในกลุ่มราคา 3.01 – 7.5 ล้านบาทเป็นหลัก  ซึ่งมีจำนวนถึง 4,969 ยูนิต

ด้านอุปสงค์ที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่มีจำนวน 14,938 ยูนิต ลดลง -8.4% มูลค่า 84,327 ล้านบาท ลดลง -2.2% แบ่งเป็นโครงการคอนโดฯ 6,029 ยูนิต ลดลง- 3.4%  มูลค่า 24,075 ล้านบาท ลดลง -7.5% โดยห้องชุดที่ขายได้ใหม่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท มีจำนวน 4,590 ยูนิต      ส่วนโครงการบ้านจัดสรรมีจำนวน 8,909 ยูนิต ลดลง -11.5% แต่มีมูลค่า 60,251 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% ซึ่งส่วนใหญ่บ้านจัดสรรขายที่ได้ใหม่อยู่ในกลุ่มราคา 3.01 – 7.5 ล้านบาท โดยมีจำนวน 4,313 ยูนิต

“ภาพรวมหน่วยขายได้ใหม่ปรับตัวลดลง ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนยังมีการขยายตัวติดลบแต่เป็นการติดลบที่น้อยลง จึงส่งผลให้อัตราดูดซับต่อเดือนปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.2% ซึ่งต่ำกว่าในช่วงไตรมาส 1 ปี 2567  ที่มีอัตราดูดซับที่ 2.3%  โดยอัตราดูดซับของอาคารชุดอยู่ที่ 2.2% ส่วนบ้านจัดสรรอยู่ที่ 2.1% ซึ่งต่ำกว่าในช่วงไตรมาส 1 ที่มีอัตราดูดซับทั้ง 2 ประเภทอยู่ที่ 2.3%”  

ทั้งนี้ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยเหลือขายยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าติดต่อกันถึง 5      ไตรมาส โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 214,590 ยูนิต เพิ่มขึ้น 12.6% มูลค่า 1,266,259 ล้านบาท แบ่งเป็นห้องชุด 84,556 ยูนิต เพิ่มขึ้น 14.5% มูลค่า 379,544 ล้านบาท และบ้านจัดสรร 130,034 ยูนิต เพิ่มขึ้น 11.4% มูลค่า 886,715 ล้านบาท

บ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่-ยอดขายลดลง เหลือขายกว่า 130,034 ยูนิต

สำหรับสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรรในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลในไตรมาส 2 พบว่ามีหน่วยที่เสนอขายจำนวนทั้งสิ้น 138,943 ยูนิต เพิ่มขึ้น 9.6% มูลค่า 946,967 ล้านบาท  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าที่มีการเสนอขายมากที่สุด ได้แก่ ทาวน์เฮาส์มีจำนวนมากสุดถึง 68,106 ยูนิต แต่ปรับตัวลดลง -1.5% รองลงมาคือ บ้านเดี่ยวมีจำนวน 44,399 ยูนิตเพิ่มขึ้น 34.1% และบ้านแฝดจำนวน 24,437 ยูนิต ในขณะที่อาคารพาณิชย์มีจำนวนเพียง 2,001 ยูนิตและปรับตัวลดลง -14.2%

ส่วนบ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่ในไตรมาส 2 มีจำนวน 9,230 ยูนิต ลดลง -18% แต่มีมูลค่า 88,450 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 7% โดยพบว่าบ้านจัดสรรที่เปิดตัวใหม่มากที่สุด ได้แก่ บ้านเดี่ยวมีจำนวนถึง 4,096 ยูนิตเพิ่มขึ้น 25.6% รองลงมาเป็นทาวเฮาส์ 3,549 ยูนิต ปรับตัวลดลง -36.0%  และบ้านแฝดจำนวน 1,540 ยูนิต ปรับตัวลดลง -30.4% ส่วนอาคารพาณิชย์มีการเปิดเพียง 45 ยูนิตลดลง -81.5%

ด้านยอดขายได้ใหม่ของบ้านจัดสรรมีจำนวนทั้งสิ้น 8,909 ยูนิตลดลง -11.5% มูลค่า 60,251 ล้านบาท โดย 5 ทำเลที่มีหน่วยขายได้ใหม่สูงสุด ประกอบด้วย

-โซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง จำนวน 2,037 ยูนิต มูลค่า 15,293  ล้านบาท

-โซนเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ จำนวน  1,267 ยูนิต มูลค่า 5,361 ล้านบาท

-โซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย จำนวน 1,070 ยูนิต มูลค่า 5,979 ล้านบาท

-โซนลำลูกกา-ธัญบุรี จำนวน 711 ยูนิต มูลค่า 3,103 ล้านบาท

-โซนเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก จำนวน 675 หน่วย มูลค่า 2,903 ล้านบาท

ส่วนบ้านจัดสรรเหลือขายในไตรมาส 2 จำนวนทั้งสิ้น 130,034 ยูนิต เพิ่มขึ้น11.4% มูลค่า 886,715 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.9% โดยทำเลบ้านจัดสรรที่ต้องระมัดระวังเนื่องจากยังคงมีหน่วยเหลือขายมากติดอันดับต้น ๆ คือ โซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย จำนวน 20,686 ยูนิต มูลค่า 114,376 ล้านบาท โซนลำลูกกา-ธัญบุรี จำนวน  15,551 ยูนิต  มูลค่า 91,184 ล้านบาท และโซนคลองหลวง จำนวน 14,457 ยูนิต มูลค่า 57,650 ล้านบาท เป็นต้น

 

อาคารชุดโซนห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดงขายได้ใหม่สูงสุดจำนวน 1,441 ยูนิต

ด้านตลาดอาคารชุดในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลในไตรมาส 2 พบว่าหน่วยที่มีการเสนอขายใหม่มีจำนวน 90,585 ยูนิต เพิ่มขึ้น 13.1% มูลค่า 403,619 ล้านบาท แต่ยอดขายได้ใหม่มีจำนวน 6,029 ยูนิต ลดลง-3.4% มูลค่า 24,075 ล้านบาท ลดลง -7.5% ส่วนอาคารชุดเปิดตัวใหม่ในระหว่างการสำรวจมีจำนวน 7,967 ยูนิต ลดลง -29.7% มูลค่า 39,991 ล้านบาท  ลดลง -13.7%

ด้านยอดขายได้ใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 6,029 ยูนิต ลดลง -3.4% มูลค่า 24,075 ล้านบาท โดยทำเลที่มีหน่วยอาคารชุดขายได้ใหม่สูงสุด ประกอบด้วย

-โซนห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง จำนวน 1,441 ยูนิต มูลค่า 6,211 ล้านบาท

-โซนเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด จำนวน 572 ยูนิต มูลค่า 1,551 ล้านบาท

-โซนคลองหลวง จำนวน 523 ยูนิต มูลค่า 1,159 ล้านบาท

-โซนพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศจำนวน 477 ยูนิต มูลค่า 1,270 ล้านบาท

-โซนธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด จำนวน 420 ยูนิต มูลค่า 1708 ล้านบาท

ส่วนหน่วยเหลือขายของอาคารชุดมีมากถึง 84,556 ยูนิต เพิ่มขึ้น 14.5% มูลค่า 379,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.6% โดยเฉพาะโซนห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง มีจำนวนห้องชุดเหลือขายมากสุด 9,846 ยูนิต มูลค่า 39,988 ล้านบาท รองลงมาเป็นโซนธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด จำนวน 9,314 ยูนิต มูลค่า 29,809 ล้านบาท และโซนพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ จำนวน 8,280 ยูนิต มูลค่า 27,391 ล้านบาท

ประเมินทั้งปี’67อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่เข้าสู่ตลาดลดลงเหลือ  85,195 ยูนิต

ดร.วิชัยกล่าวว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลไตรมาส 2 มียอดขายที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า โดยตลาดมีการขยายตัวในที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดที่อยู่ในระดับราคาเกินกว่า 10 ล้านบาท ถึงแม้มีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ไม่มากแต่สร้างมูลค่าของยอดขายที่สูงขึ้น โดยพบว่าที่อยู่อาศัยที่ราคาเกินกว่า 10ล้านบาท มีการสะสมอุปทานส่วนเกินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าสูงถึง 78.1% และ 82.1% ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามต้องเฝ้าระวังสต๊อกคงเหลือในทุกประเภทและระดับราคา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีหน่วยเหลือขายลดลงช้า และมีอัตราการดูดซับที่ต่ำลง ซึ่งกระจายอยุ่ในหลายพื้นที่

ทั้งนี้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์คาดว่าภาพรวมทั้งปี 2567 จะมีที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวน  85,195 ยูนิต มูลค่า 528,396 ล้านบาท ลดลง -11.4% ทั้งจำนวนและมูลค่า เมื่อเทียบกับปี 2566  โดยแบ่งเป็นบ้านจัดสรรจำนวน 42,109 ยูนิต มูลค่ารวม 357,108 ล้านบาท อาคารชุดจำนวน 43,086 ยูนิต 171,288 ล้านบาท

ส่วนที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ในปี 2567 นี้คาดว่าจะมีจำนวน 77,746 ยูนิต เพิ่มขึ้น 3.8% แต่มีมูลค่า 390,909 ล้านบาท ลดลง -0.05% เป็นบ้านจัดสรรจำนวน 43,046 ยูนิต มูลค่า 264,284 ล้านบาท และอาคารชุดจำนวน 34,701ยูนิต มูลค่า 126,625 ล้านบาท

ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายจะมีสูงถึง 217,343 ยูนิตมูลค่า 1,237,835 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 125,310 ยูนิต มูลค่า 832,230 ล้านบาท และอาคารชุด 92,032 ยูนิต มูลค่า 405,605 ล้านบาท ส่วนอัตราดูดซับจะยังคงไม่ดีขึ้นอยู่ในระดับ 2.2% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง